posttoday
จับตาการเงินโลกสองขั้ว เฟด-อีซีบี ชี้ชะตาธ.ค.นี้

จับตาการเงินโลกสองขั้ว เฟด-อีซีบี ชี้ชะตาธ.ค.นี้

26 ตุลาคม 2558

ถึงแม้ว่าจะยืดเยื้อมานานกว่าที่คาดจนล่วงเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2015 แล้ว แต่ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก็ต้องสื่อสารกับโลกอย่างแน่นอนว่า สหรัฐจะต้องปรับทิศทางนโยบายการเงินครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 7 ปี ด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากที่ตรึงอยู่ในระดับ 0-0.25% มานับตั้งแต่ปี 2008

ถึงแม้ว่าจะยืดเยื้อมานานกว่าที่คาดจนล่วงเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2015 แล้ว แต่ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก็ต้องสื่อสารกับโลกอย่างแน่นอนว่า สหรัฐจะต้องปรับทิศทางนโยบายการเงินครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 7 ปี ด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากที่ตรึงอยู่ในระดับ 0-0.25% มานับตั้งแต่ปี 2008

เป็นการปรับขึ้นด้วยเหตุผลจำเป็นหลายประการ ทั้งผลด้านจิตวิทยาต่อความเชื่อมั่นของมวลชนทั้งชาวอเมริกันและทั่วโลกเองว่า เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นคืนชีพแล้ว เป็นการพิสูจน์ว่ามาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ที่อัดฉีดมาถึง 3 ระลอกเป็นเงินนับล้านล้านเหรียญสหรัฐไม่ได้สูญเปล่า หรือกระตุ้นได้แค่ตลาดวอลสตรีทอย่างที่หลายฝ่ายครหาเท่านั้น

นอกจากนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงภาวะฟองสบู่มากกว่านี้ หลังจากที่ทั่วโลกใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมานาน และทำให้มีเงินร้อนจากคิวอีเข้าไปเก็งกำไรในสินทรัพย์ทั่วโลกปริมาณมหาศาล เช่น ปัญหาฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในหลายประเทศเอเชียในขณะนี้  

อย่างไรก็ตาม สัญญาณล่าสุดจากที่ประชุมธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มทำให้หลายฝ่ายต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง เมื่อ มาริโอ ดรากี ประธานอีซีบี เริ่มส่งสัญญาณใหม่ว่านโยบายการเงินของกลุ่มประเทศยุโรป อาจไม่ไปในทิศทางเดียวกันกับสหรัฐ และนี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่ 2 ธนาคารกลาง ซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกมากที่สุด มีนโยบายที่สวนทางกันอย่างชัดเจน

ในขณะที่เฟดมีแนวโน้มจะกลับมาตรึงนโยบายให้เข้มด้วยการขึ้นดอกเบี้ย แต่ดรากีได้ส่งสัญญาณหลังการประชุมเมื่อวันที่ 22 ต.ค.ที่ผ่านมา ว่าอีซีบีอาจจะเดินหน้านโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพิ่มเติมแทน เนื่องจากมองเห็นแนวโน้มความเสี่ยงของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยูโรโซน

เพราะนอกจากตลาดเกิดใหม่ในวันนี้จะซบเซาจากผลพวงของเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลงแล้ว ก็ยังมีแนวโน้มจะย่ำแย่ลงอีกหากเฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออกมหาศาลกลับไปยังสหรัฐ จึงทำให้อีซีบีไม่อาจดำเนินนโยบายการเงินที่สอดคล้องกับฝั่งสหรัฐเหมือนที่ผ่านๆ มาได้อีก

ปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจของยุโรปเริ่มดีขึ้นในหลายด้านนำโดยประเทศขนาดใหญ่ในยุโรป เช่น เยอรมนี และฝรั่งเศส แต่ยังน่าเป็นห่วงในเรื่องดัชนีราคาผู้บริโภค หรือดัชนีเงินเฟ้อ ที่ยังไม่ขยับขึ้นเท่าที่ควรและยังห่างไกลจากเป้าหมาย 2% อยู่มาก โดยเฉพาะตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดในเดือน ก.ย. ที่ติดลบไป 0.1%

แนวทางที่ดรากีส่งสัญญาณเอาไว้ในการประชุมครั้งที่ผ่านมาก็คือ อีซีบีอาจตัดสินใจขยายวงเงินคิวอีเพิ่มเติมจากปัจจุบันที่ 1.1 ล้านล้านยูโร หรือประมาณ 6 หมื่นล้านยูโร/เดือน ที่จะสิ้นสุดในเดือน ก.ย. 2016 หรืออาจขยายระยะเวลาสิ้นสุดคิวอีออกไป เหมือนกับที่สหรัฐเคยประกาศใช้คิวอีถึง 3 ระลอกมาก่อน

ส่วนอีกแนวทางอื่นเพิ่มเติมก็คือ อีซีบีอาจจะลดอัตราดอกเบี้ยลงเพิ่มเติมอีก โดยอาจเป็นดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับอีซีบี (Deposit Rates) ซึ่งปัจจุบันก็อยู่ในระดับติดลบอยู่แล้วที่ -0.2% เพื่อไม่ต้องการให้แบงก์พาณิชย์พักเงินไว้มากเกินไป และนำเงินไปกระจายทั้งในรูปแบบของการลงทุนและการปล่อยกู้ให้มากขึ้นแทน

