posttoday
เครดิตสกอริ่ง เรื่องด่วนที่ต้องเร่งทำ

เครดิตสกอริ่ง เรื่องด่วนที่ต้องเร่งทำ

30 ตุลาคม 2558

โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

ธนาคารโลกเปิดเผยรายงานความยากง่ายในการประกอบธุรกิจปี 2559 (Doing Business 2016) พบว่า ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับอยู่ที่ลำดับ 49 จาก 189 ประเทศ ลดจากอันดับ 46 จากการสำรวจครั้งก่อน

สิ่งที่ธนาคารโลกออกมาตอกย้ำถึงสาเหตุที่ไทยได้คะแนนต่ำ เรื่องหลักๆ คือ ขั้นตอนความสะดวกในการขอสินเชื่อของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และการเข้าถึงข้อมูลเครดิตลูกค้าของสถาบันการเงินของไทยได้คะแนน 0 ถือว่าต่ำที่สุด

อย่าไปหลงประเด็นว่าทำไมธนาคารโลกกดคะแนนไทย ทั้งที่ไทยก็มีการจัดตั้งบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) มานานแล้ว แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว หน้าที่เครดิตบูโรปัจจุบันเป็นเพียงการเก็บประวัติการขอสินเชื่อและประวัติการชำระเงินเท่านั้น แต่ยังขาดการวิเคราะห์ข้อมูล และมีการรวบรวมข้อมูลเครดิตเพียง 60% ของประชากรทั้งหมดเท่านั้น

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังไม่มีการจัดทำ “เครดิตสกอริ่ง” ในระดับประเทศ ขณะที่ประเทศในอาเซียนส่วนใหญ่มีการจัดทำเครดิตสกอริ่งกันแทบทั้งนั้น แม้แต่ประเทศกัมพูชาก็มีการจัดทำเครดิตสกอริ่งเสร็จแล้ว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เครดิตบูโรของไทยก็พยายามที่จะผลักดันเครดิตสกอริ่งมานานกว่า 3 ปีแล้ว แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ จึงทำให้ไทย “สอบตก” ข้อนี้

ล่าสุด เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2558 ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ลงนามในฐานะประธานคณะกรรมการข้อมูลเครดิตแห่งชาติ มอบหมายให้เครดิตบูโรจัดทำเครดิตสกอริ่งก่อนที่
จะครบวาระการเป็นผู้ว่าการ ธปท. โดยให้เวลาดำเนินการให้เสร็จภายในเดือน มิ.ย. 2559 หากเสร็จตามเป้าหมาย ก็จะมีผลต่อการจัดอันดับความยากง่ายการประกอบทำธุรกิจ (Doing Business) ของไทยในปีหน้า

สำหรับ “เครดิตสกอริ่ง” คือ การจัดกลุ่มคะแนนความสามารถการชำระหนี้ของลูกหนี้ โดยจะเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงสถิติว่าลูกหนี้มีโอกาสที่จะเป็นหนี้เสีย หรือมีขีดความสามารถการชำระหนี้มากน้อยเพียงใด และอยู่ในกลุ่มใด

ยกตัวอย่าง เมื่อนาย ก. ยื่นขอสินเชื่อจากธนาคาร หากมีเครดิตสกอริ่ง ก็จะสามารถบอก “ความสามารถ” และ “ความตั้งใจ” ในการชำระหนี้ของนาย ก. ในทางสถิติได้ โดยเครดิตสกอริ่งจะมีการเปรียบลักษณะพฤติกรรมที่เหมือนกับนาย ก. ประมาณ 1 หมื่นคน ว่าจะมีโอกาสเป็นหนี้เสียในอีก 12 เดือนข้างหน้ามากน้อยเพียงใด พร้อมทั้งจัดกลุ่ม หากถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ดี ก็มีโอกาสที่จะได้สินเชื่อและจ่ายดอกเบี้ยถูกกว่ากลุ่มที่มีโอกาสเป็นหนี้เสีย เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการจัดทำเครดิตสกอริ่งไม่ได้เพียงเพื่อใช้ในการจัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจของไทยให้ดีขึ้นเท่านั้น

แต่การทำเครดิตสกอริ่งจะเอื้อประโยชน์ทั้งผู้ที่ต้องการขอสินเชื่อต่อสถาบันการเงินที่จะพิจารณาสินเชื่อ รวมไปถึงรัฐบาลที่สามารถจะนำข้อมูลไปวิเคราะห์เพื่อกำหนดนโยบายต่างๆ ได้อีกด้วย

การจัดทำเครดิตสกอริ่งจะมีการจัดทำทั้งระบบ คือทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา และไม่ได้จัดทำเฉพาะรายที่มีการขอสินเชื่อมาก่อนแล้ว ผู้ที่ไม่เคยกู้เงินมาก่อนก็จะมีการจัดทำเครดิตสกอริ่งไว้ เพื่อว่าวันใดวันหนึ่งหากมีความต้องการกู้เงิน ก็จะสามารถเรียกดูประวัติการเงินได้ทันที

