
ปฏิรูปเลือกตั้ง สส. หมากทุบพรรคใหญ่
การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ภายใต้การนำของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้เดินมาสู่จุดสำคัญ คือ การกำหนดระบบการเลือกตั้ง สส.
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ภายใต้การนำของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้เดินมาสู่จุดสำคัญ คือ การกำหนดระบบการเลือกตั้ง สส.
กระบวนการพิจารณาเกี่ยวกับระบบเลือกตั้ง สส.ครั้งนี้ มีชัยได้วางแนวทางการทำงานอย่างเป็นระบบ ด้วยการให้คณะอนุกรรมการศึกษาโครงสร้างนิติบัญญัติที่มี “ประพันธ์ นัยโกวิท” เป็นประธาน ไปศึกษาระบบการเลือกตั้งทั่วโลกว่ามีข้อดีและข้อเสียอย่างไร ก่อนกลับมานำเสนอให้ กรธ.พิจารณาอีกครั้ง
ทั้งนี้ ที่ประชุม กรธ.และคณะอนุกรรมการฯ ได้มีความเห็นร่วมกันว่า การกำหนดระบบการเลือกตั้ง สส.ควรอยู่ภายใต้หลักการ 5 ประการ ได้แก่ 1.สส.ควรมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง 2.ระบบการเลือกตั้งไม่ควรซับซ้อน ประชาชนเข้าใจง่าย
3.เพื่อเป็นการเคารพประชาชนที่ลงคะแนน จึงพยายามทำให้คะแนนการเลือกตั้งที่ประชาชนให้ทุกคะแนนมีความหมาย ไม่ว่าจะลงคะแนนให้ใคร คะแนนเหล่านั้นส่วนใหญ่ไม่ควรสูญเปล่า 4.เป็นระบบการเลือกตั้งที่ส่งเสริมให้ประชาชนสนใจออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง และ 5.เข้ากับบริบทหรือวิถีชีวิตของคนไทยโดยไม่ขัดหลักสากล
กรธ.ได้นำข้อที่ 3 ของหลักการดังกล่าวมาเป็นฐานในการออกแบบระบบเลือกตั้ง สส.ใหม่ให้กับประเทศไทย ซึ่งได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่าจะใช้ระบบที่มีชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า “ระบบนับคะแนนคนแพ้” มาใช้กับประเทศไทยเป็นครั้งแรก
กรธ.ได้กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรมีทั้ง สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อเหมือนเดิม แต่มีการเปลี่ยนแปลงตรงที่จะให้ประชาชนลงคะแนนในบัตรเลือกตั้ง สส.เขตเพียงใบเดียว ซึ่งการลงคะแนนเพียงครั้งเดียวนี้จะเท่ากับเป็นการเลือก สส.เขตและบัญชีรายชื่อไปพร้อมกัน
กล่าวคือ จะเป็นการนำเอาคะแนนของผู้สมัคร สส.ระบบเขตเลือกตั้งที่ไม่ได้รับการเลือกตั้งไปคำนวณรวมกันเพื่อหาจำนวน สส.บัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้น
ยกตัวอย่างเช่น ในเขตเลือกตั้งหนึ่งมีผู้สมัคร สส.จำนวน 5 คน หากพรรค ก.ได้ชนะการเลือกตั้งก็เท่ากับว่าจะได้เป็น สส.เขตนั้นทันที แต่ให้นำคะแนนของผู้สมัครจากพรรคการเมืองที่เหลือที่แพ้การเลือกตั้งไปรวมกันเพื่อคำนวณหาจำนวน สส.บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรค โดยพรรคการเมืองที่ชนะในเขตเลือกตั้งดังกล่าวจะถูกตัดสิทธิในการเอาคะแนนในส่วนนั้นมาคำนวณจำนวน สส.บัญชีรายชื่อ
