
สนช.แถลงเปิดคดีถอดถอน"สมศักดิ์"รวยผิดปกติ
สนช. พิจารณาแถลงเปิดคดีถอดถอน "สมศักดิ์"รวยผิดปกติ "ปปช."โชว์ใบเสร็จก่อสร้างมัดสร้างบ้านช่วงเป็นรมต. "สมศักดิ์"งัดแผนที่ทหารสู้ ยันสร้างเสร็จก่อน
สนช. พิจารณาแถลงเปิดคดีถอดถอน "สมศักดิ์"รวยผิดปกติ "ปปช."โชว์ใบเสร็จก่อสร้างมัดสร้างบ้านช่วงเป็นรมต. "สมศักดิ์"งัดแผนที่ทหารสู้ ยันสร้างเสร็จก่อน
วันที่ 29 ต.ค. ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาวาระแถลงเปิดสำนวน ถอดถอนนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ จากกรณีร่ำรวยผิดปกติและจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ ที่ไม่แสดงทรัพย์สิน บ้านพักอาศัยเลขที่ 5/5 ตำบลไผ่จำศีล อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง
นายณรงค์ รัฐอมฤต กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงเปิดคดีว่า นายสมศักดิ์จงใจยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินเป็นเท็จ และไม่แสดงรายการเรื่องบ้านและเงินฝาก ทางป.ป.ช. เพราะจากการยื่นบัญชีทรัพย์สิน 8 ตำแหน่ง 21 กรณี ตั้งแต่ 11 ต.ค. 40 ถึง2 ธ.ค.51 ไม่ปรากฏว่าไม่ได้แสดงบ้านหลังดังกล่าวและไม่เคยแสดงเงินสดด้วย
นอกจากนี้ ในการไต่สวนนายสมศักดิ์ยืนยันตลอดว่าบ้านพักดังกล่าวไม่ใช่ของตนเองแต่เป็นบ้านของนายไพโรจน์ ฉัตรบริรักษ์ พี่ชายของนางระวีวรรณ ปริศนานันทกุล คู่สมรส โดยใช้เงินที่ได้จากการประกอบโรงสีวิเศษชัยชาญเจริญกิจ มาก่อสร้าง แต่ปปช.พิจารณาแล้วฟังได้ว่าบ้านดังกล่าวเป็นของนายสมศักดิ์ มีมูลค่า 16 ล้านเศษ รวมทั้งยังพบว่านายสมศักดิ์ไม่ได้แสดงรายการเงินฝากของตนและคู่สมรส ซึ่งฝากไว้ในชื่อคนอื่น
นายณรงค์ กล่าวว่า ช่วงปี 43 สื่อมวลชนเสนอข่าวระบุว่าบ้านดังกล่าวมีการปลูกสร้างมาตั้งแต่เป็นรมช.ศึกษาจนถึงรมว.ศึกษาธิการ และมีการต่อเติมปรับปรุงตกแต่งภายใน ซื้อวัสดุจากการร้านเกลอหลี โดยป.ป.ช.มีใบเสร็จทุกฉบับ จึงฟังได้ว่าบ้านดังกล่าวบ้านดังกล่าวสร่างในช่วงรมว.ศึกษาธิการ ส่วนประเด็นเรื่องเงินนั้น นายสมศักดิ์ และภรรยาไม่ได้แสดงไว้ในรายการเงินสด ตอนแจ้งบัญชีทรัพย์สิน
อย่างไรก็ตาม เรื่องเงินสนับสนุนจากพรรคการเมือง ดูจากคำให้การของนางพวงรัตน์ ชัยบุตร อดีตเหรัญญิกพรรคชาติไทย เบิกความต่อศาลว่า ช่วงปลายปี 39 นายสมศักดิ์รับเงินสนับสนุนจากพรรคการเมืองและบุคคลที่ไม่ทราบชื่อรวม29 ล้านบาทเศษ แต่ไม่มีรายละเอียดการใช้จ่าย เป็นเหตุให้นายสมศักดิ์เปลี่ยนคำให้การว่าได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมือง แต่เมื่อตรวจสอบภาษีเงินได้พบว่า นายสมศักดิ์มีรายได้ช่วงปี 41 จำนวน2,438,700บาท และ ปี 43 มีรายได้รวม2,854,000บาทรวมแล้ว 5.3 ล้านบาทเศษ ไม่สอดคล้องกับทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้น
นายณรงค์ กล่าวว่า ป.ป.ช.มีมติว่านายสมศักดิ์ร่ำรวยผิดปกติ มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ หรือได้มาไม่สมควร สืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ โดยใช้อำนาจในตำแหน่ง จึงมีมติส่งรายงานไปอัยการสูงสุดเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลฏีกาแผนกคดีอาญาฯให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน โดยล่าสุดศาลฏีกาแผนกคดีอาญาฯได้รับคำร้องแล้ว และส่งรายงานเอกสารมายังสภาสนช.เพื่อถอดถอนออกจากตำแหน่ง ตามพรบ. ป.ป.ช. ม. 56(1)
