
ถึงเวลาปฏิรูปภาษี
โดย...น.ต.วรวิทย์ เตชะสุภากูร
โดย...น.ต.วรวิทย์ เตชะสุภากูร
พูดถึง “ภาษี” แม้กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของทุกคนที่มีรายได้ต้องเสียภาษี แต่หลายคนไม่อยากจ่าย หรือพยายามจ่ายให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เว้นแต่เป็นภาษีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่มที่รวมมากับสินค้าและบริการอยู่แล้ว
ในห้วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา มีความจริงเรื่องหนึ่งคือ รัฐบาลต่างๆ ได้เน้นนโยบายจัดสวัสดิการให้ประชาชนได้ใช้ฟรีหรือใช้ในราคาที่ค่อนข้างถูก ด้านหนึ่งเป็นผลดีในการช่วยลดภาระลดความเหลื่อมล้ำในสังคมให้ทุกคนได้มีโอกาสในการยกระดับคุณภาพชีวิตในด้านต่างๆ ให้ดีขึ้น แต่ในอีกด้านที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ภาระด้านงบประมาณที่จะต้องเพิ่มขึ้นทุกปีตามจำนวนประชากรและการขยายเพิ่มสิทธิในสวัสดิการต่างๆ ล่าสุดตัวเลขงบประมาณด้านสวัสดิการตั้งแต่ปี 2554-2557 ต้องใช้เงินสูงถึง 8.2 แสนล้านบาทแล้ว
ประเด็นสำคัญคือ ถ้าไม่มีการจัดหารายได้อย่างเหมาะสมแล้ว จะเป็นภาระให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานของเรา ซึ่งจะมีโครงสร้างประชากรวัยทำงานที่น้อยลง แต่มีวัยผู้สูงอายุมากขึ้น รัฐจะเลือกทางกู้เงินหรือทำงบประมาณขาดดุลต่อเนื่องต่อไปอีก คงจะไม่ดีและจะทำไม่ได้แล้ว ดังนั้นหนทางเดียวคือการปฏิรูปการจัดเก็บภาษี เพราะภาษีคือรายได้หลักของรัฐที่มีสัดส่วนถึง 90%
แล้วจะปฏิรูปภาษีอะไรที่เป็นรูปธรรมได้บ้าง เริ่มจากภาษีมูลค่าเพิ่มที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2535 ที่กำหนดไว้ 10% แต่เก็บแค่ 7% มาตลอด ซึ่งต่ำที่สุดในโลกน่าจะถึงเวลาที่จะเพิ่มตามขั้นบันไดภายใน 3 ปี เป็น 8% 9% และ 10% ตามลำดับ เพื่อชดเชยกับการลดภาษีเงินได้ของบุคคล ควรลดภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าฟุ่มเฟือยบางประเภทให้ใกล้เคียงกับฮ่องกงและสิงคโปร์ เพื่อส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าและการท่องเที่ยว เพราะถ้าบริษัทผู้นำเข้าขายสินค้าได้มากก็ต้องเสียภาษีนิติบุคคลเข้ารัฐอยู่ดี
สุดท้ายภาษีสรรพสามิตต้องรวมกฎหมายที่เกี่ยวกับเหล้า บุหรี่ ไพ่ น้ำมัน เครื่องดื่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ สถานบริการต่างๆ ฯลฯ มาอยู่ในประมวลรัษฎากรของกรมสรรพสามิตฉบับเดียวกันทั้งหมด และสำคัญที่สุดคือวัตถุประสงค์ในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตต้องชัดเจนว่าเก็บเพื่อหารายได้เข้ารัฐ หรือเก็บเพราะเรื่องผลกระทบภายนอก เช่น เรื่องสุขภาพ สิ่งแวดล้อม
หลักการใหญ่ที่น่าจะยอมรับกันได้คือ ผู้มีรายได้มาก ผู้ที่มีทรัพย์สิน หรือถือครองทรัพย์สินมาก หรือบริโภคมากควรต้องเสียภาษีมาก ตามหลักความสามารถ ความเสมอภาค และความยุติธรรมในสังคมที่ควรมาถึงจุดที่เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขกันได้ แบ่งปันเพื่อลดช่องว่างภายในสังคม โมเดลในฝันน่าจะอยู่ที่ฐานภาษีหรือจำนวนภาษีที่จะจ่ายต้องสะท้อนมาจากการถือครองทรัพย์สิน ใครมีมากก็น่าจะต้องจ่ายภาษีมากกว่าคนที่มีทรัพย์สินน้อย