เรียกได้ว่าระบบการเลือกตั้ง สส.เวอร์ชั่น กรธ.มีความแตกต่างกับเวอร์ชั่นของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุด “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” พอสมควร เนื่องจากของคณะกรรมาธิการยกร่างฯ จะใช้สัดส่วนของ สส.ระบบบัญชีรายชื่อ มาเป็นฐานสำหรับกำหนดจำนวน สส.ที่แต่ละพรรคจะได้ แต่ของ กรธ.จะเป็นการคำนวณหาจำนวน สส.ที่มีฐานมาจากคะแนนเลือกตั้ง สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง
แม้ กรธ.จะออกตัวว่ายังไม่ได้สรุปว่าจะให้กำหนดการเลือกตั้ง สส.วิธีนี้ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ แต่ปรากฏว่ามีทั้งเสียงสนับสนุนและเสียงคัดค้าน
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นฝ่ายแรกที่ออกมาสนับสนุนระบบการเลือกตั้ง สส.ด้วยระบบนี้ ดังจะเห็นได้จากท่าทีของ “สมชัย ศรีสุทธิยากร” กกต.กิจการบริหารงานเลือกตั้ง
“ถ้ามองในเชิงการออกแบบ ถือเป็นหลักการที่ดี เพราะเป็นความพยายามในการทำให้ทุกคะแนนเสียงของประชาชนมีความหมาย ทำให้ประชาชนเกิดความสะดวก ไม่ซับซ้อน เพราะจะลงเลือกตั้ง สส.ด้วยบัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว โดยรวมก็เห็นว่าเป็นการออกแบบที่ค่อนข้างน่าสนใจ กรธ.น่าจะมาถูกทาง” สมชัย ระบุ
ในด้านของฝ่ายคัดค้านที่เปิดตัวเห็นจะเป็น “พรรคประชาธิปัตย์” ผ่าน “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งตั้งเป็นคำถามว่าเลือกตั้ง สส.ระบบนี้จะทำให้ได้ สส.ตรงตามเจตนารมณ์ของผู้เลือกหรือไม่ เนื่องจากคะแนนบางส่วนที่ประชาชนเลือก สส.เขตกลับไปอยู่ใน สส.ระบบบัญชีรายชื่อแทน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญอยู่ที่ผลกระทบในเชิงโครงสร้างของรัฐบาลในอนาคตหลังจากใช้ระบบเลือกตั้ง สส.นี้ เนื่องจากการจะทำให้คะแนนทุกคะแนนมีความหมายนั้น ย่อมหมายความว่าผู้ชนะจะไม่ได้ชนะอย่างเด็ดขาด ส่วนผู้แพ้ก็ไม่ได้แพ้อย่างราบคาบ
โดยคะแนนของพรรคที่แพ้เลือกตั้ง สส.เขตจะเป็นต้นทุนที่นำไปสู่การได้มาซึ่ง สส.บัญชีรายชื่อ เท่ากับว่าโอกาสที่พรรคการเมืองใหญ่จะได้จำนวน สส.ในจำนวนที่ใกล้เคียงกัน สมมติพรรคประชาธิปัตย์อาจจะแพ้ สส.เขตในอีสาน แต่คะแนนคนอีสานที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์จะถูกนำไปคำนวณหา สส.บัญชีรายชื่อ เช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทย ถึงจะแพ้ สส.เขตในภาคใต้ แต่คะแนนที่คนภาคใต้เลือกพรรคเพื่อไทยจะถูกนำไปรวมกันเพื่อกำหนดจำนวนเก้าอี้ สส.บัญชีรายชื่อ
ด้วยสภาพเช่นนี้ มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดสภาพพรรคใหญ่ไม่ได้ถือเสียงข้างมาก และนำมาซึ่งสภาพของรัฐบาลผสมกันหลายพรรค โดย สดศรี สัตยธรรม อดีตกรรมการ กกต.ให้ความเห็นว่า “เป็นการป้องกันพรรคการเมืองใหญ่ที่เคยได้คะแนนเสียงข้างมากในการบริหารงานอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทำให้รัฐบาลกลายเป็นรัฐบาลผสมเป็น 10 พรรค ส่งผลทำให้การเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นไปได้ยาก”
ดังนั้น การโยนหินถามทางของ กรธ.ในเรื่องระบบเลือกตั้ง สส.เป็นเรื่องที่ต้องจับตาว่า ถ้าในอนาคตเสียงสนับสนุนและคัดค้านดังพอๆ กันจะตัดสินใจเพื่อสร้างความปรองดองอย่างไร







