posttoday
บทเรียนแก้คอร์รัปชั่น ที่ได้ผล (ตอน 2)

บทเรียนแก้คอร์รัปชั่น ที่ได้ผล (ตอน 2)

26 ตุลาคม 2558

คราวที่แล้วได้ยกตัวอย่างการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น ของโคลอมเบียเป็นประเทศแรก ส่วนประเทศที่ 2 ที่ศาสตราจารย์ Klitgaard ยกตัวอย่างคือ “สาธารณรัฐจอร์เจีย” ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตมีประชากร 5 ล้านคน เมื่อปี 2003 การทุจริตคอร์รัปชั่น ของจอร์เจียถือว่ารุนแรงมาก Mikheil Saakashvili ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีในปี 2004 และให้ความสำคัญกับการปราบคอร์รัปชั่น โดยสิ่งที่ทำนอกจากการจับปลาใหญ่แล้ว เขายังพยายามมองหาสิ่งที่จะสามารถทำให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมได้ภายใน 6-12 เดือน เพื่อให้ประชาชนรับรู้ผลการดำเนินนโยบายได้ทันที

คราวที่แล้วได้ยกตัวอย่างการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น ของโคลอมเบียเป็นประเทศแรก ส่วนประเทศที่ 2 ที่ศาสตราจารย์ Klitgaard ยกตัวอย่างคือ “สาธารณรัฐจอร์เจีย” ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต
มีประชากร 5 ล้านคน เมื่อปี 2003 การทุจริตคอร์รัปชั่น ของจอร์เจียถือว่ารุนแรงมาก Mikheil Saakashvili ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีในปี 2004 และให้ความสำคัญกับการปราบคอร์รัปชั่น โดยสิ่งที่ทำนอกจากการจับปลาใหญ่แล้ว เขายังพยายามมองหาสิ่งที่จะสามารถทำให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมได้ภายใน 6-12 เดือน เพื่อให้ประชาชนรับรู้ผลการดำเนินนโยบายได้ทันที

สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลทำคือ แก้ปัญหาการรีดไถของตำรวจจราจร โดยรัฐบาลปลดตำรวจจราจรออกทั้งประเทศก่อนรับสมัครและฝึกจราจรรุ่นใหม่ โดยได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลเยอรมนี มีการเปลี่ยนเครื่องแบบใหม่ ลดจำนวนจราจรลงครึ่งหนึ่ง แต่จ่ายเงินเดือนเพิ่มขึ้นสองเท่า ภายใน 6 เดือนปัญหารีดไถก็หมดไป

ผลที่ได้จากการแก้ปัญหาของจอร์เจียคือ ในปี 2010 Transparency International จัดให้จอร์เจียเป็นที่1 ในแง่ลดคอร์รัปชั่นและเป็นอันดับ 2 ด้านการดำเนินโครงการของรัฐบาล เพื่อปรับปรุงระบบธรรมาภิบาล นอกจากนี้ในแง่ของ GDP ก็พบว่าค่าเฉลี่ย GDP ต่อหัวในปี 2008-2010 เพิ่มขึ้น 4 เท่า จากปี 2003 ขณะที่รายได้รัฐเพิ่มขึ้นจาก 15% ต่อ GDP เป็น 29% ต่อ GDP

อีกหนึ่งตัวอย่างที่ศาสตราจารย์ Klitgaard ยกขึ้นมาคือ “ฟิลิปปินส์” โดยเมื่อปี 2010 Benigno Aquino III ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี เขามีแคมเปญหาเสียงคือ “ถ้าปราศจากการคอร์รัปชั่นก็จะปราศจากความยากจน” และรัฐบาลของเขาก็พยายามยึดเป็นแนวทางการดำเนินงาน พยายามแก้ไขปัญหาที่เครือญาติเข้ามากุมอำนาจบริหารจัดการทั้งในซีกการเมืองและธุรกิจอุตสาหกรรม และดำเนินการเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน โดยอาศัยการจัดสรรทรัพยากรภาครัฐและการให้สัมปทาน

ผลที่เกิดขึ้นคือ CPI ของฟิลิปปินส์ปรับตัวดีขึ้นอย่างรวดเร็ว และในปี 2014 WEF ระบุว่าฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีดัชนีการแข่งขันปรับตัวดีขึ้นมากที่สุดในโลก ขณะที่ความพอใจของประชาชนและ GDP ก็เพิ่มตามกันไปด้วย

