
สัตวแพทย์คาดน้ำท่วมถ้ำทำค้างคาวตายเป็นเบือ
กาญจนบุรี-นายสัตวแพทย์ตรวจถ้ำน้ำอ.ศรีสวัสดิ์คาดสาเหตุค้างคาวตายเป็บเบือเกิดจากน้ำท่วม เร่งฝังกลบกันเชื้อแพร่ระบาด
กาญจนบุรี-นายสัตวแพทย์ตรวจถ้ำน้ำอ.ศรีสวัสดิ์คาดสาเหตุค้างคาวตายเป็บเบือเกิดจากน้ำท่วม เร่งฝังกลบกันเชื้อแพร่ระบาด
กรณีชาวบ้านพบค้างคาวหน้ายักษ์เสียชีวิตภายในถ้ำน้ำ พื้นที่หมู่ 3 ต.ท่ากระดาน อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี ซึ่งถ้ำดังกล่าวอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเอราวัณ ต่อมาเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเอราวัณ แจ้งมาให้ทราบเพื่อส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ
นายสัตวแพทย์มาโนชญ์ ยินดี ผอ.โรงพยาบาลปศุสัตว์และสัตว์ป่า ปศุปาลัน คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี เปิดเผยว่า ทีมงานคณะสัตวแพทย์ฯ ได้เดินทางไปตรวจสอบที่ถ้ำดังกล่าวเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 26 ต.ค.พบว่า ถ้ำดังกล่าวเป็นถ้ำน้ำ มีน้ำอยู่ภายในถ้ำ โดยมีลักษณะเป็นโพลงถ้ำด้านใน ซึ่งค้างคาวได้เสียชีวิตภายในถ้ำ เบื้องต้นคาดการณ์ว่ามีประมาณ 800-1,000 ตัว ซึ่งค้างคาวส่วนหนึ่งมีสภาพเน่าเปื่อย ส่วนตัวที่อยู่ตามซอกหินเหนือน้ำจะมีลักษณะแห้ง เบื้องต้นคาดว่าค้างคาวได้เสียชีวิตมาแล้วประมาณ 4-5 วัน โดยเจ้าหน้าที่ได้เก็บซากค้างคาวจำนวนหนึ่งมาทำการผ่าพิสูจน์ซาก ส่วนที่เหลือเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้กำจัดซากเรียบร้อยแล้ว
สำหรับซากค้างคาวที่นำมาพิสูจน์ซาก คาดว่าจะต้องใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ จึงจะทราบผลว่าค้างคาวที่ตายเกิดจากสาเหตุใด หรือเกิดจากโรคระบาดหรือไม่ แต่ในเบื้องต้นคาดว่าน้ำหลากเข้าท่วมพื้นที่ถ้ำ ทำให้ค้างคาวบางส่วนจมน้ำ และบางส่วนขาดอากาศหายใจ เพราะจากการสังเกตผนังของถ้ำพบว่าร่องรอยระดับน้ำค่อนข้างสูง ขณะที่ไม่พบว่ามีค้างคาวตายเพิ่มขึ้น แต่เพื่อความไม่ประมาท เจ้าหน้าที่ได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนงดใช้น้ำที่ไหลผ่านถ้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคเป็นการชั่วคราว จนกว่าจะมั่นใจว่า ไม่มีเชื้อโรคชนิดใดปะปนอยู่ โดยเจ้าหน้าที่จะทำการเก็บตัวอย่างน้ำไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ เพื่อยืนยันความปลอดภัย
ต่อมาในช่วงบ่ายของวันนี้คณะเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะได้เดินทางลงพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อสอบสวนโรค เพื่อหาสาเหตุของการเสียชีวิตของค้างคาวที่แท้จริงอีกครั้ง ความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป
มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้กำจัดซากค้างคาวด้วยวิธีการฝังกลบซากค้างคาวที่เหลือโดยทำการขุดหลุมและรองก้นหลุมด้วยปูนขาวเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรค พร้อมทั้งทำการฝังกลบหน้าดินไปสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีการแพร่ระบาดของเชื้อโรคจากแหล่งกำเนิดเชื้อไปสู่ราษฎรที่อาศัยอยู่บริเวณโดยรอบแต่อย่างใดและไม่มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวบริเวณถ้ำพระธาตุของอุทยานแห่งชาติเอราวัณแต่อย่างใดเนื่องจากบริเวณที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากถ้ำพระธาตุประมาณ 800-900 เมตร







