
‘ทหารเกณฑ์’ ไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน
สองสามวันนี้ ผมรู้สึกหดหู่อย่างบอกไม่ถูก เมื่อได้เห็นข่าว “ทหารเกณฑ์” นายหนึ่งที่มีวุฒิปริญญาโท ถูกรุมทำร้ายจากครูฝึก
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
สองสามวันนี้ ผมรู้สึกหดหู่อย่างบอกไม่ถูก เมื่อได้เห็นข่าว “ทหารเกณฑ์” นายหนึ่งที่มีวุฒิปริญญาโท ถูกรุมทำร้ายจากครูฝึก จนเสียชีวิตอย่างที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ต้นสังกัดพยายามจะปิดข่าวและใช้เงินจำนวนมหาศาล พร้อมกับจัดพิธีศพอย่างหรูเลิศอลังการ เพื่อทำให้เรื่อง “เงียบๆ” ไป เคราะห์ดีที่ญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิตไม่ยอมรับเงิน และรักในการค้นหาความจริงมากกว่า
ไม่มีคำพูดอะไรจะเอ่ย นอกจากรู้สึกเสียดายคนที่จะมาเป็นกำลังหลักของชาติ ที่ต้องมาจบชีวิตลงด้วยเหตุนี้ และรู้สึกเสียใจกับหน่วยงานรัฐ ที่พยายามรักษาภาพลักษณ์ตัวเอง มากกว่าจะพยายามหาฆาตกรเพื่อนำมาลงโทษ
ด้วยเหตุฉะนี้ ก็เลยต้องพูดเรื่อง“ทหารเกณฑ์” เสียหน่อย เพราะกำลังเป็นวิวาทะมากเหลือเกิน
ครับ การเอาชายไทยมาขึ้นทะเบียนให้รับราชการทหารทุกคนนั้น เฟื่องฟูในยุคที่ “ลัทธิคอมมิวนิสต์” กำลังเฟื่องฟู จนกองทัพต้องผลิตไอ้เณรปีหนึ่งจำนวนมากๆ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของดาวแดง
แต่หลังจากนั้นไม่นาน ความต้องการไอ้เณรก็ลดลง เพราะเมื่อประเทศมุ่งสู่ระบบอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ ก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องไปรบกับใคร นอกเสียจากพัฒนาคนเพื่อไปพัฒนาระบบเศรษฐกิจมากกว่า
อย่างไรก็ตาม แม้ดีมานด์จะลดลง แต่กองทัพก็ยังรับทหารใหม่ จากการจับใบดำใบแดง และจากการสมัครจำนวนมากๆ อยู่ดี
ด้วยเหตุนี้ละคร “ผู้กองยอดรัก” จึงเอามารีเมกซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ผู้นำประเทศมียศ “พลเอก” นำหน้า เป็นเหมือนโฆษณาชวนเชื่อ ให้มาสมัครเป็นทหารมากขึ้น เผื่อใครจะได้จีบผู้กองสวยๆ แบบ “ไอ้พัน” บ้าง
นอกจากนี้ ทหารเกณฑ์ก็ยังมีคำพูดติดตลก (เชิงดูถูก แต่เป็นเรื่องจริง) ว่าหน้าที่สำคัญคือ “กองพันตัดหญ้า” หรือ “ล้างส้วม” เท่านั้น ส่วนใครโชคดีหน่อยก็อาจมีโอกาสติดสอยห้อยตามไปอยู่บ้านนาย และมีชื่อเรียกที่หรูขึ้นมาหน่อยว่า “ทหารบริการ”
และวันนี้ถ้าใครโชคดีมีความรู้ระดับปริญญาตรี ก็อาจได้รับโปรโมทให้เป็น “นักรบไซเบอร์” ก็เป็นได้
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องถูกหักค่าอาหารทุกมื้อออกจากเบี้ยเลี้ยงเหมือนๆ กัน และน่าเศร้าไปกว่านั้น อาหารเย็นที่รั้วของชาติได้รับ ก็เหมือนกันเกือบทั่วประเทศ กล่าวคือ ถ้าเย็นนั้นมี “แกงไก่” แกงก็จะอุดมไปด้วยมะเขือมากกว่าไก่
ด้วยเหตุนี้ ในโลกสมัยใหม่ การตั้งคำถามต่อการผลิตไอ้เณรจำนวนมากๆ ว่ามีไว้ทำไม และยังมีความจำเป็นอยู่หรือไม่ ที่ต้องใช้ระบบกึ่งบังคับ อย่างการจับใบดำใบแดง จึงมากขึ้นเรื่อยๆ
เป็นคำถามสำคัญนะครับ เพราะในขณะที่เรากำลังพูดถึงเรื่องการ Downsizing องค์กร เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยขนาดที่กะทัดรัดลง
ทว่า ระบบ “ทหาร” การตั้งคำถามเรื่องนี้กลับไม่เคยได้รับคำตอบที่จริงจัง ว่าทำไมเราต้องการทหารเกณฑ์มากขนาดนั้น เพื่อใส่ให้ลงล็อกในกองพล-กองพัน-กองร้อย ทั่วประเทศ
แต่คำตอบที่กลับมาส่วนใหญ่ กลายเป็นการถูกโต้กลับอย่างเผ็ดร้อนว่า คนถามไม่รักชาติ เป็นพวกนั่งสบายอยู่ในห้องแอร์ ไม่เคยมาลำบากจริงจัง ซ้ำร้ายไปกว่านั้น โดนไล่ไปอยู่ประเทศอื่นก็มี
น่าสนใจครับ ในขณะที่คนใหญ่คนโตไปนั่งเรียนกันที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร และมีเปเปอร์เกี่ยวกับความมั่นคงออกมามากมาย แต่สาธารณชนกลับไม่เคยรู้คำตอบว่ากำลังสำรองที่เหมาะสมสำหรับป้องกันประเทศควรอยู่ที่กี่นาย
ขณะเดียวกัน ควรมีทางเลือกอื่นหรือไม่ เป็นต้นว่า อัพเงินเดือน-สวัสดิการ หรือหาข้อลดหย่อนภาษี ให้คนที่อยากเป็นจริงๆ เลือกมาสมัคร เพื่อจะได้ไม่ต้องไปบังคับให้คนที่ไม่อยากเป็นต้องมาเป็นแบบทุกวันนี้
เรื่องน่าเศร้าก็คือ คนไทยถูกทำให้รู้สึกว่าติดหนี้บุญคุณทหารมากเหลือเกิน มากเสียจนกระทั่งว่า เราไม่สามารถเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปอะไรในตัวกองทัพได้ ทำได้เพียงบ่นดังๆ และรู้สึกเศร้าสลดทุกครั้ง เมื่อมีเรื่องที่ไม่ควรจะเกิดแบบการเสียชีวิตของพลทหารรายนี้ เท่านั้นเอง







