posttoday
เลยโมเดลปรองดองฉบับอีสาน ปูทาง 'นายกฯ' ลงพื้นที่ขัดแย้ง

เลยโมเดลปรองดองฉบับอีสาน ปูทาง 'นายกฯ' ลงพื้นที่ขัดแย้ง

19 กรกฎาคม 2553

ชาว จ.เลย แม้นิยมแดง แต่ไม่เอาด้วยกับ “ความรุนแรง” จ.เลย จึงตกเป็นจังหวัดตัวอย่างที่รัฐบาลมั่นหมายในการรับฟังความเห็นที่แตกต่างถึงริมน้ำโขง

ชาว จ.เลย แม้นิยมแดง แต่ไม่เอาด้วยกับ “ความรุนแรง” จ.เลย จึงตกเป็นจังหวัดตัวอย่างที่รัฐบาลมั่นหมายในการรับฟังความเห็นที่แตกต่างถึงริมน้ำโขง

โดย...ทีมข่าวการเมือง

แผนปฏิบัติการ “เลยโมเดล” หรือโครงการนำร่องแผนปรองดองแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 1618 ก.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามหวังใช้แนวทางนี้เป็นการนำร่องสร้างความปรองดองแห่งชาติ ถึงขนาดขนคณะบิ๊กคนสำคัญไปรับฟังปัญหาและความคับข้องหมองใจจากปากคนอีสาน

อาทิ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี รวมถึงสื่อมวลชนจากส่วนกลางประจำทำเนียบรัฐบาล

รัฐบาลทุ่มทุนสร้างอย่างมาก ลงทุนเหมาเครื่องบินยกลำเหินฟ้าจากกรุงเทพฯ ไปลง จ.อุดรธานี จากนั้นต่อรถ มีปลายทางอยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย โดยนายพรศักดิ์ เจียรณัย ผู้ว่าราชการจังหวัด เปิดเวทีเสวนาเรื่อง “แนวทางปฏิรูปประเทศไทย” รอ โดยเชิญผู้นำทางการเมืองทุกระดับไล่ตั้งแต่นายกองค์การบริหารส่วนตำบล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ปราชญ์ชาวบ้าน หรือแม้แต่แกนนำคนเสื้อแดงและเสื้อเหลืองมาร่วมวง

เลยโมเดลปรองดองฉบับอีสาน ปูทาง 'นายกฯ' ลงพื้นที่ขัดแย้ง

เมืองเลยแตกต่างจากจังหวัดอื่นในภาคอีสานแม้ว่าคนส่วนใหญ่ที่นี่ต่างนิยมแนวคิดเสื้อแดง ท่ามกลางคนเสื้อเหลืองที่ปะปนอยู่บ้าง แต่ที่น่าประหลาดใจคือ ในช่วงวิกฤตการเมืองที่รุนแรงถึงขนาดจลาจล แม้ว่าอาจมีคนเมืองเลยอยู่บ้างที่ไปร่วมชุมนุมประท้วงที่ราชประสงค์ แต่เมื่อกลับเข้ามาในบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง ประชาชนส่วนมากที่นี่ก็ไม่ได้เกลียดโกรธคั่งแค้นกลุ่มนักการเมืองที่อยู่ฝั่งตรงข้ามตัวเองหรือรัฐบาล

ด้านหนึ่งอาจเป็นเพราะพื้นฐานจิตใจอันดีงามของคนเมืองเลยเป็นทุนเดิมด้วย จึงทำให้การเมืองที่นี่ไม่ได้รุนแรงอย่างที่คิด ประกอบกับเมืองเลยมีรายได้หลักจากแหล่งท่องเที่ยวมากมายที่ดึงดูดให้คนเมืองไปพักผ่อน ไม่ว่า ภูกระดึง ภูเรือ หรือเชียงคาน

สำหรับ “เลยโมเดล” เกิดขึ้นมาเมื่อ 12 เดือนที่ผ่านมา โดยเป็นจังหวัดต้นแบบที่กระทรวงมหาดไทยชื่นชมและอยากให้ทุกๆ จังหวัดโดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคอีสาน ที่ถือเป็นฐานมวลชนของกลุ่มเสื้อแดงได้เดินตาม

หลักสำคัญของ “เลยโมเดล” คือ การบริหารความขัดแย้งระหว่างนักการเมือง 2 ขั้วให้อยู่ร่วมกันได้โดยปราศจากความรุนแรง โดยจังหวัดนี้มี สส.พรรคเพื่อไทย 4 คน และอีก 1 คน เป็นของพรรคภูมิใจไทย ซึ่ง ผวจ.เลย ถือว่ามีบทบาทสำคัญที่ช่วยควบคุมสถานการณ์ ด้วยความสามารถในการเข้าถึงผู้นำการเมืองทุกระดับและแกนนำทุกสีเสื้อ ทำให้การเดินทางลงพื้นที่ของบิ๊กรัฐบาลที่เป็นคู่ขัดแย้งกับเสื้อแดง ไม่ถูกต่อต้าน

แต่สิ่งที่สำคัญมากที่สุด คือ ชาว จ.เลย แม้นิยมแดง แต่ไม่เอาด้วยกับ “ความรุนแรง” จ.เลย จึงตกเป็นจังหวัดตัวอย่างที่รัฐบาลมั่นหมายในการรับฟังความเห็นที่แตกต่างถึงริมน้ำโขง เพราะอยากทราบความในใจลึกๆ ของคนเสื้อแดงที่นี่ ที่ถือว่าเป็นตัวแทนความคิดของคนภาคอีสานได้เช่นกัน

