
แฮ็กเกอร์สายมืดฆ่าไม่ตาย
สถานการณ์ภัยจากอาชญากรไซเบอร์ในประเทศไทยล่าสุด คงศักดิ์ ก่อตระกูล ผู้จัดการอาวุโสด้านเทคนิค
สถานการณ์ภัยจากอาชญากรไซเบอร์ในประเทศไทยล่าสุด คงศักดิ์ ก่อตระกูล ผู้จัดการอาวุโสด้านเทคนิค บริษัท เทรนด์ไมโคร ประเทศไทย เล่าให้ฟังว่า บริษัทพบการโจมตีหน่วยงานภาครัฐสูงถึงปีละ 1.3 ล้านครั้ง ในขณะที่ธุรกิจในโรงงานอุตสาหกรรมโดนโจมตีปีละ 2.5 แสนครั้ง ส่วนธุรกิจการเงินโดนโจมตีปีละ 1 แสนครั้ง อัตราการโจมตีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอาชญากรไซเบอร์จะเน้นการคุกคามเทคโนโลยีภาครัฐเป็นหลัก
ปริญญา หอมเอนก ประธานและผู้ก่อตั้ง บริษัท เอซิส โปรเฟสชั่นนัล เซ็นเตอร์ ในฐานะอุปนายกสมาคมความมั่นคงปลอดภัยระบบสารสนเทศ (TISA) บอกว่า ช่องโหว่ที่ทำให้อาชญากรไซเบอร์ทำการโจรกรรมได้มากขึ้น เกิดมาจากการเริ่มมีผู้ให้บริการมากขึ้น และการถูกละเมิดความเป็นส่วนตัว ที่แลกมากับการใช้บริการฟรีต่างๆ บนอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใช้ต้องให้ความสนใจกับนโยบายต่อท้าย (Privacy Policy) ก่อนตัดสินใจใช้แอพพลิเคชั่น หรือบริการต่างๆ บนอินเทอร์เน็ต
สำหรับสถานการณ์ของภัยคุกคามปัจจุบันมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศหรือผู้เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเริ่มวางระบบหรือมีมาตรการที่ชัดเจนขึ้น เพื่อให้ระบบมีความสามารถที่จะดำเนินต่อได้เมื่อถูกโจมตี
“ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นสวรรค์ของแฮ็กเกอร์ เพราะไทยไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบเรื่องความมั่นคงไซเบอร์ในการรับผิดชอบติดตามทราฟฟิก สืบสวนสอบสวนและติดตามจับกุมผู้กระทำผิดอย่างเป็นทางการ ขณะที่ธรรมชาติของอินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งที่ไม่มีพรมแดนและรวดเร็ว ดังนั้นทุกวันนี้จึงต้องอยู่แบบต่างคนต่างดูแลตัวเอง” ปริญญา กล่าว
ขณะที่ตัวอินเทอร์เน็ตโพรวายเดอร์ ซึ่งควรมีหน้าที่เรื่องความปลอดภัยด้วย แต่ทุกวันนี้กลับเน้นเรื่องการให้บริการอย่างเดียว ส่วนคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ซึ่งกำกับดูแลอินเทอร์เน็ตโพรวายเดอร์ ก็ไม่มีกฎเกณฑ์ดูแลเรื่องการรักษาความปลอดภัยหรือซีเคียวริตี้ของระบบ ซึ่งหากปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปอีก 3-4 ปี พังพินาศแน่
“ถ้าขโมยเข้าบ้าน เรานึกถึงตำรวจ แต่ถ้าโดนโจมตีระบบอินเทอร์เน็ต นึกถึงใคร เพราะมันไม่มีคนรับผิดชอบโดยตรง หน่วยงานอย่าง สพธอ. หรือกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ก็ไม่ได้เป็นตัวหลัก หรือจะให้ ThaiCERT มาดู ก็มีเจ้าหน้าที่แค่ 3 คน จะไปดูแลหมดได้อย่างไร” ปริญญา กล่าว
ปริญญา มองว่า ไทยจำเป็นต้องมีหน่วยงานอิสระ ในลักษณะที่เรียกว่า National Cyber Security Agency ขึ้นมาเป็นองค์กรรับผิดชอบโดยตรงต่อความมั่นคงทางไซเบอร์ ทั้งการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยขั้นต่ำ การติดตามตรวจสอบ การประสานงานกับอินเทอร์เน็ตโพรวายเดอร์ ตลอดจนติดตามสืบสวนกรณีเกิดเหตุ