จากบทเรียนการแก้ปัญหาของประเทศต่างๆ ปรากฏว่ามีรูปแบบและขั้นตอนที่คล้ายคลึงกันซึ่งพอจะสรุปได้ดังนี้

- ผู้นำสูงสุดของประเทศต้องประกาศชัดเจนว่าการจัดการปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นคือ สิ่งสำคัญสูงสุดและจะส่งผลอย่างมากต่ออนาคตของประเทศ

- ต้องมีการจับปลาใหญ่ให้เห็น ซึ่งจะทำให้คนเลิกเชื่อว่าคนที่มีอำนาจและอยู่ในตำแหน่งไม่มีโอกาสถูกจับดำเนินคดีในข้อหาทุจริตคอร์รัปชั่น

- หา Quick Win หรือสิ่งที่ทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้ในระยะเวลาสั้นๆ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เริ่มเกิดขึ้น

- ต้องลดเงื่อนไขที่ทำให้เกิดการทุจริต โดยต้องตระหนักว่าคอร์รัปชั่นไม่ได้เกิดจากความละโมบของคนแต่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากระบบที่ไม่เข้มแข็งและเปิดช่องให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น

- มีการดึงภาคธุรกิจเอกชนและประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาทุจริต โดยทำให้ภาคประชาชนสามารถแจ้งให้ภาครัฐทราบข้อมูลและให้ภาคเอกชนเข้ามาช่วยปฏิรูปการให้บริการของภาครัฐ

นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญที่ศาสตราจารย์ Klitgaard เน้นคือ การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นควรจะมองหาจุดที่ไม่มีปัญหาหรือมีปัญหาน้อยที่สุด ซึ่งเรียกว่า Bright Spot และวิเคราะห์ว่า Bright Spot เหล่านี้ทำอย่างไรถึงประสบความสำเร็จ ไม่ใช่การลอกตำราของต่างประเทศเพราะต่างบริบทกัน

ตัวอย่างเช่น การใช้โทรศัพท์มือถือแก้ปัญหาการเรียกรับสินบนโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐปัญจาบในปากีสถาน ซึ่งประชากรกว่า 80% ใช้โทรศัพท์มือถือ ดังนั้นสิ่งที่รัฐปัญจาบทำคือ กำหนดให้ประชาชนที่ไปขอรับบริการกรอกหมายเลขโทรศัพท์มือถือไว้ด้วย หลังจากนั้นอีกสองสามวันผู้ใช้บริการก็จะได้รับข้อความทางโทรศัพท์จากผู้ว่าการรัฐปัญจาบ เพื่อขอให้ช่วยตอบคำถามสองข้อ ข้อแรกคือ บริการที่ได้รับเป็นอย่างไร โดยให้คะแนนระหว่าง 1-10 และข้อสองคือ ในการรับบริการถูกเรียกสินบนหรือไม่ ถ้าไม่ต้องจ่ายให้กดหนึ่ง ถ้าต้องจ่ายให้กดสอง

ผลตอบรับจากโครงการนี้น่าสนใจมาก เพราะมีผู้ให้ข้อมูลและมีการแจ้งเบาะแสการเรียกรับสินบนจำนวนมาก ซึ่งส่งผลให้คุณภาพการให้บริการดีขึ้น

ซึ่งเรื่องนี้ศาสตราจารย์ Klitgaard สรุปว่า ต้องหา Bright Spot ให้เจอก่อน จากนั้นก็เรียนรู้จากความสำเร็จและพยายามสร้างกระแสให้เกิดความรับรู้เกี่ยวกับความสำเร็จของ Bright Spot

จากสูตรสำเร็จการแก้คอร์รัปชั่นของต่างประเทศที่ได้ผลตามที่ศาสตราจารย์ Klitgaard ได้สรุป น่าจะมาย้อนดูว่าเรานำมาใช้ครบทุกข้อแล้วหรือยัง และโจทย์ที่น่าสนใจคือ ทำอย่างไรไทยจะหา Bright Spot พบ และจะนำความสำเร็จของ Bright Spot มาปรับใช้เพื่อแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นให้เกิดผลสำเร็จได้อย่างไร

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง