posttoday
ตำนานความขัดแย้ง ในวงการสาธารณสุข (9)

ตำนานความขัดแย้ง ในวงการสาธารณสุข (9)

27 ตุลาคม 2558

โดย...นพ.วิชัย  โชควิวัฒน

โดย...นพ.วิชัย  โชควิวัฒน

การโอนกรมมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ไปสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2502 หลังการปฏิวัติยึดอำนาจครั้งที่ 2 ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เพียงปีเดียว ขณะนั้นจอมพลสฤษดิ์มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด การเปลี่ยนแปลงในระบบราชการไม่มีใครกล้าส่งเสียงคัดค้าน แม้จะมีเหตุผลสมควรคัดค้าน

มีเหตุผลสมควรคัดค้าน เพราะตามหลักการขององค์การอนามัยโลก การพัฒนาบริการสาธารณสุขและการพัฒนากำลังคนด้านสาธารณสุขจะต้องกระทำไปด้วยกัน เพื่อให้สามารถผลิตกำลังคนได้เหมาะสมกับระบบบริการ การที่กระทรวงสาธารณสุขผลิตเจ้าหน้าที่สาธารณสุขขึ้นใช้เองจึงมีเหตุผลสมควร เพราะสามารถวางแผนได้อย่างเหมาะสมทั้งจำนวน คุณภาพ และการกระจาย

งานด้านการผลิตบุคลากรของกระทรวงสาธารณสุขมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนก่อตั้งเป็นสถาบันพัฒนากำลังคนด้านสาธารณสุขในการปฏิรูปโครงสร้างของกระทรวงสาธารณสุข เมื่อ พ.ศ. 2535 ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นสถาบันพระบรมราชชนก วิทยาลัยพยาบาลต่างๆ ก็ได้มงคลนามเป็นวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี และวิทยาลัยการสาธารณสุขก็ได้มงคลนามเป็นวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร สามารถผลิตกำลังคนสนองความต้องการของประเทศได้มาก ทั้งจำนวน คุณภาพ และการกระจาย

หลักการสำคัญในการผลิตกำลังคนของกระทรวงสาธารณสุข เป็นหลักการที่ดียิ่ง คือ 1) คัดเลือกนักเรียนจากจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ 2) ฝึกอบรมในวิทยาลัยและโรงพยาบาลใกล้เคียงกับที่จะออกไปทำงาน 3) ให้กลับไปทำงานในภูมิลำเนาเดิม ผลจากการดำเนินการตามหลักการนี้ นอกจากทำให้ได้คนที่เหมาะกับงานแล้ว ยังทำให้โรงพยาบาลที่เป็นสถานที่ฝึกอบรมได้พัฒนาไปพร้อมกันด้วย

และด้วยหลักการดังกล่าวนี้ ยังทำให้รัฐประหยัดค่าเช่าบ้านได้จำนวนมาก เมื่อบรรจุเจ้าหน้าที่เหล่านี้เข้าเป็นข้าราชการ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือ การที่บุคลากรที่เรียนจบได้กลับไปทำงานใกล้บ้าน ใกล้พ่อแม่พี่น้องญาติมิตรในสังคมวัฒนธรรมเดิม ทำให้ไม่เกิดปัญหาสมองไหล

อานิสงส์จากหลักการนี้เห็นได้ชัดเจนอย่างยิ่ง คือ เมื่อเกิดปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้จะเกิดความรุนแรงยืดเยื้อยาวนาน ก็ไม่มีปัญหาขาดแคลนบุคลากรสาธารณสุขในพื้นที่

ตรงกันข้ามกับเรื่องการผลิตแพทย์ การโอนกรมมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ออกไปจากกระทรวงสาธารณสุขใน พ.ศ. 2502 สิ่งที่เกิดขึ้นได้มีผู้บันทึกไว้ในหนังสืออนุสรณ์กระทรวงสาธารณสุข 40 ปี ใน พ.ศ. 2525 ว่า “จากนั้นเป็นต้นมา ความห่างเหินของผู้ผลิตและผู้ใช้ก็ได้มีมากขึ้นทุกที บรรดาแพทย์ที่สำเร็จใหม่ ต่างไม่ใคร่รู้จัก เข้าใจสภาพการณ์สุขภาพอนามัยและชีวิตความเป็นอยู่ที่แท้จริงของชนส่วนใหญ่”

ในที่สุดก็ต้องแก้ปัญหาด้วยมาตรการบังคับชดใช้ทุน ซึ่งก็ไม่ประสบความสำเร็จ

น่ายินดีที่มีผู้คิดแก้ปัญหานี้ด้วยกุศโลบายอันล้ำลึกและได้ผลน่าพอใจ ด้วยการทำงานอย่างชาญฉลาด ไม่เริ่มต้นด้วยการโวยวาย โจมตี สร้างความขัดแย้ง นอกจากจะแก้ปัญหาไม่ได้แล้วยังสร้างบาดแผลไว้มากมาย

เริ่มจากโครงการผลิตแพทย์เพื่อชาวชนบทของคณะแพทยศาสตร์ 3 แห่ง คือ ศิริราช จุฬาฯ และรามาธิบดี  โดยการให้ชุมชนมีส่วนร่วมสำคัญในการคัดเลือกนักเรียนจากชนบท แล้วที่ศิริราชกับรามาธิบดีให้นักศึกษาเข้าไปเรียนร่วมกับนักศึกษาแพทย์ที่สอบเข้ามาตามระบบปกติตลอดหลักสูตร 6 ปี ส่วนจุฬาฯ มีโครงการร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขให้นักศึกษา 3 ปีสุดท้าย คือ ปี 4-5-6 เข้าเรียนที่โรงพยาบาลพระปกเกล้า จ.จันทบุรี โครงการนี้ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่คาดหวังไว้ เพราะนักเรียนที่คัดเลือกเข้ามาในระบบนี้ส่วนมากไม่เก่งเท่าเด็กที่สอบเอนทรานซ์เข้ามา จึงเรียนไม่ทัน โดยเฉพาะในหลักสูตรที่เรียนกับนักเรียนที่สอบคัดเลือกเข้ามาตามระบบปกติตลอด 6 ปี และเมื่อเรียนจบแล้วกระทรวงสาธารณสุขนำไป “จับฉลาก” ให้ไปชดใช้ทุนร่วมกับแพทย์จบใหม่ในระบบปกติ ทำให้ส่วนหนึ่งไม่ได้กลับไปทำงานในจังหวัดภูมิลำเนา

ต่อมามีการปรับปรุงโครงการใหม่ เป็นโครงการร่วมผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท (Collaborative Project to Increase Production of Rural Doctors : CPIRD) เป็นโครงการ 10 ปี คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบเมื่อ พ.ศ. 2537 โครงการจะสิ้นสุดใน พ.ศ. 2560 และเตรียมขยายโครงการต่อไปแล้ว โครงการนี้ปรับปรุงใน 2 เรื่องสำคัญ คือ 1) ให้เรียนปี 1-3 ในโรงเรียนแพทย์ แต่เรียนชั้นคลินิกในปี 4-6 ในโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข 2) จบแล้วให้กลับไปทำงานในจังหวัดที่เป็นภูมิลำเนาเดิม

ขณะนี้ผลิตไปแล้วราว 5,900 คน 97% ยังทำงานในจังหวัดภูมิลำเนาเดิม และ 85% ยังอยู่ในระบบราชการ

โครงการนี้นอกจากสามารถผลิตแพทย์ให้กลับไปอยู่ภูมิลำเนาและส่วนใหญ่ยังอยู่ในราชการแล้ว ข้อสำคัญการฝึกในโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข ทำให้มีการพัฒนาศักยภาพของโรงพยาบาลไปในตัว เพราะต้องรักษามาตรฐานให้ได้ตามเกณฑ์ของแพทยสภา เริ่มจากโรงพยาบาลศูนย์ 10 แห่ง ปัจจุบันขยายออกไปถึง 37 แห่งแล้ว

ต่อมามีการขยายโครงการเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ในชนบทให้ตรงจุดยิ่งขึ้น คือ โครงการ “หนึ่งแพทย์ หนึ่งอำเภอ” (One Doctor One District : ODOD) โดยคัดเลือกนักเรียนจากระดับอำเภอให้กลับไปทำงานในจังหวัดเดิม และเพิ่มระยะเวลาชดใช้ทุน โดยเริ่มโครงการใน พ.ศ. 2546 ขณะนี้มีแพทย์ระบบนี้เรียนจบออกไปทำงานชดใช้ทุนแล้ว 4 รุ่น จากการติดตามรุ่นแรก ซึ่งทำการชดใช้ทุนปีที่ 4 แล้ว มีผู้ลาออกก่อนครบเวลาใช้ทุนเพียง 3%

ในที่สุดกระทรวงสาธารณสุขก็ได้กลับมาทำหน้าที่ผลิตแพทย์ นอกเหนือจากการผลิตเจ้าหน้าที่สาธารณสุขสายอื่นๆ โดยสามารถผลิตอย่างเหมาะสมทั้งจำนวน คุณภาพ และการกระจาย รวมทั้งทำให้มีการพัฒนาคุณภาพระบบบริการโดยอัตโนมัติ โดยทุกฝ่ายพึงพอใจ และไม่ต้องสร้างความขัดแย้ง

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