ด้านนายสมศักดิ์ กล่าวชี้แจงว่า กรณีข้อกล่าวหาปกปิดบัญชีทรัพย์สินหรือร่ำรวยผิดปกติอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่จะเห็นว่าช่วงได้รับตำแหน่งรมว.ศึกษาธิการเป็นช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งประเทศเข้าสู่ยุคไอเอ็มเอฟ ในฐานะที่เป็นรมว.ศึกษา ไม่เคยมีการทำโครงการขนาดใหญ่ หรือการทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง สักครั้งเดียว ไม่เคยไปช้อำนาจหน้าที่ไปแสวงหาประโยชน์
สำหรับ ประเด็น เรื่องที่มาของบ้านนั้นได้ซื้อที่ดินปี 39 ถมที่ดิน ปี 40 และ ก่อสร้างเสร็จ ปี 41 ช่วงที่เป็นฝ่ายค้าน ก่อนดำรงตำแหน่ง รมช.ศึกษาธิการด้วยซ้ำ เรื่องนี้มีภาพถ่ายทางอากาศจากกองทัพบกยืนยันได้ รวมทั้งผู้ควบคุมการก่อสร้างที่ให้การ ป.ป.ช. ก็ ยืนยันว่าบ้านหลังนี้สร้างเสร็จ 8 เดือน ส่วนใบเสร็จซื้อวัสดุก่อสร้าง 18 ใบ ช่วงปี 43-44 รวม 1.4 ล้านบาท เป็นช่วงที่สร้างเสร็จแล้วแต่ต้องตกแต่งภายใน หรือในส่วนรื้อออกทำใหม่รวม 1.4 ล้านบาท
“ถามว่าเงินมาจากไหน ผมไม่ใช่นายทุนพรรค การเลือกตั้งก็จะได้รับเงินสนับสนุน ซึ่งประธานกรรมการไต่สวนชี้แจงแล้วว่า เหรัญญิกพรรคชี้แจงว่าในการเลือกตั้งปี 39 ได้จัดให้ผม กว่า 20 ล้าน บ้าน ซึ่งการสนับสนุนจะต่างกันแบ่งเกรดเป็น เอ บี ซี ตามโอกาสที่จะได้รับเลือกตั้ง ผมเป็นคนบ้านนอก ผูกพันชาวบ้านมาตลอด ได้รับเลือกตั้งทุกครั้งตั้งแต่ 29 ด้วยเหตุนี้ ทำให้พรคกล้าให้งบประมาณเลือกตั้งผม ซึ่งผมเกาะติดพื้นที่ ไม่ใช่ดอกเตอร์ ไม่มียศอะไร เลือกตั้งผมก็ใช้เงิน แต่ตีตั๋วเด็ก มีเงินเหลือมาตลอด”
นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า เงินสนับสนุนไม่ได้มาจากเงินพรรคให้อย่างเดียว ต้องยอมรับว่าแต่ละพรรคมีมุ้ง ผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรค เขาต้องการเสียงสนับสุน เวลาเป็นรมต.ถูก อภิปรายไว้ไม่ หรือในการพิจารณางบประมาณหรือญัตติ เขาก็จะดูแล สมาชิก ที่ไม่ได้เป็นนายทุนพรรค เวลาเลือกตั้งก็ช่วยเหลือกัน ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกิดก่อนมีรัฐธรรมนูญ 2540 อีกทั้ง การเลือกตั้งแต่ละครั้ง บางคนก็ใช้เงินสนับสนุนเยอะ บางคนก็ใช้น้อย บางคนก็กล้างสอบตก คือยอมสอบตกครั้งหนึ่งเพื่อกอดเงินไว้ ส่วนตัวจดไว้หมดว่าใครให้เงินมาเท่าไหร่ไว้ทำกิจกรรมทางการเมืองตั้งแต่ปี 2538
นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนประเด็นที่ ปปช.ระบุว่าตนเองกลับคำให้การนั้น ไม่ใช่เพราะจำนนต่อหลักฐาน แต่เป็นเพราะความเข้าใจผิด ว่าทรัพย์์สินไม่ใช้ชื่อตัวเองไม่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน และเงินที่ได้มาให้จัดกิจกรรมการเมืองนั้นได้แยกเป็นสองส่วน เมื่อยังไม่ได้ใช้ส่วนหนึ่งได้แยกไปให้กิจการโรงสีของภรรยาเพื่อทำธุรกรรม เพราะสำนึกกตัญญูที่ยกลูกสาวให้เพราะครอบครัวตนเองและภรรรยา แตกต่างสิ้นเชิง เมื่อโอนไปแล้วจึงไม่ได้แจ้งให้ปปช.ทราบซึ่งต่อมาเงินส่วนนี้ ทางโรงสีได้นำกลับมาซื้อที่ดินในการสร้างบ้าน
นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ได้ปฏิเสธกระบวนการระบอบประชาธิปไตย แต่ทั้งหมดอยู่บนหลักการข้อเท็จจริง ซึ่งได้ชี้แจงต่อที่ประชุม สนช. ด้วยเอกสารพยานหลักฐาน ว่าตนเองได้บ้านมาก่อนปี 2542 ก่อนเป็นรมช.ศึกษาธิการด้วยซ้ำ มีหลักฐานเป็นภาพถ่ายซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ส่วนจะพิจารณาถอดถอนหรือไม่ถอดถอนก็อยู่ที่ดุลพินิจ ผลออกมายังไง ก็ยอมรับทุกกรณี แต่ไม่อยากให้การตัดสินใจ ของสนช.แล้ว ทำให้สังคมต้องเบี่ยงเบน เสียหลักการ สูญเสียความยุติธรรม
นายพีระศักดิ์ พอจิตต์ กล่าวว่า เปิดให้สนช.ยื่นญัตติตั้งคำถามได้จนถึงวันที่ 30 ต.ค. เวลา 12.00 น. และจะนัดพิจารณาตั้งคำถามในวันที่ 5 พ.ย.นี้







