posttoday
เปิดเออีซี ดันธุรกิจ ควบรวมกิจการพุ่ง

เปิดเออีซี ดันธุรกิจ ควบรวมกิจการพุ่ง

26 ตุลาคม 2558

งวดเข้ามาทุกที สำหรับการจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ที่สมาชิกชาติอาเซียนจะรวมตัวกันเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันของภูมิภาคนี้ให้แข็งแกร่งและดึงดูดนักลงทุนต่างชาติในภูมิภาคอื่นๆ เข้ามาลงทุนในอาเซียนมากขึ้น

งวดเข้ามาทุกที สำหรับการจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ที่สมาชิกชาติอาเซียนจะรวมตัวกันเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันของภูมิภาคนี้ให้แข็งแกร่งและดึงดูดนักลงทุนต่างชาติในภูมิภาคอื่นๆ เข้ามาลงทุนในอาเซียนมากขึ้น

กลยุทธ์การดึงดูดการลงทุนที่สำคัญของชาติอาเซียน คือ การอำนวยความสะดวกเรื่องกฎระเบียบต่างๆ รวมทั้งการขจัดอุปสรรคด้านภาษีศุลกากรในการเคลื่อนย้ายสินค้าภายในเออีซี

เมื่ออาเซียนน่าสนใจสำหรับนักลงทุนนอกอาเซียน ในอาเซียนด้วยกันเองก็มีการลงทุน ควบรวมกิจการ เพิ่มขีดความสามารถในการลงทุน

จงรัก รัตนเพียร รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ประเมินว่า การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะเกิดกระแสการควบรวมกิจการ (M&A) เพิ่มพูนทวีมากยิ่งขึ้น โดยไม่จำกัดเฉพาะคนไทยกันเอง แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงต่างชาติที่จะเข้ามาควบรวมกิจการกับบริษัทไทย เพื่อที่จะอาศัยเป็นฐานขยายการลงทุนไปในอาเซียน

ที่ผ่านมา ก็เริ่มเห็นธุรกิจสัญชาติไทยไปบุกซื้อกิจการในต่างประเทศ เช่น ซีพี ออลล์ ทุ่มเงิน 1.88 แสนล้านบาท ซื้อแม็คโคร เพื่อขยายฐานธุรกิจค้าปลีกในเออีซี รวมไปถึง ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (ทียูเอฟ) ทุ่มเงิน 4.8 หมื่นล้านบาท ซื้อบริษัท บัมเบิลบี ซีฟู้ดส์ ดันมาร์เก็ตแชร์ตลาดปลาทูน่าอเมริกาเป็นอันดับ 1

การควบรวมและซื้อกิจการ (Merger and Acquisition : M&A) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากผู้ประกอบการต้องการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและ
ต่อยอดธุรกิจ และสร้างเครือข่าย Value Chain ของธุรกิจ

ในช่วงปี 2558-2561 สถานการณ์ M&A ทั่วโลก จะเติบโตกว่า 19% ในส่วนของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกคาดว่าจำนวนการเจรจาหาพันธมิตรทางธุรกิจของเอกชนเพื่อทำ M&A จะเพิ่มขึ้นเป็น 23% โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยา และสุขภาพ ด้านการบริการ โทรคมนาคม และเทคโนโลยี

เห็นได้ชัดว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีอัตราการขยายตัวของธุรกิจ M&A สูงกว่าภูมิภาคอื่น สำหรับนักลงทุนไทยอัตราการเติบโตของ M&A สูง เป็นผลมาจากภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว ความต้องการซื้อ (อุปสงค์) ลดลง บริษัทขนาดใหญ่ถึงจุดอิ่มตัวในประเทศ ก็ต้องดิ้นแสวงหาโอกาสลู่ทางการลงทุนใหม่ๆ เพื่อขยายฐานธุรกิจ และสร้างรายได้และกำไร

ในขณะเดียวกันธุรกิจขนาดเล็กก็ต้องสร้างความเข้มแข็งเพื่อที่จะแข่งขันกับบริษัต่างประเทศที่จะรุกเข้ามาแข่งขันในประเทศเช่นกัน ซึ่งการควบรวมหรือซื้อกิจการไม่ใช่ว่าจะเป็นการขายขาดเท่านั้น แต่เป็นการหาผู้ร่วมทุน หรือพันธมิตร เข้ามาช่วยต้นทุนและขยายฐานธุรกิจให้เติบโต

จงรัก ระบุว่า ในช่วงปี 2552-2554 ธุรกรรมไทยไปควบรวม หรือซื้อกิจการในต่างประเทศ คิดเป็นสัดส่วน 0.15% ของจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) และในช่วงปี 2555-2558 M&A ก้าวกระโดดมาอยู่ที่ 1.3% ของจีดีพี หรือกว่า 1.75 แสนล้านบาท ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สิงคโปร์

ทั้งนี้ กลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง (ซีแอลเอ็มวี) เป็นกลุ่มประเทศหลักของ Outbound M&A ของธุรกิจไทย เนื่องจากอาเซียนยังมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่คาดว่าใน 3 ปีข้างหน้า จะอยู่ที่ 4.6-4.9% โดยเฉพาะกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีที่มีอัตราการขยายตัวราว 7% เทียบกับประเทศไทยที่อาจโตได้เพียง 3.2-3.6% เท่านั้น โดยคาดว่ากลุ่มซีแอลเอ็มวีจะมีกำลังซื้อในเขตเมืองเพิ่มขึ้นจาก 6.3 ล้านล้านบาท ในปี 2556 เป็น 8.05 ล้านล้านบาท ในปี 2563 หรือโตถึง 4% ต่อปี

อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ธุรกิจไทยให้ความสนใจการเข้าซื้อกิจการ ได้แก่ อุตสาหกรรมกลุ่มสินค้าบริโภคอุปโภค และอุตสาหกรรมบริการ โดยคาดว่ากลุ่มบริการจะมีจำนวนดีลสูงที่สุด

สำหรับการควบรวมและซื้อกิจการของบริษัทต่างชาติที่มีต่อกิจการในประเทศไทย (Cross-Border M&A) ขยายตัวเพราะต้องการใช้ไทยเป็นฐานการลงทุนเพื่อต่อยอดไปยังเออีซี เนื่องจากไทยเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคโดยเฉพาะซีแอลเอ็มวี โดยในช่วง 5 ปีหลังมีมูลค่าประมาณ 6.545 แสนล้านบาท จาก 230 ดีล จาก 4 ประเทศหลักที่เข้ามา ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ และมาเลเซีย ในอุตสาหกรรมหลักคือธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจประกัน และเทเลคอม

ส่วนการควบรวมและซื้อกิจการระหว่างธุรกิจไทยกับไทย (Domestic M&A) มีทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสร้างเครือข่ายแวลูเชนของธุรกิจ โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีมูลค่ารวมกัน 6.475 แสนล้านบาท จาก 388 ดีล โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อาหารและเครื่องดื่ม เคมีภัณฑ์ และธุรกิจด้านสุขภาพ หรือโรงพยาบาล

โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คาดว่าจะมีโอกาสขยายตัวต่อเนื่องจากกระแสการขยายตัวของเขตเมือง (Urbanization) และแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ทั่วประเทศ รวมถึงแผนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษเช่นเดียวกับอุตสาหกรรมเกี่ยวกับสุขภาพที่มีแนวโน้มการขยายตัวของประชากรที่ใส่ใจต่อสุขภาพมากขึ้น

ประเด็นหนึ่งที่ทำให้กระแสการ M&A ในไทยที่จะเพิ่มขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาผู้ประกอบการที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ครั้งแรก (ไอพีโอ) ทำให้มีกระแสเงินสดจากการระดมทุนเข้ามาจำนวนมาก ส่วนหนึ่งนำไปลงทุนขยายธุรกิจตามแผนที่ตั้งไว้ และยังมีเงินสดสัดส่วนเกินสะสมสูง จึงเป็นโอกาสที่บริษัทเป้าหมายที่มีศักยภาพร่วมเป็นพันธมิตร โดยเน้นการเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในระดับภูมิภาค และเพิ่มโอกาสทางธุรกิจสู่ตลาดที่กว้างและใหญ่ขึ้น

อย่างไรก็ตาม การควบรวมกิจการซึ่งยังมีปัญหาอุปสรรคโดยเฉพาะภาษี ทั้งนี้ภาคเอกชนได้เสนอให้มีการปรับปรุงภาษี M&A 3 ข้อ ประกอบด้วย 1.ขอยกเว้นภาษีเงินได้ (บุคคลธรรมดา/นิติบุคคล) อากรแสตมป์ที่เกิดจากการโอนหุ้นเพื่อแลกกับหุ้นของอีกบริษัท (Share Swap)

2.นำผลขาดทุนสะสมของบริษัทเดิมไปทยอยหักค่าใช้จ่ายของกิจการใหม่ที่เกิดจากการควบรวมได้ และ 3.ยกเว้นภาษีเงินได้ให้บริษัทผู้โอนหุ้น กรณีปรับโครงสร้างกลุ่มบริษัท และเสนอให้ออกพระราชกฤษฎีกายกเว้นภาษีอากรจากการปรับโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินและเจ้าหนี้อื่น

อุปสรรคดังกล่าวยังไม่เป็นปัญหาในการดึงดูดการลงทุนของไทยในขณะนี้มากนัก แต่ในอนาคตมีแนวโน้มที่จะเป็นปัญหามากขึ้น เพราะไทยจะต้องเผชิญกับการแข่งขันดึงดูดนักลงทุนกับชาติอื่นๆ ในอาเซียน

นี่จึงเป็นเหตุผลที่รัฐบาลเร่งรัดให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กระทรวงการคลัง และกระทรวงอุตสาหกรรม รีบหามาตรการจูงใจดึงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในไทยให้มากที่สุด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท