
ละครคือการชำระล้าง
เรื่องวิจารณ์วงการละครไทยว่ามักให้ข้อมูลผิดๆ กับประชาชน เช่น เรื่องการแพทย์ การเสนอค่านิยมผิดๆ
โดย...กรกิจ ดิษฐาน
เรื่องวิจารณ์วงการละครไทยว่ามักให้ข้อมูลผิดๆ กับประชาชน เช่น เรื่องการแพทย์ การเสนอค่านิยมผิดๆ เช่น การใช้อำนาจบาตรใหญ่ ไม่รับผิดชอบต่อสังคม ฉากข่มขืนและตบตี ฯลฯ ยังไม่นับกองถ่ายที่ใช้พื้นที่สาธารณะตามอำเภอใจจนคนเดือดร้อนไปทั่ว เรื่องทำนองนี้กลายเป็นสิ่งธรรมดาสามัญไปเสียแล้ว
หลายคนเถียงว่าละครทำมาให้ผ่อนคลายดูสนุกอย่าคิดมาก ซึ่งถูกนิดเดียว คือช่วยให้เราผ่อนคลายเพลิดเพลินชั่วครั้งชั่วคราว แต่ที่ผิดมากคือไม่รู้ว่าละครมีอิทธิพลระยะยาวต่อคนดูมากแค่ไหน
ในทางพุทธศาสนา หากปุถุชนจะดูละครก็ไม่ผิดอะไร แต่ถ้าจะปฏิบัติธรรมท่านแนะว่าไม่ควรดู เพราะเป็น “สัมผัปปลาปะ” คือ การพูดเพ้อเจ้อ ไม่เป็นสาระ เป็นองค์ประกอบหนึ่งของมิจฉาวาจา ซึ่งอาจารย์เคร่งๆ ท่านกำหนดไว้เลยว่า ละครโขน เรื่องตลกโปกฮา และจินตนิยาย เป็นเรื่องไร้สาระ ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวด้วย แต่อาจารย์ที่ยืดหยุ่นหน่อยท่านไม่ถือว่า นิยายหรือละครเป็นเรื่องเพ้อเจ้อไร้สาระ หากมีเจตนาสร้างประโยชน์ให้ความรู้ที่ถูกต้อง
ละครที่ดีงามคือการใช้มายาเพื่อสอนให้คนพ้นจากมายานั่นเอง อันนี้เป็นกุศล
แต่ถ้าละครนำเสนอเรื่องไม่ดีงาม คือทำให้คนหลงกับมายา ไม่ใช่พ้นจากมายา ก็จะเป็นอกุศล อย่างในตาลปุตตสูตร คือนายตาลบุตร เป็นนายนฏคามณี หรือนักเต้นรำหรือคนละครอย่างหนึ่งในสมัยก่อน เป็นคนดังมาก มีแฟนคลับเป็นพันๆ แต่แกเข้าใจว่า พวกนักแสดงสร้างความสุขให้มหาชน ตายแล้วควรจะได้ไปสวรรค์ ก็เลยไปถามพระพุทธเจ้า ถามถึง 3 ครั้ง แต่พระองค์ไม่ตอบ นายตาลบุตรก็รบเร้าให้พระองค์ตอบจนได้ ก็ทรงบอกว่า ไปอบายภูมิเป็นแน่แท้ เพราะทำให้คนหลงในกามราคะ ในโทสะ โลภะ โมหะ นายตาลบุตรได้ยินก็ร้องไห้เพราะเสียใจที่ถูกครูบาอาจารย์หลอก แล้วขอบวชจากนั้นไปปฏิบัติธรรมจนเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง
แต่ไม่ใช่ว่าคนละครนักร้องนักดนตรีจะต้องไปนรกกันหมดนะครับ หากมีเจตนาเป็นประโยชน์ให้คนพ้นจากมายาก็เป็นคุณมหาศาลได้ ถึงขั้นนิพพานก็ยังได้
ยกตัวอย่างโนราห์ของภาคใต้ เป็นความบันเทิงมายาที่เกิดมาเพื่อทำลายมายา หรืออวิชชาโดยแท้ ท่านที่บรรยายเรื่องนี้ได้ดีมากคืออาจารย์เขมานันทะ ปราชญ์พุทธแห่งภาคใต้ และอีกท่านคือคุณกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ นักเขียนซีไรต์ผู้ล่วงลับ ในหนังสือ “บันทึกจากหุบเขาฝนโปรยไพร” บรรยายว่า
“... อดีตก่อนโน้นขาดทั้งวัด ขาดทั้งโรงเรียน มีเพียงศิลปินเท่านั้นที่ทำหน้าที่ นำเอาคติชีวิตมามอบให้ผู้คน คติเหล่านั้นมีขุมทรัพย์อยู่ในหลักธรรมของศาสนาเป็นสำคัญ ศิลปินจึงเหนือกว่าคนสามัญตรงที่ต้องมีแรงอุตสาหะในการศึกษาและตีความ สืบลึกลงไปเพื่อทำความเข้าใจให้กระจ่าง อีกทั้งครุ่นคิดวิธีบอกเล่าอย่างง่ายที่สุด ... ผมโชคดีที่เกิดมีชีวิตขึ้นมา ทันเห็นโนราห์ผู้ซึ่งมีชื่อเสียงสูงสุด ว่ากันว่าท่านเป็นตัวแทนแห่งเทพ มีท่ารำงดงามราวกับลอยลงมาจากสรวงสวรรค์ ผู้คนทั่วย่านจึงเรียกขานท่านว่า พุ่ม เทวา ... ท่านบ่งย้ำชัด ถึงเจตนารมณ์อันเป็นจุดหมายปลายทางของการเป็นโนราห์ว่า ทั้งหมดเพื่อพระนิพพาน! ...”
กนกพงศ์ ทิ้งท้ายว่า ยุคสมัยนี้ศิลปินมิได้ทำเพื่อสลายอัตตาตัวเองและผู้อื่น แต่สั่งสมอัตตากับวัตถุอย่างบ้าคลั่ง ศิลปะจึงแทบไม่เหลือความบริสุทธิ์ ไร้พันธกิจของศิลปะคือการชี้นำครรลองอันดีงาม
ละครไม่จำเป็นต้องเทศนาสั่งสอนศีลธรรมแบบโท่งๆ เพราะการทำเช่นนั้นเท่ากับขาดความเป็นศิลปะ แต่ละครไม่ควรยัดเยียดความเพลิดเพลินอย่างไร้ความรับผิดชอบเช่นกัน เพราะ “ศิลปินเหนือกว่าคนสามัญ” ตรงที่เขาเป็นผู้ชี้นำสังคม