ทิศทางของอีซีบี ซึ่งจะมีการประชุมงวดสุดท้ายของปี 2015 ในวันที่ 3 ธ.ค. จึงทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) ต้องพิจารณาให้รอบด้านมากกว่าเดิม และคาดว่าจะไม่ทันการประชุมเอฟโอเอ็มซีรอบวันที่ 27-28 ต.ค. ความเป็นไปได้จึงน่าจะอยู่ที่การประชุมงวดสุดท้ายของปี 2015 นี้ คือ วันที่ 15-16 ธ.ค. ซึ่งเป็นเดือนแห่งการตัดสินชะตาของนโยบายการเงินโลกไปด้วย เพราะผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากสองแบงก์ชาติมหาอำนาจของโลก

อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่งก็ยังไม่อาจสรุปภาพได้ 100% ว่านโยบายการเงินโลกจะออกมา 2 ขั้วอย่างชัดเจน เนื่องจากการส่งสัญญาณล่าสุดของอีซีบีก็ยังเป็นการ “เตือน” ให้เฟดพิจารณาให้รอบคอบมากกว่าเดิม

เพราะทันทีที่ได้ยินว่าอีซีบีอาจจะเพิ่มวงเงินอัดฉีดหรือลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ตลาดทุนก็รีบขานรับทันที โดยเฉพาะตลาดอัตราแลกเปลี่ยนที่ทำให้เงินยูโรอ่อนค่าลงต่ำสุดในรอบ 2 เดือน มาอยู่ที่ 1.1 เหรียญสหรัฐ/ยูโร หรือร่วงลงไปถึง 3.05% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา  

นับเป็น “สัญญาณเตือนเบาะๆ” ไปยังฝั่งสหรัฐว่า หากเลือกดำเนินนโยบายการเงินสวนทางกันเช่นนี้ สหรัฐเองก็ต้องยอมรับสงครามค่าเงินกลายๆ ที่จะตามมาด้วย เพราะจะเกิดการแห่ซื้อเงินเหรียญสหรัฐ เกิดการโยกเงินไปซื้อพันธบัตรสหรัฐที่ให้ดอกเบี้ยผลตอบแทนดีกว่าฝั่งยุโรป ทำให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นมากกว่าเดิม แต่รัฐบาลวอชิงตันเองจะยอมรับได้หรือไม่ เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐก็ยังไม่ได้แข็งแกร่งมากเท่าที่ควร ภาคการผลิตอาจได้รับผลกระทบหนักจนกระทบต่อโมเมนตัม
ของสหรัฐเอง 

นี่ยังไม่รวมถึงธนาคารกลางของประเทศ อื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น และจีน ที่น่าจะออกมาในทิศทางเดียวกันกับอีซีบี โดยธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) นั้น เดินหน้าลดอัตราดอกเบี้ยไปแล้วหมาดๆ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยลดดอกเบี้ยกู้ยืม 1 ปี จาก 4.6% มาอยู่ที่ 4.35% และลดดอกเบี้ยเงินฝากจาก 1.75% มาอยู่ที่ 1.5% พร้อมทั้งยังลดสัดส่วนทุนสำรองของแบงก์ลงอีก 0.5% และยังเพิ่มให้อีก 0.5% สำหรับสถาบันการเงินบางแห่งด้วย

ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) นั้น ก็มีการส่งสัญญาณก่อนหน้านี้เช่นกันว่า อาจจำเป็นต้องดำเนินมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม หลังจากที่ภาวะเงินเยนอ่อนค่าในช่วงที่ผ่านมา ช่วยหนุนกำไรของบริษัทส่งออกและบริษัทจดทะเบียนได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่อาจเพิ่มปริมาณการส่งออกได้มากนัก และทำให้ตัวเลขการส่งออกในเดือน ก.ย. ขยายตัวได้เพียงแค่ 0.6% จากที่คาดการณ์ไว้ถึง 3.4% ซึ่งมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมของฝั่งญี่ปุ่น ย่อมหมายถึงค่าเงินเยนที่จะอ่อนค่าลงตามมาเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐด้วย

หาก เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟด เลือกที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยตามแผนเดิมก็อาจส่งผลให้เดือน ธ.ค.ที่จะถึงนี้ เป็นการฉลองส่งท้ายปีเก่าที่ลุ้นระทึกกว่าทุกครั้ง เพราะนี่จะเป็นครั้งแรกที่ธนาคารกลาง 2 แห่ง ที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลกมากที่สุด ประกาศใช้นโยบายการเงินที่สวนทางกัน ซึ่งอาจทำให้ตลาดทุนตอบรับด้วยอัตราแลกเปลี่ยนเงินยูโรอ่อนค่าทุบสถิติใหม่เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ ก่อนที่จะส่งผลต่อเนื่องไปยังตลาดตราสารหนี้ ตลาดหุ้น และการค้า-การลงทุนตามมาเป็นบททดสอบสำคัญครั้งใหญ่ในปีหน้านี้ 

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน