
เปลี่ยนไม่ผ่าน
โดย...ศุภมิตร ปิติพัฒน์
โดย...ศุภมิตร ปิติพัฒน์
ช่วงเดือนที่ผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสฟังเสวนาวิชาการ 2 วงในเวลาใกล้เคียงกัน วิทยากรในวงเสวนาทั้งสองซึ่งก็คงไม่ได้นัดหมายกัน ต่างตั้งข้อสังเกตถึงการเปลี่ยนแปลง-หรือยังไม่เปลี่ยน-ของสังคมไทยในเรื่องเดียวกัน คือเรื่องความสัมพันธ์ทางสังคมในระบบอุปถัมภ์ อันเป็นเรื่องที่มีนัยสำคัญทางสังคมวิทยาการเมือง และต่อการเข้าใจพฤติกรรมทางการเมืองของคนไทยอยู่ไม่น้อย
ในงานรัฐศาสตร์เสวนาหัวข้อ “ศิลปะ เสรีภาพ กับการเมือง” อธิคม คุณาวุฒิ บรรณาธิการบริหารนิตยสาร Way ตั้งคำถามถึงคนทำงานสื่อและศิลปะจำนวนหนึ่ง ที่มีท่าทีเพิกเฉยต่อการเสื่อมถอยของเงื่อนไขพื้นฐานสำคัญของการทำงานสื่อและศิลปะ นั่นคือเสรีภาพในการแสดงออก ส่วนอีกงานหนึ่ง เป็นงานเสวนาเปิดตัวหนังสือที่พิมพ์จากงานวิจัยเกี่ยวกับการเมืองของการเลือกตั้งในท้องถิ่น
เวียงรัฐ เนติโพธิ์ เจ้าของผลงานวิจัย “หีบบัตรกับบุญคุณ” เปิดประเด็นการเปลี่ยนแปลงสายสัมพันธ์ระหว่างประชาชนในท้องถิ่นกับนักการเมืองและเครือข่าย แม้หัวข้อที่พูดของวิทยากรใน 2 เวทีจะต่างกัน แต่ทั้งสองเรื่องนำเราไปสู่การพิจารณาปัญหาเดียวกันเกี่ยวกับระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทย ที่ชวนให้คิดว่าสังคมไทยเปลี่ยนไปแค่ไหน ส่วนไหนที่เปลี่ยน และส่วนไหนที่ยังไม่เปลี่ยน
คุณอธิคมให้ความเห็นว่าการเพิกเฉยของคนทำงานสื่อและศิลปะต่อสถานการณ์การปิดกั้นเสรีภาพที่เป็นอยู่นี้ ถ้าจะไม่อธิบายด้วยเรื่องของการไม่มีใครอยากเอามือซุกหีบแล้ว ส่วนหนึ่งอาจมีเหตุมาจากตลาดของสื่อ ของหนังสือและศิลปะในเมืองไทยมิได้เชื่อมให้คนเขียน คนทำงานสื่อและคนสร้างงานศิลปะต้องยึดโยงอย่างจริงจังกับคนอ่าน คนดูคนฟัง หรือคนเสพงานศิลปะในวงกว้างโดยตรง ที่จะทำให้เกิดสำนึกอันเข้มแข็งในการต้องร่วมกันปกป้องเงื่อนไขพื้นฐาน ที่จะช่วยรักษาพื้นที่สาธารณะให้แก่การแสดงออกอย่างมีเสรีภาพของทุกคนทุกฝ่ายทุกกระแสความคิด
คุณอธิคมเห็นว่าจากเหตุที่สังคมไทยยังไม่มีวัฒนธรรมการอ่านและการวิจารณ์ที่เข้มแข็ง และจากการที่งานศิลปะยังมีช่องทางนำเสนอจำกัด และช่องทางที่มีอยู่ก็มักเป็นของรัฐหรือรับสัมปทานหรือการอุดหนุนจากรัฐ ทำให้ความสำเร็จของสื่อ หนังสือ และศิลปะ ทั้งในความหมายผลตอบแทนที่เป็นเงิน และมาตรฐานประทับตราการยอมรับในคุณค่าให้มีสถานะทางสังคม จึงยังตกอยู่ภายใต้การต้องพึ่งระบบอุปถัมภ์ของรัฐ ของระบบราชการ หรือมิเช่นนั้นก็ของทุนกึ่งเอกชน และทุนเอกชนเป็นรายๆ ไป จึงทำให้หลายคนที่ผนึกตัวเข้าไปอยู่ในโครงสร้างของการอุปถัมภ์แบบนี้ ไม่มีแรงจูงใจที่จะออกจากพื้นที่ที่ปลอดภัยมาเขย่าโครงสร้างเดิมให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
เราลองมาฟังความเห็นจากอีกบริบทหนึ่งดูบ้าง งานวิจัยของอาจารย์เวียงรัฐฉายภาพให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมในท้องถิ่น ส่งผลต่อการเปลี่ยนรูปความสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้านกับฝ่ายการเมือง จากระบบพึ่งพิงอุปถัมภ์ในกรอบของพันธะส่วนตัวที่ไม่เท่าเทียมกันแบบเดิม มาสู่ความสัมพันธ์ของการแลกเปลี่ยนคะแนนเสียงเลือกตั้ง ที่ชาวบ้านตั้งเงื่อนไขเรียกร้องการตอบสนองในเชิงนโยบายและรูปธรรมอื่นๆ จากฝ่ายการเมืองได้อย่างเป็นระบบและมีลักษณะที่เป็นทางการมากขึ้น ทำให้เราเห็นการเปลี่ยนผ่านรูปแบบของนักการเมืองท้องถิ่นจากผู้มีอิทธิพลและอาศัยเครือญาติและการให้การสงเคราะห์บริจาคเป็นครั้งคราวเพื่อสร้างฐานการเมือง มาเป็นคนทำงานการเมืองท้องถิ่นที่มีภาพลักษณ์เป็นคนรุ่นใหม่ที่ใช้ผลงานโครงการต่างๆ สร้างฐานความนิยม พร้อมกับที่ชาวบ้านเองก็ตื่นตัวในการเรียกร้องปกป้องสิทธิของพลเมืองและสิทธิในการจัดการทรัพยากรของชุมชนท้องถิ่นอย่างเข้มแข็งมากขึ้น
อย่างไรก็ดี อาจารย์เวียงรัฐก็พบด้วยเช่นกันว่าในขณะที่ประชาชนในท้องถิ่นมีความตื่นตัวทางการเมืองและหลุดพ้นจากกรอบวิธีคิดที่มองการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นการตอบแทนบุญคุณต่อผู้ให้การอุปถัมภ์ไปมากแล้ว เช่นเดียวกับที่อำนาจต่อรองทางการเมืองในการเลือกตั้งในท้องถิ่นก็เปลี่ยนโฉมหน้าไปจากเดิม ในทางที่ทำให้คนทำงานการเมืองท้องถิ่นต้องไวต่อการตอบสนองปัญหาภายในท้องถิ่นและต่อกระแสความคาดหวังของประชาชนที่หลากหลายมากขึ้นกว่าเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน แต่ส่วนที่ยังไม่เปลี่ยน และยังถ่วงรั้งการเปลี่ยนแปลงกลับอยู่ในส่วนที่เป็นการเมืองระดับพรรคการเมือง
อาจารย์บอกว่า ขนาดในพื้นที่อย่างเชียงใหม่ ความสัมพันธ์ระหว่างนายทุนพรรคการเมืองหรือผู้บริหารพรรคกับผู้สมัครรับเลือกตั้ง กระบวนการสรรหาคัดเลือกตัวผู้สมัคร และกระบวนการรณรงค์เลือกตั้ง ยังสะท้อนความสัมพันธ์ของระบบอุปถัมภ์พึ่งพิงที่ไม่เท่าเทียมกันแบบเดิมอยู่มาก
ความเห็นจากวงเสวนาทั้งสองสรุปได้ว่าพื้นที่ของโครงสร้างส่วนบนอันเกี่ยวกับความคิดและภูมิปัญญายังติดอยู่ภายในความสัมพันธ์ของระบบอุปถัมภ์ เช่นเดียวกับส่วนที่เป็นปัญหาใหญ่ที่จำกัดคุณภาพสังคมการเมืองอยู่ในระดับบนที่เป็นพรรคการเมืองนั้น ยังทำงานในลักษณะความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ รวมทั้งการใช้อำนาจและทรัพยากรของรัฐเพื่อรักษาสายสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ที่ไม่เท่าเทียมกันไว้ ในขณะที่ประชาชนหลุดจากวิธีคิดที่มองความสัมพันธ์กับนักการเมือง หรือแม้แต่กับรัฐ แบบต้องตอบแทนบุญคุณที่ให้การอุปถัมภ์ไปนานแล้ว
ความไม่สม่ำเสมอกันของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในเรื่องนี้จะอั้นแรงกดดันรอปะทุออกมาในรูปใด? การปฏิรูปจะช่วยอะไรได้บ้างไหม? โปรดติดตาม