ทุกวันนี้คนเรามีทรัพย์สินมากมายแต่กลับเสียภาษีเล็กน้อย โดยเสียภาษีจากฐานของรายได้เป็นหลัก และยังมีคนอีกมากที่มีรายได้แต่ยังไม่เข้ามาอยู่ในระบบตัวเลขปี 2557 จากประชากร 70 ล้านคน มีวัยทำงาน 35 ล้านคน มีผู้ยื่นแบบภาษีบุคคลธรรมดา 10 ล้านคน แต่มีเพียง 2 ล้านคน ที่ต้องเสียภาษี ขณะที่มีผู้ยื่นแบบภาษีนิติบุคคลเพียง 5 แสนราย มีแค่ 3 แสนราย ที่ต้องเสียภาษี รัฐบาลที่ผ่านๆ มาไม่กล้าที่จะปรับขึ้นภาษี เพราะเกรงจะกระทบฐานเสียงและกระทบคนรวยที่เสียงดัง
ภาษีเงินได้ควรแก้ไขอัตราภาษีบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลให้อยู่ในอัตราเดียวกัน เช่น ไม่เกิน 20% และเก็บตามแบบขั้นบันไดที่ค่อนข้างถี่ เช่น 5% 10% 15% 20% เพิ่มค่าลดหย่อนในส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายของบุคคลจาก 6 หมื่นบาท เป็น 1 แสนบาท ตามภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปหรือหักค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริงที่มีหลักฐานใบเสร็จค่าใช้จ่ายต่างๆ แก้ไขกฎหมายให้ทุกคนมีหน้าที่ต้องยื่นแบบเสียภาษีตั้งแต่อายุ 25 ปี ไม่ว่าจะมีรายได้หรือไม่ เพื่อให้ทุกคนเข้ามาอยู่ในระบบภาษีโดยใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีเป็นเลขเดียวกับเลขบัตรประชาชน 13 หลัก เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลอ้างอิงและสามารถตรวจสอบข้อมูลไปฐานข้อมูลเรื่องอื่นได้ด้วย
ภาษีใหม่ที่รัฐบาลนี้ได้ทำแล้วคือ ภาษีมรดก และกำลังพยายามทำคือ ภาษีที่ดินสิ่งปลูกสร้าง แต่ที่แน่ๆ คือภาษีมรดกที่ออกมาบังคับใช้แล้วนั้นต้องถือว่าเสียของไปแล้ว เรียกเก็บภาษีจริงไม่ได้แน่ๆ หรือถ้าได้ก็จะได้น้อย เพราะมีช่องโหว่เพียบ
ปัจจุบันเราเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินกับภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งควรจะยกเลิกเพราะปัจจุบันมีจุดอ่อนอยู่หลายเรื่อง ที่สำคัญที่สุดคือ การประเมินราคาที่ดินสิ่งปลูกสร้างยังใช้ฐานข้อมูลราคาเมื่อปี 2521-2524 อยู่ ผ่านมา 30 กว่าปีแล้วไม่เคยปรับเปลี่ยนเลย และเป็นดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ทำให้ต่อรองได้ ยังมีเกณฑ์การลดหย่อนจำนวนที่ดินที่ไม่ต้องมาคำนวณภาษีอีกด้วย ทำให้เจ้าของที่ดินจำนวนมากเสียภาษีส่วนนี้น้อยมาก ถือครองไว้เฉยๆ เพื่อเก็งกำไร โดยไม่เกิดประโยชน์ในเศรษฐกิจ
ดังนั้น จึงควรใช้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาใช้แทน เพราะ 30 ปีมานี้รัฐได้ลงทุนสร้างพัฒนาสาธารณูปโภค ถนนหนทางจนทำให้มูลค่าที่ดินโดยรวมสูงขึ้นมากแล้ว เจ้าของที่ดินได้รับประโยชน์จากสิ่งนี้ จึงควรต้องจ่ายภาษีเพิ่มบ้าง โดยช่วงแรกๆ ของการจัดเก็บภาษีนี้ เราทำเพื่อขยายจำนวนเสียภาษีให้มากขึ้น จึงไม่ควรเก็บในอัตราที่สูงเกินไปจนเป็นการสร้างภาระแก่ประชาชน
ถ้าจะปฏิรูปภาษี กรุณาทำกฎหมายภาษีให้ง่ายและชัดเจน เพื่อให้ต้นทุนของภาครัฐในการจัดเก็บภาษีลดต่ำลง ประชาชนจะได้ไม่อยากหลบเลี่ยงภาษีอีกต่อไป







