
ให้เบิ้ล
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
เมื่อวานนี้ เป็นวันสุดท้ายของการประชุมลับบรรดาผู้บริหารคนสำคัญๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพรรคคอมมิวนิสต์จีน เพื่อเคาะแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับใหม่ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า แผน 5 ปี ซึ่งครั้งนี้จะเป็นฉบับที่ 13 ระหว่างปี 2016-2020
หลายฝ่ายต่างจับจ้องว่า แผน 5 ปี ฉบับแรกของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง และนายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง จะมีหน้าตาอย่างไร ในภาวะที่เศรษฐกิจจีนถือว่าซบเซาหนักเมื่อเทียบกับช่วงหลายปีที่ผ่านมา แถมปัญหาการเมืองในภูมิภาคก็กลับมารุนแรงขึ้นอีก โดยมีเรือรบของสหรัฐมายั่วยุอยู่แถวหมู่เกาะสแปรตลีย์ ที่แย่งกันอยู่หลายชาติ
แต่ที่สุดแล้ว เมื่อวานนี้ก็ยังไม่มีอะไรที่ชัดเจนเท่ากับว่า จีนจะยกเลิกนโยบาย “ลูกคนเดียว” ที่ใช้มานานกว่า 3 ทศวรรษแล้ว
นโยบายนี้มีมาประมาณ 35 ปีแล้ว ตั้งแต่ยุคของท่านผู้นำ เติ้งเสี่ยวผิง เพื่อจำกัดจำนวนประชากรพันล้านของจีน ซึ่งย้อนกลับไปในช่วง 20-30 ปีที่แล้ว ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจจีนยังไม่สามารถรองรับคนจำนวนมหาศาลให้มีคุณภาพได้เพียงพอ
ทางการจีนเพิ่งมาเริ่มผ่อนคลายนโยบายนี้เมื่อปี 2013 สาเหตุสำคัญขณะนั้นไม่ใช่ความความกังวลว่าประชากรจะไม่พอ แต่เป็นเพราะแรงกดดันทางสังคมที่ข้อมูลข่าวสารเผยแพร่สู่สาธารณชนได้เร็วขึ้นและกว้างขึ้น เห็นปัญหาการบังคับทำแท้งที่ทารุณในหลายพื้นที่ รัฐบาลจึงต้องยอมผ่อนปรนให้คนมีฐานะขอมีลูก 2 คนได้
ทว่า จนถึงเดือน พ.ค.ปีนี้ มีคู่สามีภรรยาที่ขอผ่อนผันมีลูกคนที่สองไปเพียงแค่ 1.45 ล้านคู่ หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 12% เท่านั้น
ยิ่งเศรษฐกิจจีนขยายตัวในยุคเสรีการค้ามากเท่าไร รูปแบบของสังคมจีนก็ยิ่งเปลี่ยนไปจากเดิม เป็นลักษณะ “สากล” แบบญี่ปุ่น สิงคโปร์ หรือประเทศทุนนิยมอื่นๆ มากขึ้น นั่นคือ ภาวะการแข่งขันสูง คนแย่งกันหางานทำมากขึ้น ครัวเรือนเกิดความเครียดเรื่องปากท้องมากกว่าจะคิดหาคู่
ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้ผู้หญิงจีนได้รับการยกสถานะดีขึ้น พวกเธอสามารถพึ่งพาตนเองได้ในยุคที่วัฒนธรรมตะวันตกหลั่งไหลเข้ามา ทำให้อัตราการสมรสและมีบุตรในจีนลดลง ดังที่เราเคยเห็นข่าวประเภทธุรกิจแม่สื่อหรือตลาดนัดหาคู่ในจีนบูมกันก่อนหน้า แนวโน้มเช่นนี้จะยิ่งทำให้ประชากรเกิดใหม่ลดลง สวนทางกับคนแก่ที่จะเพิ่มขึ้นไปเกือบ 440 ล้านคน ภายในปี 2050
หากยังปล่อยไปเรื่อยๆ ในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า จีนอาจต้องหันมาพึ่งนโยบายแบบสิงคโปร์ ที่ลด-แลก-แจก-แถม เพื่อกระตุ้นให้คนหันมาแต่งงานและมีลูกโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้