วิธีนี้จะช่วยผู้ที่เข้าถึงสินเชื่อยาก เช่น ธุรกิจเอสเอ็มอี หากมีประวัติการเงินดี ไม่เคยผิดนัดชำระหนี้ ก็จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินและต้นทุนการกู้เงินได้ด้วย

ขณะเดียวกัน ลูกหนี้ที่อาจจะเคยมีการค้างชำระหนี้ แต่วงเงินไม่มาก และต่อมาได้มีการชำระคืนหมดแล้วก็มีโอกาสจะได้คะแนนดี และมีโอกาสได้รับอนุมัติสินเชื่อมากขึ้น รวมถึงหากมีประวัติที่ดีก็อาจจะได้รับอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราปกติทั่วไป ขณะที่สถาบันการเงินต่างๆ ก็สามารถใช้เครดิตสกอริ่งเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยคัดกรองลูกค้าเพื่ออนุมัติสินเชื่อได้เร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม มีเงื่อนไขหนึ่งที่ต้องระบุไว้ คือสถาบันการเงินห้ามเอาผลวิเคราะห์เครดิตสกอริ่งเพียงเรื่องเดียวไปเป็นข้ออ้างในการปฏิเสธสินเชื่อของลูกค้า โดยธนาคารพาณิชย์จะต้องใช้ควบคู่กับผลวิเคราะห์ของสถาบันการเงินสมาชิกที่มีอยู่แล้ว

เพราะผลวิเคราะห์ของแต่ละสถาบันการเงินจะบอกถึง “ความสามารถ” ในการชำระหนี้ (Application Scoring) ขณะที่ผลการวิเคราะห์ของเครดิตบูโรจะบอกถึงความ “ตั้งใจ” ของลูกหนี้

มีคำถามว่าหากกลุ่มลูกค้าที่ได้เครดิตระดับดี หรือ “เกรดเอ” จะมีอะไรการันตีว่าธนาคารพาณิชย์จะให้สิทธิประโยชน์ เช่น อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าดอกเบี้ยทั่วไป เพราะปัจจุบันธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งก็จะมีการจัดทำประเมินความเสี่ยงลูกค้า รวมถึงการจัดเก็บข้อมูลลูกค้าเพื่อทำเครดิตสกอริ่งของแต่ละธนาคารเองอยู่แล้ว รวมทั้งมีการตรวจสอบประวัติการขอสินเชื่อและการชำระเงินจากเครดิตบูโร เพื่อประกอบการพิจารณาให้สินเชื่อมาโดยตลอด

ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่จึงไม่เห็นความสำคัญที่จะต้องพึ่ง “เครดิตสกอริ่ง” ที่เครดิตบูโรกำลังดำเนินการอยู่ เพราะเกรงภาระค่าใช้จ่ายที่จะเพิ่มขึ้น ถึงที่สุดธนาคารก็คงจะผลักภาระค่าใช้จ่ายนี้มายังผู้บริโภค

แต่ในด้านกลับกัน หากผู้บริโภคสามารถรับทราบอันดับเครดิตของตัวเองในเครดิตสกอริ่งว่าอยู่ในเกรดที่ “ดี” ผู้บริโภคก็น่าจะมีสิทธิที่จะเลือกสถาบันการเงินที่ให้สิทธิประโยชน์ที่ดีที่สุด หรือดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าได้ด้วยเช่นเดียวกัน

ในความเป็นจริงแล้วลูกหนี้รายย่อยแทบจะไม่มีโอกาสหรือมีสิทธิที่จะเลือกหรือมีอำนาจต่อรองกับสถาบันการเงินเท่าไรนั้น ซึ่งแตกต่างกับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีอำนาจในการต่อรองในการสิทธิประโยชน์ หรือดอกเบี้ยพิเศษกับสถาบันการเงินได้

สำหรับธนาคารของรัฐหรือสถาบันการเงินประเภทอื่นๆ เช่น นันแบงก์ สหกรณ์ออมทรัพย์ บริษัทเช่าซื้อ บริษัทลีสซิ่ง ที่ยังไม่ได้มีการลงทุนระบบเครดิตสกอริ่ง ก็สามารถที่จะใช้เครดิตสกอริ่งที่จัดทำโดยเครดิตบูโรเป็นเครื่องมือหนึ่งในการพิจารณาสินเชื่อหรือประเมินความเสี่ยงของลูกค้าได้ระดับหนึ่ง

ด้วยเหตุนี้ หากต้องการให้ธุรกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น โดยสถาบันการเงินมีระบบคัดกรองเบื้องต้น ขณะที่บุคคลธรรมดาก็สามารถใช้ประวัติเครดิตของตัวเองในการเข้าถึงสินเชื่อและต้นทุนดอกเบี้ยที่ต่ำ รวมทั้งยังยกระดับการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจในประเทศไทยในสายตาของนักลงทุนต่างประเทศ การที่รัฐบาลจะเร่งยกระดับมาตรฐานเครดิตสกอริ่งจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องเร่งทำ

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง