
รัฐกู้ลงทุน เงินหมุนกระตุ้นเศรษฐกิจ
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
เริ่มต้นปีงบประมาณ 2559 ได้ไม่ถึงเดือน กระทรวงการคลังโดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ก็มีแผนการกู้เงินเพื่อตุนไว้ใช้จ่ายในไตรมาสแรกของปีงบประมาณถึง 2 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการกู้เพื่อชดเชยขาดดุลงบประมาณในปีนี้ 3.9 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นมากกว่า 50%
สาเหตุสำคัญ เพื่อการใช้จ่ายของรัฐบาล โดยเฉพาะการเร่งการลงทุนของรัฐบาลที่มีทั้งโครงการขนาดเล็กและใหญ่จำนวนมากเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมากและเงินที่รัฐบาลอยู่อาจจะไม่เพียงพอ ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจสะดุดได้
หากดูการปิดหีบในปีงบประมาณ 2558 รัฐบาลมีเงินคงคลังเหลืออยู่ 4 แสนล้านบาท ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลจะมีการเบิกใช้จ่ายเงินเดือนละ 2 แสนล้านบาท เท่ากับว่าเงินคงคลังที่เหลืออยู่ใช้ได้อีก 2 เดือนเท่านั้น ทำให้ต้องมีการกู้เงินก้อนใหญ่เข้ามาตุนเตรียมไว้ล่วงหน้า
ในเดือนนี้ ซึ่งเป็นเดือนแรกของปีงบประมาณ 2559 กระทรวงการคลังได้กู้เงินดังกล่าวไปแล้ว 5 หมื่นล้านบาท โดยการออกพันธบัตรออมทรัพย์ ส่วนที่เหลืออีก 1.5 แสนล้านบาท จะมีการทยอยออกพันธบัตรออมรัฐบาลอายุ 5 ปี 10 ปี 15 ปี และ 20 ปี ซึ่งแผนการกู้เงินนี้ สถาบันการเงินรู้รายละเอียดเป็นอย่างดี พร้อมที่จะแย่งปล่อยกู้เพราะมีสภาพคล่องการเงินเหลือจำนวนมาก เนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดีธนาคารพาณิชย์ชะลอปล่อยกู้ให้กับลูกค้าเพราะกลัวหนี้เสีย การปล่อยกู้ให้กับรัฐบาลจึงเป็นทางเลือกที่ดีแม้ว่าผลตอบแทนจะไม่สูง แต่ความเสี่ยงเป็นศูนย์
การเร่งกู้เงินของรัฐบาล ยังมีสาเหตุสำคัญมาจากการเก็บรายได้ของรัฐบาลมีปัญหา เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัวลงมากกว่าที่คาดไว้ ในปีงบประมาณ 2558 การเก็บรายได้ของรัฐบาลปิดหีบได้ 2.2 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 1.17 แสนล้านบาท หรือ 5.1% สาเหตุหลักจากราคาน้ำมันดิบที่ลดลงตั้งแต่ปลายปี 2557 ได้ส่งผลให้ภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้า ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม และรายได้จากสัมปทานปิโตรเลียม จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ
นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจปี 2557 ที่ชะลอตัวลง ประกอบกับเศรษฐกิจในปี 2558 ที่ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ กระทบต่อการประกอบการของภาคธุรกิจ ซึ่งส่งผลให้การจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลไม่เป็นตามเป้าหมายที่วางไว้
เมื่อลงไปดูรายละเอียดของการเก็บรายได้ พบว่าในส่วนของกรมสรรพากรซึ่งเป็นกรมหลักในการเก็บรายได้เข้าประเทศ สามารถเก็บภาษีได้ 1.72 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 2.35 แสนล้านบาท หรือ 12.0% จากที่เคยประมาณการไว้ก่อนหน้านี้จะเก็บภาษีต่ำกว่าเป้า 1.6 แสนล้านบาท แต่สุดท้ายไหลลงกว่าที่ประมาณการไว้อีกถึง 5 หมื่นล้านบาท ทำให้การเก็บรายได้ของประเทศอยู่ในอาการไม่ดี
สำหรับการเก็บรายได้ของปีงบประมาณ 2559 ก็ยังอยู่ในอาการที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ การเก็บรายได้ของประเทศจะเข้ามาน้อย เนื่องจากเป็นปกติของการเก็บรายได้ช่วงต้นๆ จะเข้ามาน้อย แต่จะเข้ามามากในช่วงไตรมาส 2 และ 3 เนื่องจากเป็นช่วงการจ่ายเงินภาษีรายได้บุคคลธรรมดาและภาษีนิติบุคคล ทำให้กระทรวงการคลังต้องตุนเงินกู้มากันสำรองจ่ายไว้มากถึง 2 แสนล้านบาท
การเก็บรายได้ของปีงบประมาณ 2559 วงเงิน 2.33 ล้านล้านบาท ยังมีปัญหาจากเศรษฐกิจชะลอตัว โดยการทำงบประมาณคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 3.7-4.7% แต่ตอนนี้กระทรวงการคลังคาดการณ์แล้วว่าเศรษฐกิจปี 2559 จะโตได้ 3.8% ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจปี 2559 จะขยายตัว 3.7% ซึ่งล้วนต่ำกว่าที่ประมาณการไว้ตอนที่ประมาณการเก็บรายได้ ส่งผลให้การเก็บรายได้ปีหน้ามีความเสี่ยงต่ำกว่าเป้าหมายอีกหนึ่งปี
เป้าปัญหาใหญ่ของการเก็บรายได้ยังอยู่ที่กรมสรรพากร ที่มีภาระต้องเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2559 จำนวน 1.795 ล้านล้านบาท แม้แต่ ประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ก็ไม่กล้ายืนยันว่าจะทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ได้เพียงแค่ออกตัวว่าจะพยายามทำให้ดีที่สุด เนื่องจากยังมีปัจจัยผลกระทบกับการเก็บภาษีของกรมสารพัด
นอกจากนี้ ยังได้รับผลกระทบจากมาตรการลดหย่อนภาษีของรัฐบาล ทั้งการลดภาษีนิติบุคคล 20% เป็นการถาวร การลดภาษีนิติบุคคลที่เป็นเอสเอ็มอีจาก 20% เหลือ 10% คาดว่าจะทำให้การเก็บภาษีนิติบุคคลหายไปอีกไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นผลกระทบที่ยังไม่ได้ประเมินไว้ตอนทำการประมาณการรายได้ ยังไม่รวมกับมาตรการลดภาษีของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งออกมาเป็นแพ็กเกจใหญ่ทั้งการลงทุนแบบคลัสเตอร์ การลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งจะกระทบกับการเก็บภาษีของกรมสรรพากรในระยะยาว
ขณะเดียวกันยังมีมาตรการภาษีลดหย่อนจากการท่องเที่ยว มาตาการลดภาษีจากการซื้อบ้านหลังแรกไม่เกิน 3 ล้านบาท ให้นำราคาบ้านมาลดหย่อนภาษีได้ 20% เป็นเวลา 5 ปี ซึ่งจะส่งผลกระทบกับการเก็บภาษีในปีงบประมาณ 2559 ทันที
พร้อมกันนี้อีกไม่นานรัฐบาลจะคลอดมาตรการกระตุ้นการลงทุนเพิ่มเติม เพื่อเร่งให้มีการลงทุนภายในปีนี้และปีหน้า จะได้สิทธิพิเศษเพิ่มเติมซึ่งหนึ่งในนั้นคาดว่าจะมีการให้ลดหย่อนภาษีได้เพิ่มมากขึ้น ก็จะส่งผลกระทบกับการเก็บภาษีของกรมสรรพากรทันทีเช่นกัน
เมื่อเป็นเช่นนี้ ส่งผลให้การเก็บรายได้ของประเทศในปี 2559 มีปัญหาต่ำกว่าเป้าไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมา การเร่งกู้เงินมาลงทุน อาจจะทำให้สภาพคล่องในตลาดเงินตึงตัวขึ้นบ้าง แต่ไม่ได้มากนัก ตราบใดที่ภาพรวมเศรษฐกิจไม่ดี ธนาคารพาณิชย์ขยายสินเชื่อไม่ได้มากมายนัก
แต่ผลพลอยได้จากการกู้เงิน หากรัฐบาลกู้มาเพื่อลงทุนโครงการขนาดใหญ่ตามที่แผน จะทำให้เกิดเงินหมุนในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะต่อไป







