posttoday
ปฏิรูปเลือกตั้ง สส.  หมากทุบพรรคใหญ่

ปฏิรูปเลือกตั้ง สส. หมากทุบพรรคใหญ่

29 ตุลาคม 2558

การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ภายใต้การนำของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้เดินมาสู่จุดสำคัญ คือ การกำหนดระบบการเลือกตั้ง สส.

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ภายใต้การนำของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้เดินมาสู่จุดสำคัญ คือ การกำหนดระบบการเลือกตั้ง สส.

กระบวนการพิจารณาเกี่ยวกับระบบเลือกตั้ง สส.ครั้งนี้ มีชัยได้วางแนวทางการทำงานอย่างเป็นระบบ ด้วยการให้คณะอนุกรรมการศึกษาโครงสร้างนิติบัญญัติที่มี “ประพันธ์ นัยโกวิท” เป็นประธาน ไปศึกษาระบบการเลือกตั้งทั่วโลกว่ามีข้อดีและข้อเสียอย่างไร ก่อนกลับมานำเสนอให้ กรธ.พิจารณาอีกครั้ง

ทั้งนี้ ที่ประชุม กรธ.และคณะอนุกรรมการฯ ได้มีความเห็นร่วมกันว่า การกำหนดระบบการเลือกตั้ง สส.ควรอยู่ภายใต้หลักการ 5 ประการ ได้แก่ 1.สส.ควรมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง 2.ระบบการเลือกตั้งไม่ควรซับซ้อน ประชาชนเข้าใจง่าย

3.เพื่อเป็นการเคารพประชาชนที่ลงคะแนน จึงพยายามทำให้คะแนนการเลือกตั้งที่ประชาชนให้ทุกคะแนนมีความหมาย ไม่ว่าจะลงคะแนนให้ใคร คะแนนเหล่านั้นส่วนใหญ่ไม่ควรสูญเปล่า 4.เป็นระบบการเลือกตั้งที่ส่งเสริมให้ประชาชนสนใจออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง และ 5.เข้ากับบริบทหรือวิถีชีวิตของคนไทยโดยไม่ขัดหลักสากล

กรธ.ได้นำข้อที่ 3 ของหลักการดังกล่าวมาเป็นฐานในการออกแบบระบบเลือกตั้ง สส.ใหม่ให้กับประเทศไทย ซึ่งได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่าจะใช้ระบบที่มีชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า “ระบบนับคะแนนคนแพ้” มาใช้กับประเทศไทยเป็นครั้งแรก

กรธ.ได้กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรมีทั้ง สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อเหมือนเดิม แต่มีการเปลี่ยนแปลงตรงที่จะให้ประชาชนลงคะแนนในบัตรเลือกตั้ง สส.เขตเพียงใบเดียว ซึ่งการลงคะแนนเพียงครั้งเดียวนี้จะเท่ากับเป็นการเลือก สส.เขตและบัญชีรายชื่อไปพร้อมกัน

กล่าวคือ จะเป็นการนำเอาคะแนนของผู้สมัคร สส.ระบบเขตเลือกตั้งที่ไม่ได้รับการเลือกตั้งไปคำนวณรวมกันเพื่อหาจำนวน สส.บัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้น

ยกตัวอย่างเช่น ในเขตเลือกตั้งหนึ่งมีผู้สมัคร สส.จำนวน 5 คน หากพรรค ก.ได้ชนะการเลือกตั้งก็เท่ากับว่าจะได้เป็น สส.เขตนั้นทันที แต่ให้นำคะแนนของผู้สมัครจากพรรคการเมืองที่เหลือที่แพ้การเลือกตั้งไปรวมกันเพื่อคำนวณหาจำนวน สส.บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรค โดยพรรคการเมืองที่ชนะในเขตเลือกตั้งดังกล่าวจะถูกตัดสิทธิในการเอาคะแนนในส่วนนั้นมาคำนวณจำนวน สส.บัญชีรายชื่อ

เรียกได้ว่าระบบการเลือกตั้ง สส.เวอร์ชั่น กรธ.มีความแตกต่างกับเวอร์ชั่นของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุด “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” พอสมควร เนื่องจากของคณะกรรมาธิการยกร่างฯ จะใช้สัดส่วนของ สส.ระบบบัญชีรายชื่อ มาเป็นฐานสำหรับกำหนดจำนวน สส.ที่แต่ละพรรคจะได้ แต่ของ กรธ.จะเป็นการคำนวณหาจำนวน สส.ที่มีฐานมาจากคะแนนเลือกตั้ง สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง

แม้ กรธ.จะออกตัวว่ายังไม่ได้สรุปว่าจะให้กำหนดการเลือกตั้ง สส.วิธีนี้ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ แต่ปรากฏว่ามีทั้งเสียงสนับสนุนและเสียงคัดค้าน

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นฝ่ายแรกที่ออกมาสนับสนุนระบบการเลือกตั้ง สส.ด้วยระบบนี้ ดังจะเห็นได้จากท่าทีของ “สมชัย ศรีสุทธิยากร” กกต.กิจการบริหารงานเลือกตั้ง

“ถ้ามองในเชิงการออกแบบ ถือเป็นหลักการที่ดี เพราะเป็นความพยายามในการทำให้ทุกคะแนนเสียงของประชาชนมีความหมาย ทำให้ประชาชนเกิดความสะดวก ไม่ซับซ้อน เพราะจะลงเลือกตั้ง สส.ด้วยบัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว โดยรวมก็เห็นว่าเป็นการออกแบบที่ค่อนข้างน่าสนใจ กรธ.น่าจะมาถูกทาง” สมชัย ระบุ

ในด้านของฝ่ายคัดค้านที่เปิดตัวเห็นจะเป็น “พรรคประชาธิปัตย์” ผ่าน “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งตั้งเป็นคำถามว่าเลือกตั้ง สส.ระบบนี้จะทำให้ได้ สส.ตรงตามเจตนารมณ์ของผู้เลือกหรือไม่ เนื่องจากคะแนนบางส่วนที่ประชาชนเลือก สส.เขตกลับไปอยู่ใน สส.ระบบบัญชีรายชื่อแทน

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญอยู่ที่ผลกระทบในเชิงโครงสร้างของรัฐบาลในอนาคตหลังจากใช้ระบบเลือกตั้ง สส.นี้ เนื่องจากการจะทำให้คะแนนทุกคะแนนมีความหมายนั้น ย่อมหมายความว่าผู้ชนะจะไม่ได้ชนะอย่างเด็ดขาด ส่วนผู้แพ้ก็ไม่ได้แพ้อย่างราบคาบ

โดยคะแนนของพรรคที่แพ้เลือกตั้ง สส.เขตจะเป็นต้นทุนที่นำไปสู่การได้มาซึ่ง สส.บัญชีรายชื่อ เท่ากับว่าโอกาสที่พรรคการเมืองใหญ่จะได้จำนวน สส.ในจำนวนที่ใกล้เคียงกัน สมมติพรรคประชาธิปัตย์อาจจะแพ้ สส.เขตในอีสาน แต่คะแนนคนอีสานที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์จะถูกนำไปคำนวณหา สส.บัญชีรายชื่อ เช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทย ถึงจะแพ้ สส.เขตในภาคใต้ แต่คะแนนที่คนภาคใต้เลือกพรรคเพื่อไทยจะถูกนำไปรวมกันเพื่อกำหนดจำนวนเก้าอี้ สส.บัญชีรายชื่อ

ด้วยสภาพเช่นนี้ มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดสภาพพรรคใหญ่ไม่ได้ถือเสียงข้างมาก และนำมาซึ่งสภาพของรัฐบาลผสมกันหลายพรรค โดย สดศรี สัตยธรรม อดีตกรรมการ กกต.ให้ความเห็นว่า “เป็นการป้องกันพรรคการเมืองใหญ่ที่เคยได้คะแนนเสียงข้างมากในการบริหารงานอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทำให้รัฐบาลกลายเป็นรัฐบาลผสมเป็น 10 พรรค ส่งผลทำให้การเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นไปได้ยาก”

ดังนั้น การโยนหินถามทางของ กรธ.ในเรื่องระบบเลือกตั้ง สส.เป็นเรื่องที่ต้องจับตาว่า ถ้าในอนาคตเสียงสนับสนุนและคัดค้านดังพอๆ กันจะตัดสินใจเพื่อสร้างความปรองดองอย่างไร

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท