
เรวัตร์ ต๋านะ ไม่มีคำว่าสายสำหรับการเริ่มต้นใหม่
หลังห่างหายไปจากวงการกีฬาคนพิการหลายปี เรวัตร์ ต๋านะ อดีตแชมป์โลกวีลแชร์เรซซิ่ง สามารถกลับมาทวงตำแหน่ง “เบอร์ 1”
โดย...นูโน่
หลังห่างหายไปจากวงการกีฬาคนพิการหลายปี เรวัตร์ ต๋านะ อดีตแชมป์โลกวีลแชร์เรซซิ่ง สามารถกลับมาทวงตำแหน่ง “เบอร์ 1” ของโลกได้อย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง ทั้งที่อายุมากที่สุดในบรรดาผู้เข้าแข่งขัน
ด้วยวัย 38 ปี เรวัตร์สวมหัวใจอันมุ่งมั่นเอาชนะคู่แข่งรุ่นน้อง คว้า 2 เหรียญทองบุคคลระยะ 1,500 และ 5,000 เมตร ในการแข่งขันกรีฑาคนพิการชิงแชมป์โลก ที่กาตาร์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการคว้าแชมป์โลกครั้งที่ 2 ต่อจากความสำเร็จในประเภท 1,500 เมตร เมื่อปี 2002 ที่ฝรั่งเศส
“ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้เหรียญทอง เพราะรายการนี้นักกีฬาระดับพาราลิมปิกเกมส์มาหมด และผมก็อายุมากที่สุดเลยในรายการนี้ ตอนได้เหรียญแรกประเภท 1,500 เมตร ยังงงเลย แต่ก็ดีใจและภูมิใจมาก ทุกอย่างที่อดทนฝึกซ้อมมา หายเหนื่อยหมดเลย” ฮีโร่นักกีฬาคนพิการ ซึ่งเป็นโปลิโอตั้งแต่เด็ก เผย
ความสำเร็จของนักวีลแชร์เรซซิ่งชาวเชียงใหม่ในครั้งนี้ ไม่เพียงตอกย้ำให้เห็นว่า อายุเป็นเพียงตัวเลข แต่ยังพิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่มีคำว่า “สาย” หรือ “เป็นไปไม่ได้” สำหรับการเริ่มต้นใหม่เสมอ
ย้อนไปเมื่อปี 2004 หลังปิดฉากกีฬาพาราลิมปิกเกมส์ ที่เอเธนส์ ด้วยผลงาน 2 เหรียญทอง จากประเภทผลัด 4x100 และ 4x400 เมตร กับ 1 เหรียญทองแดง จาก 10,000 เมตร เขาหยุดพักไประยะหนึ่ง เนื่องจากมีปัญหาบาดเจ็บหัวไหล่จากการแข่งขัน แต่เมื่อลองกลับมาฝึกซ้อมก็บาดเจ็บยาวอีก จึงตัดสินใจหันหลังให้กับทีมชาติไทย
นับเป็นเวลา 8 ปีเต็มที่เรวัตร์ไม่ได้เล่นวีลแชร์เรซซิ่งอีกเลย โดยระหว่างนั้นได้หันไปทำสวนอยู่ที่บ้านเกิด ก่อนที่จะได้รับการชักชวนจากเพื่อนๆ น้องๆ ในทีมชาติให้ลองกลับมาเล่นดูอีกครั้ง หลังจากอาการบาดเจ็บหายดีแล้ว และยังไม่มีใครก้าวขึ้นทดแทนได้
ด้วยความผูกพันและคิดถึงทุกคน บวกกับต้องการพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง หลังมีบางคนสบประมาทว่าอายุมากแล้ว คงลุ้นเหรียญรางวัลไม่ได้แล้ว จึงตัดสนใจหวนคืนทีมชาติเมื่อปี 2012
“ผมคิดว่าลองดูก็ไม่เสียหาย และใช้คำพูดที่บอกว่าเราอายุเยอะแล้ว คงทำไม่ได้แล้ว มาเป็นแรงกระตุ้น เป็นพลังในการผลักดันตัวเองให้อดทนและต่อสู้กับความลำบากต่างๆ และโชคดีที่มีครอบครัวคอยสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้ตลอด” เรวัตร์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม การกลับมาครั้งนี้ไม่ต่างอะไรกับการนับ 1 ใหม่ เพราะช่วงที่หายไปทำให้สูญเสียความฟิตไปด้วย และทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมาเป็น 85 กก. และด้วยอายุอานามที่เข้าใกล้เลข 4 แล้ว จึงไม่ง่ายเลย แต่ก็ถือคติทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
ในขณะที่เพื่อนร่วมทีมชาติเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันในกีฬาพาราลิมปิกเกมส์ 2012 ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ เขายังต้องฝึกซ้อมอย่างหนัก เพื่อเรียกความฟิตกลับมา และฝึกหนักว่าคนอื่น ด้วยการซ้อมต่อในตอนค่ำคนเดียว หลังซ้อมร่วมกับทีมเสร็จ เนื่องจากในช่วงดังกล่าวออกซิเจนจะน้อยลง ทำให้เหนื่อยมากขึ้น ได้ฝึกความแข็งแรงและอดทนมากขึ้น
