
ฆ่าด้วยจิตกุศล
ในพระไตรปิฎกฝ่ายมหายานมีพระสูตรหนึ่งที่น่าสนใจมาก ประกาศหลักการสำคัญที่ฝ่ายเถรวาทไม่มี
โดย...กรกิจ ดิษฐาน
ในพระไตรปิฎกฝ่ายมหายานมีพระสูตรหนึ่งที่น่าสนใจมาก ประกาศหลักการสำคัญที่ฝ่ายเถรวาทไม่มี นั่นคือ การเสียสละตัวเองของพระโพธิสัตว์เพื่อรับบาปกรรมเสียเอง เป็นหลักการที่เรียกว่า อุบายโกศล หรือการใช้อุบายอย่างฉลาดเพื่อผลอันกุศลแก่สัตว์โลกและตัวท่านเอง และหลักการนี้เป็นหนึ่งในบารมีของพระโพธิสัตว์ที่ต้องปฏิบัติให้สมบูรณ์
พระสูตรที่ว่าด้วยอุบายโกศลโดยตรง มีชื่อว่า “อุปายเกาศัลยสูตร” (พระสูตรว่าด้วยกุศโลบาย) ตอนหนึ่งมีเรื่องแทรกว่า ครั้งหนึ่งพระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นนายเรือชื่อ “มหาการุณนิกะ” นำพานายวาณิชทั้ง 500 คน เดินทางข้ามทะเลไปค้าขาย มีอยู่คืนหนึ่ง เทพยดามาแจ้งแก่พระโพธิสัตว์ว่า มีโจรคนหนึ่งคิดร้ายจะฆ่าคน บนเรือเสียให้หมดแล้วริบทรัพย์สินมาเป็นของตัวเอง พระโพธิสัตว์พิจารณาเห็นว่า โจรจะต้องรับผลกรรมในนรกนับไม่ถ้วนกัลป์ ท่านจึงคิดขัดขวาง แต่ท่านเห็นว่าหากไปบอกพวกนายวาณิชแล้วพวกนายวาณิชคงจะรวมหัวกันฆ่าโจรเสียก็เป็นบาปอีก แต่ถ้าไม่ขัดขวางโจรคนจำนวนมากจะต้องตาย เมื่อไตร่ตรองนานถึง 7 วัน แล้วพระโพธิสัตว์เห็นสมควรที่ท่านจะรับบาปเสียเองจะดีกว่า ด้วยการฆ่าโจรเพื่อมิให้คนที่เหลือต้องทุกข์ยาก แม้นว่าท่านต้องไปรับผลกรรมในนรกนับหมื่นนับแสนกัลป์ก็ยอม ครั้นแล้วท่านก็ฆ่าโจรเสียด้วยความกรุณา นายวาณิชก็รอดตาย ส่วนพระโพธิสัตว์ไปเสวยผลกรรมในนรก แต่ไม่ช้าไม่นานก็สิ้นกรรม เพราะเจตนาท่านทำไปด้วยกุศล ต่อมาพระโพธิสัตว์สำเร็จโพธิญาณ คือสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คราวหนึ่งทรงเล็งเห็นด้วยพระญาณว่า จะทรงย่ำไปบนหนามแหลมเพราะผลกรรมจากการสังหารโจรคราวนั้น จึงทรงปล่อยให้หนามตำเพื่อที่จะแสดงให้เห็นถึงผลกรรม
เรื่องนี้จากมุมมองของเถรวาทจะเห็นว่า ทำกรรมใดก็ต้องรับกรรมนั้นแม้แต่พระภควันต์ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่ในมุมมองมหายานคือ การเสียสละของพระโพธิสัตว์ที่ยอมเสวยกรรมของสัตว์โลกเสียเองด้วยจิตกรุณา แต่การเสียสละด้วยการละเมิด ชีวิตนั้นไม่จำหากไม่เข้าตาจนจริง
จะเห็นได้ว่า อุบายโกศล เป็นสิ่งที่ยากและซับซ้อนมาก บางครั้งต้องละเมิดศีล ก่ออกุศลกรรมด้วยกุศลจิต เพื่อช่วยเหลือสัตว์ที่ยังจมในอวิชชาหรือตกทุกข์ได้ยาก ดังนั้นผู้ที่จะทำอุบายโกศลได้ต้องมีจิตใจเป็นโพธิสัตว์ที่ยิ่งใหญ่ ยอมถูกประณาม ยอมรับเคราะห์ ยอมเป็นคนชั่วร้ายในสายตาคนอื่น เพื่อให้คนส่วนใหญ่ไม่ต้องรับทุกข์ ที่สำคัญต้องฉลาดในการยืดหยุ่นทางศีลธรรม (แต่ไม่ใช่คนกะล่อนเจ้าเล่ห์)
ภาษาอังกฤษเรียกพฤติการณ์เช่นนี้ว่า Compassionate Violence คือการ “หิงสาอย่างการุณ” ต่างจากหลักใหญ่ของพุทธศาสนาคือ “อวิหิงสาด้วยการุณ” แต่เรื่องนี้เป็นปัญหามาก เพราะมีชาวพุทธบางคนที่มีพย าบาทจริงๆ แต่แสร้งทำการุณ หรือหลอกตัวเองว่าการุณ ใช้หลักนี้สร้างความชอบธรรม เช่น ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีนักบวชนิกายเซนในญี่ปุ่นถูกเกณฑ์ไปรบ แต่อ้างว่าต้องรบเพราะทำหน้าที่โพธิสัตว์ปกป้องพุทธศาสนาจากศัตรู แล้วใช้โวหารแบบเซนว่า “ไม่มีคนฆ่าคน มีแต่ศีลที่ฆ่าคน” หรือ “ไม่มีใครฆ่าใคร มีแต่ขันธ์ห้าที่ฆ่ากัน”
การรักษาพุทธศาสนาแบบนี้ เข้าทำนองเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ แทนที่คนจะหันเข้าพุทธศาสนามากขึ้น กลับรังเกียจมากขึ้น เพราะเห็นว่าสอนคนอื่นเรื่องเมตตาแต่กลับไปพยาบาทเขา จะเห็นได้ว่าหากทำเป็นอุบายโกศลเพียงลำพังคนเดียวจะไม่มีปัญหา แต่หากทำไปโดยคนหมู่มากเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยจะเกิดผลเสียมากกว่า







