
ในเส้นทาง... เราใช้อำนาจอย่างไร
“สตรีผู้ถือตะเกียง” หมายถึง ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล เธอมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้บุกเบิกและปฏิวัติงานการพยาบาล
โดย...ชัยยศ จิรพฤกษ์ภิญโญ เครือข่ายพุทธิกา http://www.budnet.org
“สตรีผู้ถือตะเกียง” หมายถึง ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล เธอมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้บุกเบิกและปฏิวัติงานการพยาบาล เธอสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยและผู้บาดเจ็บจำนวนมากจากภัยสงคราม ผลงานและความสำเร็จของเธอมาจากความปรารถนา การอุทิศตัว ทุ่มเท และที่สำคัญเธอสร้างผลงานจากการทำงานในฐานะผู้ประกอบการที่อาศัยทักษะการสื่อสาร การประสานงาน วิชาการ ข้อมูลสถิติ และการใช้อำนาจที่มีอยู่ในตัวอย่างสร้างสรรค์
ในยุคสมัยของเธอ ความเป็นสตรีสูงศักดิ์มิได้ทำให้เธอมีอิสระในทางเลือกนัก เธอต้องถกเถียง หว่านล้อมเพื่อให้ครอบครัวเห็นชอบในการเลือกทำงานด้านการพยาบาล ซึ่งในยุคสมัยนั้นเป็นการงานที่ไม่น่าชื่นชมหรือยกย่องนัก ด้วยวิสัยทัศน์ที่มองเห็นความสำคัญและความจำเป็นของงานการพยาบาล ทำให้เธอเลือกที่จะเรียนรู้ เข้าฝึกอบรม รวมถึงการฝึกหัดงานภาคสนามเพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่งานการพยาบาล
โชคไม่ได้ช่วยเธอ แต่เป็นเธอที่เรียนรู้และใช้โอกาสที่เข้ามาให้เป็นประโยชน์ ในสมัยนั้นภาวะสงคราม ทหารจำนวนมากบาดเจ็บและล้มตายไม่ใช่เพราะสงคราม แต่ตายเพราะไม่ได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้น รวมถึงปัญหาด้านการขาดสุขอนามัยในสถานรักษาพยาบาล รวมถึงการแพร่ระบาดของโรคระบาด สภาพดังกล่าวทำให้อัตราการตายพุ่งสูง ไนติงเกลเข้ามามีบทบาทสำคัญเริ่มจากการทำความสะอาดสถานที่ อุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ การดูแลสถานพยาบาลให้เป็นที่น่าอยู่น่าอาศัยด้วยการสร้างห้องอ่านหนังสือ ห้องสันทนาการ มีกิจกรรมสังคม มีการเยี่ยมเยียนพูดคุยปลอบขวัญจิตใจด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
และที่สำคัญ ไนติงเกลนำเอาการบันทึกข้อมูลอย่างละเอียดมาประกอบเพื่อบันทึกข้อมูลสำคัญ ทำให้งานการพยาบาลมีการดำเนินการอย่างเป็นระบบ มีข้อมูลสถิติสนับสนุนการตัดสินใจและวางทิศทางระบบงาน อาวุธของเธอจึงไม่ใช่ตะเกียงตามภาพลักษณ์ที่สื่อสาร แต่คือ เอกสารรวบรวมข้อมูล รวบรวมสถิติด้านสุขอนามัย ไนติงเกลเชื่อว่าวิชาสถิติคือเครื่องมืออย่างหนึ่งในการเข้าถึงพระประสงค์ของพระเจ้า
ไนติงเกลเป็นสตรีในครอบครัวที่มีฐานะดี ค่านิยมกรอบทางสังคมกำหนดเส้นทางชีวิตของผู้หญิง คือ การแต่งงานมีครอบครัว เป็นแม่และภรรยา แต่ความปรารถนาและความรักในอาชีพการงาน ทำให้เธอเลือกที่จะไม่แต่งงานเพื่อสามารถอุทิศตัวทำงานได้อย่างเต็มที่ ไนติงเกลใช้สิ่งเหล่านี้ซึ่งมีอยู่ในตัวเธอ คือ การอุทิศตัว การมีความรักในอาชีพการงาน ในวิสัยทัศน์ ความมุ่งมั่นตั้งใจและสติปัญญา ทั้งหมดนี้คือ “อำนาจภายใน” ช่วยขับเคลื่อนจนงานด้านการพยาบาลมีบทบาทสำคัญ อำนาจภายในนี้แท้จริงมีอยู่ตัวเราทุกคน และอำนาจเหล่านี้สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจนเรื่องราวของเธอกลายเป็นตำนานในงานด้านการพยาบาล
ปราศจากอำนาจภายใน โลกนี้ก็อาจไม่ปรากฏชื่อของ ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ยุคสมัยที่สังคมชายเป็นใหญ่ ค่านิยมทางสังคม แรงกดดันของครอบครัวเป็น “อำนาจเหนือ” ที่มุ่งบังคับ กดดัน สั่งการเพื่อให้อีกฝ่ายต้องยอมทำตาม ปฏิบัติตามโดยใช้อำนาจบังคับด้วยความกลัว ด้วยการลงโทษ ดังนั้นการมีส่วนร่วม ความเสมอภาค การรับฟัง การเปิดใจรับรู้ เรียนรู้ รวมถึงการตรวจสอบ จึงเป็นสิ่งที่อำนาจเหนือไม่ต้องการ และการที่ใครสักคนต้องยอมทำตาม ปฏิบัติตามในสิ่งที่อำนาจเหนือต้องการ ก็หมายถึงภาวะ “ไร้อำนาจ” ของอีกฝ่าย ซึ่งคือ “อำนาจล่าง” เป็นภาวะที่อีกฝ่ายยอมยกอำนาจในตนให้กับฝ่ายอำนาจเหนือ สิ่งที่เกิดขึ้นจึงมีเพียงการเชื่อฟัง การกดดันบังคับและความหวาดกลัว
ความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจเหนือกับฝ่ายอำนาจล่าง แม้ภายนอกจะดูสงบ แต่ไม่ได้เป็นความสงบแท้จริงแต่อย่างใด ภายใต้พื้นผิวที่ดูสงบ เต็มไปด้วยแรงกดดัน ความเครียด ความคับแค้นและคับข้องใจ รอโอกาสปะทุ ผู้มีอำนาจมักชื่นชอบการมีอำนาจเหนือ เพราะเหมือนตนมีความสามารถในการควบคุม บริหารจัดการ แต่แรงกดดันที่ซ่อนอยู่ในที่สุดก็จะระเบิดปะทุจนแตกหักรุนแรงจากความกลัวที่กลายเป็นความโกรธและเกลียดในที่สุด
สตรีผู้ถือตะเกียง ผู้นี้เลือกใช้อำนาจภายในจนกลายเป็นตัวอย่างบุคคลสำคัญที่สร้างคุณูปการยิ่งใหญ่ให้กับวงการพยาบาลและสังคมโลก หน่วยงานรัฐ ผู้บริหารประเทศ โครงสร้างสังคมส่วนบนเป็นผู้มีอำนาจเหนืออยู่ในมือ แต่อาจไม่มีอำนาจแท้จริงในตน คือ อำนาจภายใน เพราะความเปราะบางในสติปัญญาจนมีแต่การพึ่งพิงอำนาจที่ระบบหรือสิ่งภายนอก ที่สำคัญเมื่อใครมีอำนาจเหนือในตัวมาก ภาวะที่มักเกิดขึ้น คือ ความหลงตัว และยึดถือตนเองเป็นศูนย์กลาง ซึ่งจะนำไปสู่การถูกทำลายในที่สุด
อำนาจ คือ ความสามารถในการเคลื่อนย้ายทรัพยากร เราทุกคนต่างมีอำนาจภายในตนเอง เรามีสติปัญญา มีความเมตตากรุณา และเราเรียนรู้ได้ รวมถึงความมีคุณค่า คุณธรรมในตนเอง สิ่งเหล่านี้เป็นอำนาจภายในที่เราสามารถใช้นำทางชีวิตทำสิ่งถูกต้องดีงามให้กับตนเองและสังคมรอบตัว
อย่าหลงโง่ไปกับอำนาจเหนือที่จะลากจูงไปสู่หายนะ แต่ใช้อำนาจภายในนำพาตัวเรา นำพาอำนาจเหนือหากว่าเรามี เพื่อนำทางไปสู่สิ่งสร้างสรรค์ก็จะก่อคุณประโยชน์ยิ่งใหญ่กับตนเองและสังคมรอบตัวได้ ทังหมดจึงอยู่ที่ “เราใช้อำนาจอย่างไร”