สำหรับรัฐบาล นี่เป็นการเตรียมตัวก่อนที่คณะรัฐบาลจะลงพื้นที่ไปจังหวัดอื่น ซึ่งวางแผนแล้วว่า ครั้งหน้าคณะโฆษกสัญจรจะตะลอนไป อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน เมืองท่องเที่ยวอีกแห่ง ที่แกนนำเสื้อเหลืองและเสื้อแดงได้จับมือยุติความขัดแย้งจนเป็นข่าวครึกโครม

กล่าวได้ว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคร่วม ต่างหวังผลทางการเมืองจากปฏิบัติการเลยโมเดลไม่น้อย เพราะหากสำเร็จสามารถเข้าถึงหัวใจคนเสื้อแดง ขณะเดียวกัน คนเสื้อแดงก็เป็นคนไทยด้วยกัน ยอมเปิดใจกว้าง ก้าวไปข้างหน้าสู่การปรองดอง ก็จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และการบริหารงานของรัฐบาลที่กำลังผลักดันวาระ “ปฏิรูปปรองดองเยียวยา” อยู่

ไม่เท่านั้น นี่จะเป็นการนำร่องขยายผลในจังหวัดอื่นต่อไป โดยเฉพาะจังหวัดที่มีกระแสต่อต้านรัฐบาลรุนแรง เช่น เชียงใหม่ มหาสารคาม อุดรธานี ขอนแก่น เพื่อปูทางให้นายอภิสิทธิ์ เดินทางลงพื้นที่ รับฟังปัญหาความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้างจากปากคนเหนือและอีสาน

กระนั้น แม้ว่าจะเป็นครั้งแรกที่ชาวเลยได้เห็นตัวแทนจากส่วนกลางเดินทางมารับฟังปัญหาอย่างจริงจังถึงที่ก็ตาม แต่ในสายตาชาวบ้านยังรู้สึกเฉยๆ

เสียงสะท้อนที่ออกมาตลอด 3 วัน 2 คืน ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นต่อแผนปรองดองแห่งชาติที่ทางรัฐบาลนำเสนอ ทว่า สิ่งที่ชาวบ้านและนักการเมืองท้องถิ่นสะท้อนกลับคือ ปัญหาปากท้องที่อยากให้รัฐบาลทำให้เร็วทันทีโดยเฉพาะงบประมาณในการพัฒนาท้องถิ่น โดยไม่ต้องการรอแผนปฏิรูปประเทศไทยตามที่นายอภิสิทธิ์ประกาศไว้จะมอบเป็นของขวัญปีใหม่ในปี 2554 เพราะนั่นอาจจะนานเกินไป

นอกจากนี้ สิ่งที่กลุ่มคนเสื้อแดงชาวเลยสะท้อนออกมา คือ ต้องการมีคนรัฐบาลมาเหลียวแลเรื่องปัญหาการทำกิน เพราะคนที่นี่ส่วนใหญ่ 80% ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ดังนั้นการเทงบประมาณลงมาสร้างแหล่งน้ำเพื่อทำการเกษตร และการพัฒนาด้านแหล่งท่องเที่ยวบริเวณริมแม่น้ำโขง จึงเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าปัญหาการเมืองที่จะทำให้พวกเขาได้กินอิ่มนอนอุ่น

ที่สำคัญผลจากการรับฟังปัญหายังชี้ว่า ชาวบ้านที่นี่ไม่ต้องการเห็นรัฐบาลใช้แผนปรองดองเพื่อลากยาวต่ออายุรัฐบาล และหรือรณรงค์หาคะแนนเสียงให้กับตัวเอง และขอให้ฝ่ายรัฐบาลเลิกพูดคำว่า ปรองดอง หรือการปฏิรูปบนเวทีเสวนาเสียที แต่ต้องลงมาพบปะพูดคุยกับชาวบ้านคนเสื้อแดงชนิดแบบเจาะใจไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกันถึงที่

โดยเฉพาะคนอีสานที่ยังรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่ถูกทอดทิ้งไม่ได้รับการดูแลปัญหาเรื่องปากท้อง ผสมกับความรู้สึกอึดอัดคับข้องใจกับเหตุการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา

แม้ว่าขณะนี้รัฐบาลพยายามสร้างบรรยากาศปรองดอง โดยเฉพาะความตั้งใจของนายอภิสิทธิ์ ที่ส่งสัญญาณออกมา 2 เรื่อง คือ เตรียมยกเลิก พ.ร.บ.การบริหารในสถานการณ์ฉุกเฉินในบางจังหวัด และอาจคืนอำนาจให้ประชาชนด้วยการยุบสภาต้นปีหน้า

นี่คือสิ่งท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้าทั้งการสมานบาดแผลทางเศรษฐกิจที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล และบาดแผลทางจิตใจที่ต้องการได้รับการเยียวยาโดยฉุกเฉิน

แต่ถ้า “เลยโมเดลปายโมเดล” สำเร็จ นอกจากเบิกโรงสู่แผนปรองดองในบรรยากาศที่ความแตกแยกซ่อนลึก อย่างน้อยก็เปิดทางให้นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยสามารถลงพื้นที่ในภูมิภาคที่มีการต่อต้านได้บ้าง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท