
เศรษฐกิจไทย : ปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข
เว็บไซต์ซีเอ็นบีซี ได้รายงานเรื่องการฟื้นเศรษฐกิจของประเทศ โดยอ้างความเห็นผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายว่า ที่ผ่านมาไทยผ่านเหตุการณ์รัฐประหารมาหลายต่อหลายครั้ง ส่งผลให้รัฐบาลซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบาย เลือกที่จะให้ความสำคัญไปที่การทำให้เกิดเสถียรภาพทางการเมือง มากกว่าที่จะดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ
เว็บไซต์ซีเอ็นบีซี ได้รายงานเรื่องการฟื้นเศรษฐกิจของประเทศ โดยอ้างความเห็นผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายว่า ที่ผ่านมาไทยผ่านเหตุการณ์รัฐประหารมาหลายต่อหลายครั้ง ส่งผลให้รัฐบาลซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบาย เลือกที่จะให้ความสำคัญไปที่การทำให้เกิดเสถียรภาพทางการเมือง มากกว่าที่จะดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ
ทั้งนี้ ประเด็นเรื่องความโปร่งใสในไทย ยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนต่างชาติไม่กล้าเข้ามาลงทุนในไทย โดยการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ในไทยยังคงซบเซา เนื่องจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศที่ยังเป็นจุดอ่อน ไม่ว่าจะเป็นระดับค่าจ้างแรงงานที่สูง แรงงานที่ยังขาดทักษะฝีมือ รวมทั้งกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่ไม่เข้มงวด
เคอร์ติส เอส ชิน อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ระบุว่า ประเทศไทยต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติ เพราะแม้จะมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีอุปสรรคอยู่หลายด้าน เช่น กฎหมาย และปัญหาการคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดเจน แต่ไทยกลับไม่เคยให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าวเท่าที่ควร
ภายหลังเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่เกิดขึ้นยาวนานกว่า 7 เดือน เมื่อปี 2014 เป็นเหตุให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ตัดสินใจทำรัฐประหารเพื่อแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยตรง
เกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ชี้ให้เห็นว่า ทัศนคติของประชาชนต่อรัฐบาลชุดปัจจุบันอยู่ในระดับที่ค่อนข้างดี เนื่องจาก รัฐบาลแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการขจัดปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้น ประกอบกับการเลือกตั้งจะมีขึ้นในเดือน พ.ค. 2017 สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลพร้อมที่จะจัดการปัญหาการทุจริต นับว่าเป็นเรื่องสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน
นอกจากนี้ รัฐบาลได้จัดตั้งชุดปฏิบัติการเฉพาะ อย่างองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น และศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) เพื่อตรวจสอบการกระทำผิดขององค์กรภาครัฐ เช่น รัฐวิสาหกิจ
ทั้งนี้ ผลการจัดอันดับภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น โดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (ทีไอ) เมื่อปี 2014 ที่ผ่านมา ไทยอยู่ในอันดับที่ 85 จากทั้งหมด 175 ประเทศ แต่ทว่า เคอร์ติส เอส ชิน กลับระบุว่า ไทยไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับปัญหาทางการเมือง เพื่อจัดการกับปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้น เนื่องจากเป็นคนละส่วนกัน
ด้าน ไมเคิล เคิร์ซ ฝ่ายกลยุทธ์ตราสารทุนของโนมูระ ระบุว่า ไทยมีแนวโน้มพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากเงินออมเพื่อการลงทุนในประเทศมีจำนวนลดลง โดยมีสาเหตุหลักมาจากผู้สูงอายุในไทยที่เพิ่มจำนวนสูงขึ้น
“ทางการไทยควรให้ความสำคัญกับบรรยากาศในการลงทุนมากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงทางการเมือง และความโปร่งใสในองค์กร เพื่อกระตุ้นการลงทุนจากต่างชาติ สิ่งที่นักลงทุนต้องการคือ เสถียรภาพ วิสัยทัศน์ และความโปร่งใสเป็นสำคัญ”