ภายในระยะเวลาไม่ถึง 4 เดือน เรวัตร์สามารถรีดน้ำหนักเหลือ 60 กว่ากิโลฯ แม้จะเหนื่อยแสนสาหัส แต่ก็ต้องอดทน เพื่อเป้าหมายที่รออยู่ และคอยบอกกับตัวเองว่า “ต้องทำให้ได้”
ในที่สุด ความพยายามและความมุ่งมั่นของอดีตเหรียญทองพาราลิมปิกเกมส์ ก็เห็นผลอย่างรวดเร็ว เมื่อคืนลู่ในรายการชิงแชมป์โลกปี 2013 ที่ลียง ประเทศฝรั่งเศส ก็คว้าเหรียญเงินมาครองในประเภทถนัด 1,500 เมตร และต่อด้วย 2 เหรียญทอง พร้อมทำลายสถิติในประเภท 1,500 และ 5,000 เมตร พร้อมกับอีก 2 เหรียญเงิน 800 เมตร และ 4x400 เมตร ในเอเชียนพาราเกมส์ ที่อินชอน เกาหลีใต้ ปีที่แล้ว
“มีบ้างที่รู้ท้อและเหนื่อย แต่ก็ใช้วิธีเหนื่อยก็พัก แล้วก็กลับมาคิดใหม่ เริ่มใหม่”
เพราะนอกเหนือจากอุปสรรคทางด้านร่ายกายแล้ว ความเข้มแข็งของจิตใจในการยืนหยัดต่อสู้อย่างไม่ย้อท้อก็เป็นสิ่งสำคัญ เมื่อหลายครั้งหลายคราก็อดน้อยใจกับการไม่ให้ความสำคัญกับนักกีฬาคนพิการ ทั้งที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติไม่น้อย
“อย่างรายการชิงแชมป์โลกนี้ กกท. (การกีฬาแห่งประเทศไทย) ก็ไม่มีเงินรางวัลให้กับคนที่คว้าเหรียญรางวัลเหมือนกับนักกีฬาปกติ ซึ่งแข่งระดับเอเชียก็มีเงินอัดฉีดแล้ว ทั้งที่ธงชาติผืนเดียวกัน คนไทยเหมือนกัน สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยเหมือนกัน แต่เขาไม่ค่อยให้ความสำคัญ ทั้งที่มีการเรียกร้องเรื่องความเสมอภาคกันมาตลอด แต่ความจริงไม่มีความเสมอภาคเลย” เรวัตร์ กล่าวด้วยน้ำเสียงน้อยใจ
ต่างกับนักกีฬาคนพิการของต่างประเทศ ซึ่งเท่าที่ได้มีการพูดคุยกันในกลุ่มนักกีฬาด้วยกัน บางคนได้รับการดูแลดีกว่านักกีฬาปกติด้วยซ้ำ และมีการติดยศให้
ขณะที่เงินรางวัลที่ได้รับจากการเข้าแข่งขันมหกรรมกีฬา อย่างเช่น อาเซียนพาราเกมส์ เอเชียนพาราเกมส์ หรือ พาราลิมปิกเกมส์ ส่วนหนึ่งก็ต้องเก็บเป็นทุนซ้อม เนื่องจากจะมีเงินช่วยเหลือเกี่ยวกับอุปกรณ์และการฝึกซ้อมในช่วงเก็บตัวก่อนแข่งเท่านั้น แต่ระหว่างไม่มีแข่งนักกีฬาก็ยังต้องฝึกซ้อมกันเอง เพื่อรักษาร่างกายอยู่ตลอด และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอุปกรณ์ก็ค่อนข้างสูง
ถึงอย่างนั้นก็ตาม เรวัตร์ก็ยังรักในกีฬาวีลแชร์เรซซิ่งและอยากรับใช้ชาติต่อไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่จะเล่นไหว และมีรุ่นน้องก้าวขึ้นมาทดแทน โดยระหว่างนี้ก็สอนน้องๆ ควบคู่กันไปด้วย
เป้าหมายต่อไปของยอดนักวีลแชร์เรซซิ่งรุ่นเก๋า คือ พาราลิมปิก 2016 หรือ ริโอเกมส์ ที่บราซิล ซึ่งเขาคว้าสิทธิไปแข่งขันเรียบร้อยแล้ว โดยตั้งเป้าคว้าเหรียญทองกลับมาฝากแฟนกีฬาชาวไทยให้ได้อีกครั้ง ในการลงแข่งประเภท 5,000, 1,500 และ 800 เมตร
เรวัตร์ ยังฝากไปถึงคนที่กำลังท้อแท้และสิ้นหวังว่า ชีวิตคนเรามีทั้งขึ้นและลง แต่อย่าสูญเสียกำลังใจและความกล้าที่จะเริ่มต้นใหม่ เพราะเมื่อไหร่ที่ยอมแพ้ต่อปัญหาและอุปสรรคที่เข้ามา นั่นอาจหมายถึงการสูญเสียโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้
นอกจากนี้ กำลังใจจากคนใกล้ตัวก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเบื้องหลังความสำเร็จในการกลับมาจุดนี้ได้อีกครั้ง ก็ต้องขอบคุณความเข้าใจและพลังใจจากภรรยา วิชุตา ต๋านะ อาจารย์โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ บางเขน มาแล้ว 12 ปี แต่ยังไม่มีทายาท และพ่อแม่กับน้องสาวที่คอยสนับสนุนเต็มที่
“ผมเป็นคนพิการ ตั้งใจฝึกซ้อม ยังสามารถฝ่าฟันปัญหาและอุปสรรคมาได้ จนกลับมาคว้าเหรียญทองในระดับโลกได้อีกครั้ง เพราะฉะนั้นทุกคนก็ทำได้เช่นกัน ขอเพียงอย่าท้อ อย่าถอย และให้มีกำลังใจอยู่ตลอด” เรวัตร์ ฝากทิ้งท้าย







