
หนังสือประวัติศาสตร์ชาติไทย ตามนโยบายนายกฯ
บรรยากาศในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 20 วันที่ 22 ต.ค. 2558 ช่วงบ่ายอบอวลไปด้วยนักอ่านหนังสือ
โดย...ส.สต
บรรยากาศในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 20 วันที่ 22 ต.ค. 2558 ช่วงบ่ายอบอวลไปด้วยนักอ่านหนังสือที่เดินทางฝ่าสายฝนมาหาหนังสือเล่มโปรด ในขณะที่ห้องประชุมหมายเลข 3 ก็แน่นไปด้วยสื่อมวลชน ข้าราชการ และประชาชนที่เข้าไปฟังเสวนา เปิดตัวหนังสือประวัติศาสตร์ชาติไทย โดย วีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม พร้อมด้วยผู้ร่วมเสวนาที่เป็นนักประวัติศาสตร์มีชื่อของกรมศิลปากร ได้แก่ สมชาย ณ นครพนม ผู้ทรงคุณวุฒิ ธีระ แก้วประจันทร์ นักอักษรศาสตร์ชำนาญการพิเศษ ดำเนินการโดย วัฒนะ บุญจับ นักอักษรศาสตร์ชำนาญการพิเศษ
นายกรัฐมนตรีสนใจ
วีระกล่าวเปิดประเด็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญเรื่องหนังสือประวัติศาสตร์ชาติไทยมาก จึงลงนามในคำปรารภในหนังสือที่กรมศิลปากรจัดพิมพ์ในครั้งนี้
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีปรารภว่า คนไทยและเยาวชนควรรู้ประวัติความเป็นมาของชาติไทย ยิ่งเมื่อเข้าสู่อาเซียนด้วยแล้ว เป็นความจำเป็นที่จะต้องรู้จักตัวเราเองให้มาก
วีระยังน้อมรับพระราชเสาวนีย์ ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงห่วงใยว่า คนไทยไม่ได้เรียนประวัติศาสตร์ชาติไทย
ด้วยปรารภเหตุดังกล่าวกระทรวงวัฒนธรรมจึงจัดทำหนังสือประวัติศาสตร์ชาติไทยขึ้นมาเป็น 2 ภาษา คือ ไทยและอังกฤษ พิมพ์จำนวน 1 หมื่นเล่ม เพื่อเผยแพร่ (จำหน่าย) ทั่วไป
ส่วนความเป็นมาประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่กล่าวถึงในหนังสือเล่มนี้ได้ลำดับเหตุการณ์ก่อนประวัติศาสตร์ชาติไทยแบบเล่าเรื่อง จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ในปัจจุบัน
เพื่อให้หนังสือเล่มนี้กระจายถึงมือผู้อ่านในวงกว้าง กระทรวงวัฒนธรรมจะมอบลิขสิทธิ์ให้เอกชนจัดพิมพ์เพื่อจำหน่ายต่อไป
คำถามประชาชน
สมชายกล่าวว่า หนังสือเล่มนี้เกิดแบบเร่งด่วน แต่ไม่มีปัญหา เพราะสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ มีแหล่งข้อมูล รูปภาพพร้อมที่จะนำมาอ้างอิง และจัดพิมพ์ในรูปเล่มขนาดกะทัดรัด (หนา 208 หน้า) เทียบกับหนังสือประวัติศาสตร์ทั่วไปเล่มนี้จะบางกว่ามาก ผู้อ่านถ้าต้องการค้นคว้าเพิ่มเติมก็ไปหาเล่มที่ใหญ่กว่าได้
ประเด็นเรื่องและข้อมูลที่นำมาเรียบเรียง ประมวลจากคำถามของประชาชนทั่วไป ที่มักถามเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรเสมอว่า ชนชาติไทยมาจากไหน อยู่ที่นี่ หรือที่ไหนมาก่อน และข้อมูลส่วนหนึ่งมาจากการประชุมที่ตกลงว่าควรนำเอกสารข้อเท็จจริงมารวมไว้ในเล่มเดียวกัน
เพื่อให้เห็นภาพประวัติศาสตร์ของดินแดนแถบนี้ สมชายบอกว่า ได้พบหลักฐานที่ อ.เกาะคา จ.ลำปาง ว่า ดินแดนที่เป็นประเทศไทยเคยเป็นที่อยู่ของมนุษย์มาแล้วไม่น้อยกว่าแปดแสนปี จากนั้นได้พัฒนาเรื่อยมาจนกระทั่งถึงศตวรรษที่ 19 จึงได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากอินเดียและจีน สุดท้ายสรุปว่า ความเป็นคนไทยยิ่งใหญ่และเข้มแข็งที่สุดนานถึง 400 ปี ในสมัยกรุงศรีอยุธยา
เล่าเรื่องแบบย่อส่วน
ธีระซึ่งเป็นผู้เขียนในหนังสือเล่มนี้คนหนึ่ง บอกว่า สมัยกรุงศรีอยุธยานั้นรวมเวลา 417 ปี ก่อนล่มสลาย แต่เพื่อให้หนังสือเล่มนี้กะทัดรัดจึงต้องเขียนแบบย่นย่อ แม้ว่าเหตุการณ์ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีมากทั้งสงครามกับพม่า และการแย่งชิงราชสมบัติกันเองก็ตาม
ยุคกรุงธนบุรี แม้จะเป็นเพียงระยะสั้นๆ แต่เป็นยุคที่มีความเปลี่ยนแปลง เช่น วรรณกรรมไตรภูมิพระร่วง ฉบับกรุงธนบุรีนั้นเป็นวรรณกรรมที่มีชื่อเสียงมาก
เมื่อถึงยุครัตนโกสินทร์ ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 เป็นต้นมา มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ โดยเฉพาะสงครามกับพม่าในสมัยรัชกาลที่ 1 ที่เรียกว่าสงครามเก้าทัพนั้น แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของชาติไทย นับแต่นั้นพม่าหยุดทำสงครามกับไทย เมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ 3-5 ประเทศไทยเผชิญกับนักล่าเมืองขึ้นจากชาติตะวันตก แต่ด้วยพระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์ไทยจึงทำให้รอดพ้นมาได้ แม้จะต้องสูญเสียดินแดนไปบ้าง และขาดเสรีภาพทางศาลไปบ้าง เช่น สิทธิสภาพนอกอาณาเขต เป็นต้น เอกราชยังคงอยู่ ส่วนปัญหาต่างๆ ก็ได้รับการแก้ไขในรัชกาลต่อๆ มา
ธีระสรุปว่า พระเจ้าอยู่หัวทุกรัชกาล ทรงมีคุณูปการต่อชาติไทยจนเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งได้เรียบเรียงไว้ในหนังสือเล่มนี้ โดยใช้ภาษาง่าย เพื่อความเข้าใจ และจดจำ
ประชาชนทั่วไปและผู้สนใจหนังสือประวัติศาสตร์ชาติไทย กรมศิลปากรได้นำมาจำหน่ายเฉพาะในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 20 ราคาเล่มละ 130 บาท ระหว่างวันที่ 21 ต.ค.-1 พ.ย. 2558 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์







