
มาเลเซียจะเผชิญกับวิกฤต ดุลการชำระเงินหรือไม่? (จบ)
โดย...ดร.สุทธาภา อมรวิวัฒน์
โดย...ดร.สุทธาภา อมรวิวัฒน์
เรามาดูกันว่า หากมาเลเซียเผชิญกับวิกฤตเงินทุนเคลื่อนย้ายรุนแรง ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับไทยอาจเป็นไปได้ ดังนี้
1.การเกิดผลลุกลามมายังไทย ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมามูลค่าการซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในตลาดการเงินของไทยกับมาเลเซียเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน โดยการซื้อสุทธิของต่างชาติในตลาดพันธบัตรของมาเลเซียและของไทยมีค่าสหสัมพันธ์ที่ระดับบวก 0.28
ดังนั้น หากมีการเทขายของนักลงทุนต่างชาติในตลาดการเงินของมาเลเซีย ไทยอาจได้รับผลลุกลามจากการที่เงินทุนต่างชาติไหลออกเช่นเดียวกัน ผลที่ตามมา คือ การเกิดความผันผวนในตลาดการเงิน และความกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงได้อีก
2.แต่ตลาดการเงินไทยอาจไม่เผชิญกับแรงเทขายของต่างชาติหนักเท่ากับมาเลเซีย เพราะปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งกว่ามาเลเซีย กล่าวคือ
1) ไทยมีดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลสูงถึง 5% ของจีดีพี
2) หนี้ต่างประเทศของไทยอยู่ที่ระดับ 34% ของจีดีพี ซึ่งถือว่า
ไม่สูงนักและต่ำกว่ามาเลเซียค่อนข้างมาก
3) ทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยอยู่ในระดับสูง โดยคิดเป็น 2.8 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น
4) มีการขาดดุลการคลังและหนี้สาธารณะต่ำ
5) สัดส่วนการถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติในพันธบัตรรัฐบาลไทยอยู่ที่ระดับต่ำเพียง 17% ของยอดคงค้าง ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลมาเลเซียมีสัดส่วนต่างชาติถือครองสูงกว่าไทยถึง 31% แม้ว่ามูลค่าตลาดของไทยและมาเลเซียมีความใกล้เคียงกัน
3.การส่งออกของไทยไปยังมาเลเซียและการท่องเที่ยวของไทยอาจได้รับผลกระทบ โดยการส่งออกของไทยไปมาเลเซียสำคัญเป็นอันดับที่ 4 หรือราว 5% ของการส่งออกไทย และนักท่องเที่ยวมาเลเซียสำคัญเป็นอันดับ 2 ของไทย คิดเป็นสัดส่วน 10% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ นับตั้งแต่ปี 2008 ที่ผ่านมา
ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการส่งออกของไทยไปยังมาเลเซีย คือ การเติบโตของเศรษฐกิจ และอัตราแลกเปลี่ยนบาทต่อริงกิตมาเลเซีย
จากการวิเคราะห์ทางสถิติ พบว่า หากเศรษฐกิจมาเลเซียเติบโตลดลง 1% จะส่งผลให้การส่งออกของไทยไปยังมาเลเซียลดลงประมาณ 5.4% และนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียมายังไทยลดลง 1.9%
ขณะที่หากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 1% เมื่อเทียบกับริงกิต การส่งออกไปยังมาเลเซียจะลดลงราว 2.3% และนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียลดลง 1.3%
ดังนั้น ผลกระทบต่อไทยจะรุนแรงขึ้นหากมาเลเซียเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจมาเลเซียหดตัวพร้อมกับค่าเงินที่อ่อนค่าลง
4.อาจเป็นอุปสรรคต่อการผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แรงกดดันจากค่าเงินให้อ่อนค่าจากเงินทุนไหลออกส่งผลให้ ธปท.ไม่สามารถผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมโดยการลดอัตราดอกเบี้ยได้ หากเศรษฐกิจไทยชะลอตัวกว่าที่คาด หรืออาจเพิ่มแรงกดดันให้ ธปท.ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดกั้นเงินทุนไหลออกและบรรเทาปัญหาเงินบาทอ่อนค่า ดังเช่นเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอินเดียและอินโดนีเซียในปี 2013
หากเป็นเช่นนั้นอาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังไม่แข็งแกร่งเพียงพอต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ประเทศตลาดเกิดใหม่ใดที่มีความเสี่ยงเช่นเดียวกับมาเลเซียอีกบ้าง?
