
ฟันธงไร้ประชามติ ร่างรธน.ฉบับ ‘มีชัย’ จะไม่ได้ใช้
จากที่เคยฟันธงล่วงหน้าว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ จะถูกคว่ำในชั้นสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)
จากที่เคยฟันธงล่วงหน้าว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ จะถูกคว่ำในชั้นสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และผลสุดท้ายออกมาดังที่วิเคราะห์ไว้แบบไม่ผิดเพี้ยน รอบนี้ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ฟันธงอีกครั้งว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ จะต้องสะดุดก่อนถึงขั้นลงประชามติ ที่สำคัญเขาเชื่อว่ามีพิมพ์เขียวไว้ล่วงหน้าเรียบร้อย
“ผมเป็นคนพูดว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์จะไม่ได้ใช้ เป็นคนบอกก่อนสองอาทิตย์ด้วยซ้ำว่า สปช.จะเป็นคนคว่ำเอง มาครั้งนี้ก็เหมือนกัน รัฐธรรมนูญของอาจารย์มีชัยจะไม่ได้ใช้ ไม่ได้ทำประชามติด้วย”
ทั้งนี้ จากการเขียนรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 35 ทั้ง 10 วงเล็บ ก็อธิบายหน้าตาว่าที่รัฐธรรมนูญได้แล้วว่าจะออกมาอย่างไร คนระดับอาจารย์มีชัย แกเซียนกว่า วิษณุ เครืองาม เซียนกว่า บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อาจารย์มีชัยตัวพ่อ วิษณุตัวลูก บวรศักดิ์ตัวหลาน เข้าใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับอาจารย์มีชัยนั้นเสร็จแล้ว เหมือนฉบับบวรศักดิ์เสร็จมาก่อน ตอนพิจารณาเรียกคนไปแสดงความคิดเห็น แต่ก็ไม่เอาของเขาสักข้อ ฟังเป็นเพียงพิธีการ
“แต่อาจารย์มีชัยแนบเนียนกว่า จุดประเด็นเรื่องโกงๆๆๆ คนก็มาอยู่ประเด็นเรื่องโกงๆๆๆ พอสักพักก็มาพุ่งรูปแบบการเลือกตั้ง เหมือนผมเจอแกปี 2534 เอามาตรา 27 เขียนอยู่ในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้หัวหน้า รสช.ยังใช้อำนาจอยู่ได้เหมือนมาตร 44 ผมก็ฟัดจนกระทั่งแกขอนัดเจอที่ทำเนียบรัฐบาล ท้ายที่สุด คุณมีชัยก็ยอมถอยมาตรา 27 เราก็ดีใจชนะแล้ว แต่เป้าที่แท้จริงอยู่ที่นายกฯ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นคุณมีชัยนี่เซียนที่สุด ซือแป๋เรียกอาจารย์ ฉะนั้นถ้าคุณมีชัยแสดงอาการมาทางซ้าย ผมจะไปรอทางขวา”
จตุพร อธิบายว่า ที่มองว่าร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่าน เพราะเหตุการณ์บ้านเมือง ปีหน้าเราจะเจอภัยแล้งอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน ขณะที่อียูยังไม่แจกใบแดง อเมริกายังไม่คว่ำบาตรเรื่องเทียร์ 3 ห้องเย็น ร้านอาหารซีฟู้ดค่อยๆ ทยอยปิดตัว ชาวสวนยางอย่างไรก็แก้ไม่ได้ ข้าวราคาต่ำ ยังไม่เห็นแสงสว่างเมื่อมารวมกับประเด็นต่างๆ ที่ขัดหลักการประชาธิปไตย ทั้งนายกฯคนนอก คปป. ที่มา สว. องค์กรอิสระที่ไม่ได้มาจากประชาชน มันจะกลายเป็นแรงบวก
ทั้งนี้ ในปี 2540 ยังเป็นการล้มบนฟูก แต่ปี 2558-2559 ทั้งล้มบนฟูก ทั้งหล่นใส่รากหญ้า สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ เคยทำสำเร็จ ในวันที่นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้นำประเทศแม้เอาเรื่องเดียวกันมาทำในวันนี้ก็ทำไม่ได้ เพราะสภาพบรรยากาศหลักภูมิศาสตร์ หรือรัฐศาสตร์ ทางการเมืองไม่เหมือนกัน ลากไปไม่ไหว ยิ่งเนื้อหาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ค่อยๆ โผล่มา ถ้ามันผ่านได้คงผ่านตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์ไปแล้ว
“ใครจะคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์จะถูกคว่ำ อาจารย์บวรศักดิ์ยังไม่เชื่อเลย ตอนจั่วหัวมาไหว้สิ่งศักดิ์ประเทศไทย ร่างเสร็จไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เมียนมา แต่เพราะไม่ได้เขียนตามสิ่งที่รับปากไว้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของประเทศไทย คืนสุดท้ายไปทำพิธี ถึงวัดชนะสงคราม สุดท้ายใครจะนึกว่า สปช.จะคว่ำ และใครสามารถสั่งให้ สปช.คว่ำได้ แค่คิดแค่นี้ก็เป็นคำตอบแล้วประเทศไทยอะไรก็เกิดขึ้น”
จตุพร มองว่า สูตรเลือกตั้งที่คิดมาใหม่นั้นจะไม่มีผลต่อคะแนนของพรรคเพื่อไทย ยกตัวอย่างปี 2540 ระบบวันแมนวันโหวต 400 เสียง ปาร์ตี้ลิสต์ 100 เสียง รัฐธรรมนูญ 2550 แก้กลับมาเป็นพวง ปรับระบบบัญชีรายชื่อเป็น 8 เขต แต่ผลลัพธ์ไม่เปลี่ยน ต่อให้ตีลังกาออกกติกา ประชาชนไม่เลือก ก็คือไม่เลือก มาครั้งนี้ก็เหมือนกัน พยายามสร้างประเด็น เช่น ใครเจอโหวตโนมากกว่าถูกตัดสิทธิตลอดชีวิต ซึ่งเป็นการชี้ช่องให้เกิดการบอยคอต
“ตอนปี 2550 ก็คิดว่าเพื่อไทยจะหายไปหลายสิบที่นั่ง ตอนที่เอาระบบเยอรมันมาใช้ ก็เข้าใจว่าจะหายไปหลายสิบที่นั่ง แต่ท้ายที่สุดประชาชนเขาจะคิดแก้เกมของเขาเอง ซึ่งไม่ยาก”
ประธาน นปช. เห็นว่า เรื่องปรองดองนั้นที่ผ่านมาเป็นเพียงแค่การระดมความคิดเห็นเท่านั้น ฟังเสร็จก็หายไป กลายเป็นเวทีเล่าสู่กันฟัง ปรับทุกข์ พูดแล้วก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน การปรองดองจะต้องเริ่มจากจิตใจที่กว้าง รู้จักอภัยให้กัน ที่พูดนี่ไม่ได้ต้องการนิรโทษกรรมหรืออะไร แต่ในส่วนของประชาชน ทุกฝ่ายเขาควรได้รับอิสรภาพ ส่วนแกนนำให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม
“วันนี้ความจริงไม่ได้เป็นปัญหาเรื่องความเห็นต่าง วันนี้ นปช. กับ กปปส. ก็ไม่ได้มีอะไรขัดแย้งกัน แค่มีความเห็นที่แตกต่างกัน ผมกับคุณสุเทพเจอกันก็พูดกันเป็นปกติ ใครจะเชื่อทางการเมืองอย่างไรก็ไม่เป็นปัญหา ยิ่งพันธมิตรฯ ยกเว้น สนธิ ลิ้มทองกุล คนเดียวที่เหลือสนิทกับผมหมด พูดง่ายๆ คือ ไม่มีเรื่องส่วนตัวกันเลย เพียงแต่ความเชื่อทางการเมืองต่างกัน”
ถามว่าหลังจากสงบมานาน ในอนาคตมีโอกาสที่ นปช.จะระดมมวลชนออกมาเคลื่อนไหว หรือรอเลือกตั้งอย่างเดียวหรือไม่ ประธาน นปช. กล่าวทันทีว่า ไม่เคยคิดเรื่องการเลือกตั้ง ไม่เชื่อว่าการเลือกตั้งภายใต้กติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แล้วบ้านเมืองจะดีขึ้น เราจะต้องมองว่าทำอย่างไรให้ไปสู่ประชาธิปไตย แบบที่อารยประเทศเขาใช้กัน คือ อำนาจเป็นของประชาชน
“คำว่าประชาธิปไตยแบบไทย ก็คือคำว่า เผด็จการแบบสากล มันต้องทำให้เป็นปะชาธิปไตยแบบสากลอย่างแท้จริง”
จตุพร อธิบายว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะอยู่ตามที่ประกาศโรดแมป หรือจะอยู่เป็นชาติก็อยู่ไป แต่วันที่คืนอำนาจ ต้องคืนให้ครบ ถ้าคืนมาไม่ครบอย่านำมาคืน และส่วนตัวปฏิเสธชัดว่า ถ้านายกรัฐมนตรีไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ก็จะไม่ลงเลือกตั้ง จุดยืนชัดเจน ถ้าเริ่มต้นนับหนึ่งประเทศไทย แล้วไม่เป็นประชาธิปไตย โดยอำนาจเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ก็ไม่ควรจะเลือกตั้ง
“เตือนบรรดานักเลือกตั้งทั้งหลายอย่ารีบ ถ้าเลือกตั้งไม่สนใจ กติกา วันที่ 22 พ.ค. 2557 ที่ พล.ประยุทธ์ บอกว่าเป็นครั้งสุดท้าย ผมไม่เชื่อ แต่จะพาไปสู่ครั้งต่อไปและนำพาประเทศไปสู่วิกฤตที่หนักมากกว่านี้ เราต้องเลิกหลักคิดความมักง่ายแบบนักเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นผมไม่สนใจว่าเลือกตั้งเมื่อไหร่ แต่จะทำให้ประชาธิปไตยเท่าไหร่ พล.อ.ประยุทธ์ จะอยู่เป็นชาติก็ช่าง พล.อ.ประยุทธ์ ไป แต่วันใดที่จะคืนอำนาจต้องคืนให้ครบ จะขออยู่ต่อชาติหน้าก็อยู่ไป ไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้าอะไรเลย ปัญหาขณะนี้ไม่ใช่ว่าใครจะอยู่นานได้” จตุพร กล่าวทิ้งท้าย







