
ปรองดองเสี่ยงสะดุด
การสลายความขัดแย้งและสร้างการปรองดองถือเป็นหนึ่งในประเด็นเหตุผลที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การสลายความขัดแย้งและสร้างการปรองดองถือเป็นหนึ่งในประเด็นเหตุผลที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หยิบยกมาเป็นข้ออ้างเข้าทำการรัฐประหาร วันที่ 22 พ.ค. 2557 พร้อมจัดลำดับความสำคัญตั้งเป็นเป้าหมายอันดับแรกๆ ในโรดแมปปฏิรูป
ทว่าผ่านมาปีกว่ากลับไม่มีวี่แววได้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ความคืบหน้าที่พอจะจับต้องได้ยังเป็นเพียงแค่รายงานสรุปของคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง (คศป.) ที่มี เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน สุดท้ายถูกส่งไปถึงมือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
แต่สุดท้ายเนื้อหาที่ออกมาแทบไม่ต่างจากรายงานปรองดองเวอร์ชั่นเก่าๆ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) หรือชุดของ ดิเรก ถึงฝั่ง อดีต สว.เคยทำเอาไว้ แถมกลายเป็นเพียงรายงานที่ถูกดองไม่ได้ถูกนำมาขับเคลื่อนให้เกิดผล
หรือหากย้อนไปช่วงหลังรัฐประหาร จะเห็นว่า คสช.ได้ตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) ซึ่งมี พล.ท.พิสิทธิ์ สิทธิสาร รองเสนาธิการทหารบก รับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการศูนย์ เข้ามากำหนด 6 แผนงาน และ 9 โครงการ เพื่อสลายความขัดแย้ง โดยเฉพาะการเปิดพร้อมกันทั้ง 4,248 แห่งทั่วประเทศ ใช้ชื่อโครงการว่า “คนไทยหัวใจเดียวกัน” ที่ทำตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2557-ก.ย. 2558 ที่อาจไม่เห็นผลมากนัก
แถมบรรยากาศที่ปรากฏตลอดปีกว่าที่ผ่านมากลับไม่ได้เอื้อให้เกิดการปรองดอง ยังพบเห็นการไล่บี้ ปิดปาก สกัดกลุ่มเห็นต่าง สภาพความสงบที่เกิดขึ้นเป็นเพียงแค่การปัดฝุ่นไปไว้ใต้พรม สะกดทุกอย่างไว้ด้วย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ต่อมาเปลี่ยนรูปเป็น มาตรา 44 ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว
จนล่าสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาส่งสัญญาณขีดเส้นตายว่าต้องทำเรื่องคดีความต่างๆ ให้เสร็จในปี 2559 เพื่อเดินหน้ากระบวนการปรองดองในปี 2560 สอดรับไปกับโรดแมป 20 เดือนสุดท้าย ตามสูตร 6+4+6+4 ก่อนเตรียมเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง
ส่องเส้นทาง “ปรองดอง” ของ พล.อ. ประยุทธ์ สอดรับไปกับข้อเสนอของหลายฝ่ายก่อนหน้านี้ที่ต้องการให้ทุกคดีความเข้าไปสู่กระบวนการยุติธรรมจนเสร็จสิ้นก่อน ไม่ใช่ข้ามขั้นไป “ปรองดอง” ทันที
แน่นอนว่าหลักการนี้ดูจะเป็นเส้นทางปลอดภัยที่ไม่มีใครกล้าคัดค้าน เพราะให้ทุกอย่างไปพิสูจน์ความจริงกันที่กระบวนการยุติธรรมก่อนที่จะพิจารณาว่าจะ “ล้างผิด” หรือไม่
ดังจะเห็นว่าบทเรียนจากการดัน “นิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง” เซตซีโรให้ทุกอย่างกลับไปเริ่มต้นกันใหม่ ย่อมสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดการต่อต้านและสร้างความรุนแรงในอนาคต
แต่เอาเข้าจริงแล้วเส้นทางที่ พล.อ. ประยุทธ์ วางไว้ ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ทั้งในแง่จำนวนคดีที่สั่งสมมาตั้งแต่ก่อนรัฐประหารปี 2549 จนถึงปัจจุบันนับ 10 ปี การจะเร่งรัดให้จบสิ้นภายในระยะเวลาที่ตีกรอบไว้ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก
ยังไม่รวมกับประเด็นเรื่องการยอมรับผลคำตัดสินที่จะออกมา ยิ่งในกรณีที่คำตัดสินไม่เป็นคุณกับฝั่งจำเลยด้วยแล้ว
อย่าลืมว่าเสียงสนับสนุนจากบรรดาแกนนำของแต่ละสี แต่ละกลุ่มการเมืองที่ต้องการให้ทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมนั้น อยู่บนเงื่อนไขที่ว่าต้องเป็นกระบวนการที่บริสุทธิ์ยุติธรรมไม่เอนเอียงหรือมีธงล่วงหน้า
แต่หลายกรณีในอดีตจะเห็นว่ามีบางกลุ่มที่คอยหยิบยกผลจากคำตัดสินมาเป็นชนวนปลุกมวลชนออกมาเคลื่อนไหว ด้วยเหตุผลเรื่องความไม่เป็นธรรมและถูกไล่บี้กลั่นแกล้ง
อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ญาติวีรชนพฤษภา’35 ในฐานะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง ชุดของอาจารย์เอนก มองว่าแม้จะเป็นครั้งแรกที่นายกฯ ออกมาพูดชัดถึงทิศทางการปรองดอง และโดยหลักการก็เป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่เห็นว่าเรื่องปรองดองไม่ควรตึงไป 100%
ยิ่งในกรณีแบบไทยๆ ควรมีการอโหสิให้กัน อะไรที่ยุติได้ก็ไม่ควรจะไปติดคุก โดยเฉพาะกลุ่มต้นซอยที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีอาญาโดยเนื้อแท้ หรือ 112 ทุจริต ก็ควรเร่งทำได้ในช่วงวันที่ 5 ธ.ค. ไม่ต้องรอไปจนเสร็จสิ้นกระบวนการ ซึ่งเวลานี้ยังมีอีกหลายคนที่ยังติดคุกอยู่ หากทำได้ก็จะสร้างบรรยากาศปรองดองให้กลับมา
อดุลย์ ระบุว่า ส่วนกลุ่มกลางซอยบรรดาแกนนำก็ต้องมาพูดคุยหาทางออก เช่น กรณีไหนยังไม่เข้าระบบ จะมีการพักโทษหรือไม่ หากรอให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการทั้งหมดอาจทำให้การปรองดอง “ยากขึ้น” และ “ยาวขึ้น”
แถมยังจะกระทบไปถึงกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ การปฏิรูป ไปจนถึงการเลือกตั้ง หากยังไม่เห็นการปรองดองก็ยากที่เรื่องเหล่านี้จะสำเร็จได้
สอดรับกับ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ที่ไม่ได้พูดชัดเจนเรื่องนิรโทษกรรม แต่กุญแจสำคัญของการปรองดอง คือ จิตใจที่กว้าง รู้จักให้อภัยกัน ถ้าไม่รู้จักการให้อภัย เริ่มต้นปรองดองก็ลำบาก
เส้นทางปรองดองนับจากนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย และอาจไม่เห็นผลอย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งใจจะทำให้เสร็จได้ โดยยังมีแรงกระเพื่อม เพื่อรอคนมาสานต่อ