ประเทศที่มีความเสี่ยงและอาจเกิดปัญหาเสถียรภาพทางการเงิน มากที่สุดแอฟริกาใต้และตรุกี หากพิจารณาสถานะทางการเงินระหว่างประเทศของประเทศกำลังพัฒนาในมุมต่างๆ คือ
1) ดุลบัญชีเดินสะพัด
2) ความเพียงพอของทุนสำรองระหว่างประเทศในการชำระหนี้ต่างประเทศระยะสั้น
3) หนี้ต่างประเทศเทียบกับจีดีพี
4) ผลกระทบจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตกต่ำจะเห็นได้ว่า แอฟริกาใต้และตุรกีมีความเปราะบางมากที่สุด เนื่องจากมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงกว่า 5% ของจีดีพี ในช่วง 4 ไตรมาสล่าสุด และทั้งสองประเทศ มีความเสี่ยงที่ทุนสำรองอาจมีไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ต่างประเทศระยะสั้น โดยปริมาณทุนสำรองอยู่ระดับใกล้เคียงกับหนี้ต่างประเทศระยะสั้น
ในขณะที่หนี้ต่างประเทศโดยรวมของแอฟริกาใต้และตุรกีอยู่ในระดับสูงกว่าประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ที่ 41.5% และ 49.4% ของจีดีพี ตามลำดับ
ทั้งนี้ แอฟริกาใต้ยังได้รับผลกระทบจากการลดลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เนื่องจากเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์สูง แต่สำหรับตุรกีอยู่ในสถานะที่ดีกว่า เนื่องจากได้ประโยชน์จากการเป็นผู้นำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์สุทธิ
ส่วนอินโดนีเซีย บราซิล และอินเดีย ต่างก็ยังมีความเสี่ยงจากดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุล แต่ยังมีทุนสำรองสูงและหนี้ต่างประเทศต่ำ ทั้งสามประเทศนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเปราะบางทั้ง 5 (Fragile 5) ในปี 2013 เช่นเดียวกับตุรกีและแอฟริกาใต้ ซึ่งเผชิญกับเงินทุนไหลออกอย่างรุนแรง และปัจจุบันยังมีดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล อีกทั้งราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตกต่ำก็ยังกดดันเศรษฐกิจ ยกเว้นอินเดียที่เป็นผู้นำเข้าสุทธิ
อย่างไรก็ตาม ประเทศเหล่านี้มีทุนสำรองระหว่างประเทศเพียงพอต่อการชำระหนี้ต่างประเทศระยะสั้น อีกทั้งยังมีหนี้ต่างประเทศโดยรวมไม่สูง ทำให้ความเสี่ยงมีน้อยกว่าแอฟริกาใต้ ตุรกี และมาเลเซีย
ประเทศตลาดเกิดใหม่กำลังเผชิญกับความเสี่ยงด้านเงินทุนเคลื่อนย้าย เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ โดยมาเลเซียเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในภูมิภาค เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของมาเลเซียมีปัญหา ส่งผลให้ทุนสำรองระหว่างประเทศเหลือน้อย และอาจเกิดวิกฤตดุลการชำระเงินได้หากมาเลเซียยังคงแทรกแซงค่าเงินอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ หากมาเลเซียเกิดวิกฤตย่อมส่งผลกระทบมายังไทยที่มีความใกล้ชิดทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเงินสูง นอกจากมาเลเซียแล้ว ประเทศตลาดเกิดใหม่อื่นๆ อย่างแอฟริกาใต้และตุรกีก็เป็นอีก 2 ประเทศที่มีความเสี่ยงที่ต้องจับตามอง แต่ผลกระทบต่อไทยอาจมีน้อยกว่ามาเลเซียที่มีความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจมากกว่า







