
เตือนรัฐบาล อย่าชะล่าใจกับเศรษฐกิจโต
ที่จะต้องเตือนผู้กำกับดูแลนโยบายการเงิน การคลัง กันเองก็เนื่องจากหนี้เสียมักจะเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจดี เพราะจะมีการเร่งปล่อยสินเชื่อในช่วงเศรษฐกิจเป็นขาขึ้น
ที่จะต้องเตือนผู้กำกับดูแลนโยบายการเงิน การคลัง กันเองก็เนื่องจากหนี้เสียมักจะเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจดี เพราะจะมีการเร่งปล่อยสินเชื่อในช่วงเศรษฐกิจเป็นขาขึ้น
โดย...ทีมข่าวการเงิน
รัฐบาลปลาบปลื้มใจกับอัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปีนี้ ที่คาดว่าจะเติบโตได้ถึง 6% หากไม่มีเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ตัวเลขอัตราการเติบโตของจีดีพีอาจจะโตมากกว่านี้อีก
โดยมีการส่งออกที่เติบโตสูงเป็นเลขสองหลักเป็นตัวผลักดัน และเม็ดเงินจากโครงการไทยเข้มแข็งจะช่วยให้การบริโภคในประเทศเป็นกลไกสำคัญในการดันให้เศรษฐกิจฟื้นตัว
ในขณะที่รัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์ตีปี๊บว่าสามารถบริหารให้เศรษฐกิจดีได้ไม่แพ้รัฐบาลพรรคไทยรักไทย แต่ความลิงโลดใจของรัฐบาลทำให้หน่วยงานที่ดูแลนโยบายการเงิน จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท. ได้กล่าวเตือนรัฐบาลว่า อย่าคิดว่าทุกอย่างสวยหรู เพราะความเสี่ยงยังมีอีกมาก ทั้งในด้านการเมือง หากรัฐบาลปล่อยให้ความเชื่อมั่นแย่ลงไป และเศรษฐกิจโลกที่ยังดูเหมือนจะเกิดวิกฤตใหม่ได้ตลอดเวลา
“ที่จะต้องเตือนผู้กำกับดูแลนโยบายการเงิน การคลัง กันเองก็เนื่องจากหนี้เสียมักจะเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจดี เพราะจะมีการเร่งปล่อยสินเชื่อในช่วงเศรษฐกิจเป็นขาขึ้น และเผลอนิดเดียวหนี้เสียก็จะเพิ่มมากเป็นภูเขาเลากา จึงไม่ควรจะชะล่าใจ และสถาบันการเงินก็จะมีปัญหาได้” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว
ก่อนหน้านี้นางธาริษาได้แสดงความเป็นห่วงว่า เมื่อรัฐบาลตั้งสถาบันประกันเงินฝากขึ้นแล้ว ในอนาคตกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (กองทุนฟื้นฟูฯ) ที่เคยมีบทบาทมากในการแก้ไขปัญหาวิกฤตการเงินของประเทศหลายครั้ง และครั้งที่รุนแรงที่สุดคือวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 จะต้องยุบตัวเองลง และอาจจะไม่มีหน่วยงานเข้ามาดูแลหากเกิดปัญหาส่วนนี้
อย่างไรก็ดี ทางกระทรวงการคลังยืนยันว่า สามารถออกกฎหมายตั้งหน่วยงานแก้ไขปัญหาได้หากเกิดปัญหาขึ้น
นางธาริษา กล่าวว่า ที่เป็นห่วงคือความเร็วในการแก้ไขปัญหา หากเกิดสถาบันการเงินอ่อนแอ และต้องการความช่วยเหลือขึ้นมารัฐบาลจะอนุมัติความช่วยเหลือได้รวดเร็วและทันเวลาก่อนที่ปัญหาจะลุกลามไปได้หรือไม่
แม้ ธปท.เองจะปรับกฎเกณฑ์การกำกับดูแลสถาบันการเงินและเข้มงวดมาตรฐานหลายด้านของสถาบันการเงินมาใช้ ทั้งกฎเกณฑ์บาเซิล 2 การเพิ่มมาตรการธรรมาภิบาล ก็ไม่สามารถจะมีใครรู้ได้ว่าจะเกิดวิกฤตอีกหรือไม่และเกิดขึ้นเมื่อไหร่
ทั้งนี้ ความเสี่ยงแบบใหม่ ที่ภาวะเศรษฐกิจไทยจะต้องเจอก็คือ การไหลเข้าออกของเงินทุนเคลื่อนย้ายที่รวดเร็ว และรุนแรงมากขึ้น (Capital Flow)
ประเด็นเหล่านี้ผู้ดูแลจะต้องติดตามตลาดอย่างใกล้ชิด เพราะจะมีผลมากต่อการค้าการลงทุนของประเทศ ทำให้ค่าเงินผันผวน
“เราโชคดีที่วิกฤต เลห์แมน บราเธอร์ส ธปท.ไหวตัวทันและได้ปรับเปลี่ยนผู้ค้าเงินให้เรา เนื่องจากมีข่าวลือในตลาดมานาน ซึ่งเราเป็นธนาคารกลางจะต้องระมัดระวังมากกว่า ก็เลยเปลี่ยนตัวแทนก่อนเกิดวิกฤตหลายเดือน และเราจับสัญญาจากดอกเบี้ยที่ปรับสูงขึ้นอย่างรดเร็ว แต่บางคนที่รอดูก็ออกจากตลาดไม่ทันมีโอกาสเสียหายได้” นางธาริษา กล่าว
ทั้งนี้ ธปท.บริหารความเสี่ยงได้ยากกว่าธนาคารพาณิชย์ เพราะธนาคารพาณิชย์ ธปท.ไม่เปิดช่องทางให้ไปเล่นตลาด แต่ ธปท.เองกลับต้องทำ เพราะไม่เช่นนั้นจะมีความเสี่ยงมากกว่า ปัจจุบันนี้ ธปท.ก็บริหารอัตราแลกเปลี่ยนด้วยการเปลี่ยนน้ำหนักสกุลเงินในทุนสำรองทางการเป็นระยะ เมื่อเห็นว่าสัญญาณค่าเงินสกุลที่ถือครองไว้มีการเปลี่ยนแปลง
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า การควบคุมเงินทุนไหลเข้าออกจะเป็นนโยบายสำคัญในระยะต่อไปหลังจากนี้ จะต้องมีการติดตามข้อมูลให้ใกล้ชิดและรวดเร็ว ซึ่งทางผู้ทำนโยบายทั้งกระทรวงการคลังและ ธปท.จะต้องประสานงานกันอย่างใกล้ชิดเพื่อความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหา
การทำนโยบายเศรษฐกิจบางครั้งไม่มีผิด ไม่มีถูก ขึ้นอยู่กับว่าเราให้น้ำหนักในข้างไหนมากกว่ากัน
“หากเราทำนโยบายผิดเอง เราจะโดนตลาดลงโทษ แต่หากเราไม่ได้ทำอะไรผิดพลาด แต่ปัจจัยภายนอกมากระทบเรา เราก็ทำอะไรไม่ได้ โดยเฉพาะหากไปเกิดกับประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทยจะทำอย่างไร การเปิดตลาดเสรี 100% ดีจริงหรือไม่เป็นเรื่องที่เราต้องคิดให้มาก” นางธาริษา กล่าว
สำหรับธนาคารพาณิชย์นั้น ไม่ใช่ผู้ร้ายในระบบเศรษฐกิจ โดยข้อเท็จจริงแล้วสถาบันการเงินจะต้องเป็นผู้ช่วยสนับสนุนให้ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงเติบโตต่อไปได้ ธปท.อยากเห็นธนาคารพาณิชย์มีสำนึกของตัวเอง และ ธปท.ก็ไม่ใช่ตำรวจที่จะต้องไปตามจับผู้ร้าย
อย่างกรณีส่วนต่างดอกเบี้ยรับกับดอกเบี้ยจ่ายที่แท้จริงของธนาคารพาณิชย์ไทยเฉลี่ย 2.9% ก็ไม่ได้สูงผิดปกติ เนื่องจากธนาคารมีต้นทุนเพิ่มขึ้นสูงมาก เช่น ปรับระบบไอทีของธนาคาร ซึ่งธนาคารขนาดใหญ่ใช้เงินปรับระบบไอที 5 ปีที่ผ่านมาประมาณแห่งละ 1 หมื่นล้านบาท มีปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) สะสม และมีสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีเอ) จำนวนมากที่ยังแก้ไขไม่หมด ก็ยังเป็นภาระต้นทุนของธนาคารพาณิชย์อยู่
นางธาริษา กล่าวว่า แม้ปัจจุบันผู้ถือหุ้นใหญ่ในธนาคารพาณิชย์ของไทยจะเป็นต่างชาติเกือบทั้งหมด แต่ผู้ถือหุ้นเหล่านี้ไม่ได้เข้ามามีบทบาทมากในการบริหาร ฝ่ายจัดการยังคงเป็นคนไทย ผู้ถือหุ้นยังให้อำนาจในการบริหารกับคนไทย แต่อาจจะมีเกณฑ์วัดผลสำหรับการทำงานให้เป็นไปตามเป้าหมาย จึงคิดว่าไม่ได้มีผลต่อระบบเศรษฐกิจอย่างมีนัยที่สำคัญ
สำหรับความเสี่ยงในเรื่องเงินเฟ้อที่จะมีผลต่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายที่จะปรับตัวสูงขึ้น ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า เป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ว่าจะทำให้ดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มขึ้นเป็นเท่าไหร่ เพราะความผันผวนยังมี และเกิดขึ้นเร็วมาก
ฉะนั้น จึงอยากให้รัฐบาลระมัดระวังและตระหนักเสมอกับความเสี่ยงที่พร้อมจะเกิดขึ้น อย่ามองเพียงแค่ตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีขึ้น แต่ต้องดูด้านเสถียรภาพควบคู่ไปด้วย