“หน้าที่ คือใครโดนแฮ็ก หน่วยนี้รับผิดชอบ ถ้าแบงก์โดนแฮ็ก ก็ต้องไปดูเลยว่าระบบรักษาความปลอดภัยได้มาตรฐานไหม ถ้าไม่ได้มาตรฐานโดนปรับก่อนเลย มีเจ้าหน้าที่ Forensic Investigation สืบสวนรวบรวมข้อมูล ติดตามจับกุมคนร้าย ซึ่งหน่วยงานแบบนี้เขามีกันทั่วโลกแล้ว แต่บ้านเรายังไม่มี” ปริญญา กล่าว
นอกจากนี้ ขอเตือนผู้ใช้สมาร์ทโฟนด้วยว่า อย่ากดรับแอพพลิเคชั่นโซเชียลแคม (Socialcam) ที่เพื่อนส่งมาให้ในข้อความเด็ดขาด เพราะจะโหลดโทรจัน (Trojan) โดยอัตโนมัติ และจะส่งเอสเอ็มเอสโดยที่ไม่ได้อนุญาต ทำให้ต้องเสียเงินค่าส่งไปยังปลายทางของหมายเลขโทรศัพท์ที่ได้บันทึกไว้ในเครื่องแบบอัตโนมัติ ส่วนใหญ่จะเกิดกับไอโฟน ที่ทำ Jailbreak และแอนดรอยด์
“แฮ็กเกอร์จะนำข้อมูลความลับเหล่านี้ไปขายต่อ ถ้าเป็น username และ password ของธนาคาร จะมีการเข้าไปเปลี่ยนรหัสผ่านและโอนเงิน ซึ่งผู้เสียหายบางรายสูญเงินกว่า 8 แสนบาทเลยทีเดียว โดยแฮ็กเกอร์เหล่านี้เป็นกลุ่มคนร้ายชาวรัสเซียที่อยู่แถวพัทยา และขอเตือนด้วยว่า ผู้ใช้ควรปิดโลเกชั่นเซอร์วิสด้วย มิฉะนั้นแฮ็กเกอร์จะรู้ความเคลื่อนไหวของผู้ใช้งานโดยตลอด” ปริญญา เตือน
ด้านวิธีโจมตีจะพบผ่านมัลแวร์ (Malicious Software) ซึ่งหมายถึงโปรแกรมประสงค์ร้ายต่างๆ จะเป็นลักษณะการโจมตีระบบ ทำให้ระบบส่วนกลางเสียหาย เพื่อเข้าไปโจรกรรมข้อมูลที่หลากหลาย แบ่งออกเป็นหลายประเภท เช่น ไวรัส (Virus) เวิร์ม (Worm) หรือหนอนอินเทอร์เน็ต ม้าโทรจัน (Trojan Horse) การแอบดักจับข้อมูล (Spyware) คีย์ล็อกเกอร์ (Key Logger) บนเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งาน ตลอดจนโปรแกรมประเภทขโมยข้อมูล (Cookie) และการฝัง Malicious Mobile Code (MMC) ผ่านทางช่องโหว่ของโปรแกรมอินเทอร์เน็ตเบราเซอร์ (Internet Browser) โดยจะเข้าไปควบคุมการทำงานโปรแกรมให้เป็นไปตามความต้องการของผู้ที่ไม่หวังดี เช่น การแสดงโฆษณาในลักษณะของการป๊อปอัพ (Pop-Up) หน้าต่างโฆษณาออกมาเป็นระยะ เราเรียกโปรแกรมประเภทนี้ว่า แอดแวร์ (Adware) เมื่อเผลอกดเข้าไปอาจเจอไวรัสฝังตัวในเครื่อง ทำให้เครื่องทำงานได้ช้า เจอช่องโหว่ หรือแทรกซึมเข้าไปเพื่อขโมยข้อมูล เป็นต้น ข้อมูลจากวิกิพีเดีย
ส่วน แรนซัมแวร์ ถือว่าเป็นมัลแวร์เรียกค่าไถ่ตัวใหม่ ที่เริ่มพบในไทยมากขึ้นแล้ว ถือว่าเป็นรูปแบบการฝังตัวเพื่อรอช่องโหว่เพื่อโจมตีที่น่ากลัวที่สุด โดยจะเลือกโจมตีเฉพาะลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่เพื่อเรียกเงินค่าไถ่ในรูปแบบต่างๆ โดยจะใช้วิธีแนบไฟล์ไปในอีเมล หรือฝังการทำงานของบริการไปกับ Registry ของเครื่อง เพื่อให้ทุกครั้งที่เปิดเข้าใช้งาน แรนซัมแวร์จะติดต่อกลับไปยังเครื่องของอาชญากรไซเบอร์เพื่อให้สามารถเข้ามาตั้งรหัสภายในเครื่องและข่มขู่โดยการส่งลิงก์วิธีการโอนบิตคอยน์ไปให้แก่อาชญากรไซเบอร์
ผู้เชี่ยวชาญของแคสเปอร์สกี้ แลป คาดว่าเหล่ามิจฉาชีพจะมีการพัฒนามัลแวร์เพื่อฉกเงินสดจากตู้เอทีเอ็มโดยตรงและความหวาดกลัวการเชื่อมต่อดีไวซ์เพื่อป้องกันแฮ็กเกอร์ใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อคุกคามเครือข่าย โดยคาดการณ์ภัยไซเบอร์ในปี 2558 ว่า การโจมตีระบบเงินเวอร์ชวล หรือกระเป๋าเงินอัตโนมัติ อาจจะขยายผลไปยังระบบแอปเปิ้ลเพย์ โดยอาชญากรไซเบอร์จะพยายามเสาะหาช่องทางเข้าระบบการจ่ายเงิน ที่น่าจะขยายผลไปยังระบบแอปเปิ้ลเพย์ ที่จะใช้เทคโนโลยี NFC (Near Field Communications) ในการจัดการธุรกรรมแบบไร้สาย รวมถึงระบบเวอร์ชวลวอลเล็ต ผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่ช่วยให้การจ่ายเงินใช้เพียงมือถือเครื่องเดียว มีโอกาสโจรกรรมได้ง่ายขึ้น
ยิ่งอุปกรณ์ในชีวิตประจำวันเป็นแบบอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (ไอโอที) มากเท่าไหร่ มีความเป็นไปได้สูงว่าอุปกรณ์โครงสร้างพื้นฐานในออฟฟิศอย่างพรินเตอร์ สแกนเนอร์และดีไวซ์ต่างๆ ที่พัฒนาให้เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้นั้น จะเปิดโอกาสให้แฮ็กเกอร์แทรกซึมเข้าไปอยู่ในเครือข่ายองค์กรได้นานขึ้น
ทั้งนี้ จากรายงานของไทยเซิร์ตพบว่า ในโซเชียลมีเดียของธนาคารไทยพาณิชย์เคยมีการแจ้งเตือนลูกค้าเกี่ยวกับแอพพลิเคชั่นปลอม ที่ออกแบบหน้าตามาให้เข้าใจว่าเป็นของธนาคารปรากฏอยู่ในระบบเพลย์สโตร์ (Playstore) ของกูเกิล และเมื่อสืบให้ลึกเข้าไปยังพบด้วยว่า ผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นรายนี้ได้พัฒนาแอพพลิเคชั่นธนาคารของไทยปลอมออกมาอีก 5 แห่ง นั่นคือ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และธนาคารธนชาต
เมื่อเป็นเช่นนี้ ก่อนที่ประชาชนทั่วไปจะใช้แอพพลิเคชั่น ต้องสังเกตว่าเป็นของธนาคารจริงหรือไม่ จุดสังเกตจะมีดังนี้ 1.ชื่อของนักพัฒนาจะต้องเป็นชื่อองค์กร ไม่ใช่ชื่อบุคคลหรือชื่อที่ไม่เข้าพวก เช่น ธนาคารกรุงไทย ชื่อนักพัฒนาจะต้องเป็น Krungthai Bank PCL. ธนาคารกรุงเทพ Bangkok Bank PCL. ธนาคารไทยพาณิชย์ Siam Commercial Bank PCL. ธนาคารกรุงศรีอยุธยา Bank of Ayudhya Public Company Limited และธนาคารธนชาต Thanachart Bank Plc. เท่านั้น ไม่ใช่ SCIENTIFIKA MEDIA หรือชื่ออื่นๆ ที่ไม่ใช่ชื่อที่จดทะเบียนการค้าอย่างถูกต้อง
2.ในการอธิบายรายละเอียดของแอพพลิเคชั่นปลอมจะมีการระบุว่าเป็นแอพพลิเคชั่นสำหรับแสดงผลหน้าเว็บไซต์ของธนาคาร เมื่อเรียกใช้งานจะพบหน้าจอให้ใส่รหัสผ่าน แต่ด้านล่างกลับมีโฆษณาแฝงที่ไม่เกี่ยวข้องกับธนาคารเลย ซึ่งเป็นการโฆษณาเพื่อหารายได้ ให้ระวังไว้ก่อนเลยว่าเว็บไซต์นั้นอาจเป็นของปลอม
3.ยอดดาวน์โหลดต่ำผิดปกติและการรีวิวของผู้ใช้งานเป็นภาษาหรือคำพูดที่น่าสงสัย อาจเป็นหน้าม้าหรือเขียนระบบปลอมขึ้นมาหลอกได้
4.แอพพลิเคชั่นปลอมจะมีการสร้างรหัส OTP (One time password) สำหรับล็อกอินบริการทางธนาคารอินเทอร์เน็ตได้ด้วย เพราะฉะนั้นให้สังเกตที่หมายเลขปลายทาง ถ้ากรอกรหัสเข้าไปแล้วไม่มีเอสเอ็มเอสตอบกลับมาภายใน 5-10 นาที และหมายเลขยาวผิดปกติ เช่น +79255419513 ซึ่งปลายทางเป็นประเทศรัสเซีย ให้รีบแจ้งธนาคารทันทีว่าอาจโดนขโมยข้อมูลก็เป็นได้







