
ดาวเคราะห์น้อยผ่านใกล้โลกกับขยะอวกาศพุ่งชนโลก
สัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวคราวน่าสนใจสองเรื่องเกี่ยวกับการค้นพบวัตถุสองชิ้นในอวกาศ วัตถุแรกเป็นดาวเคราะห์น้อย
โดย...วรเชษฐ์ บุญปลอด
สัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวคราวน่าสนใจสองเรื่องเกี่ยวกับการค้นพบวัตถุสองชิ้นในอวกาศ วัตถุแรกเป็นดาวเคราะห์น้อยขนาดราว 400 เมตร ที่จะผ่านใกล้โลกในวันที่ 31 ต.ค. 2558 ที่ระยะไกลกว่าดวงจันทร์เล็กน้อย อีกวัตถุหนึ่งเป็นวัตถุขนาดเล็กที่มีกำหนดพุ่งเข้าชนโลกในวันที่ 13 พ.ย. 2558 จุดพุ่งชนอยู่บริเวณนอกชายฝั่งประเทศศรีลังกา ซึ่งจากวงโคจรและความหนาแน่นของวัตถุนี้ คาดว่าน่าจะเป็นชิ้นส่วนจรวดที่ใช้ในโครงการอวกาศ
ดาวเคราะห์น้อย 2015 ทีบี 145 (2015 TB145) ถูกค้นพบเมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2558 ด้วยกล้องโทรทรรศน์ในโครงการแพนสตาร์สของมหาวิทยาลัยแห่งฮาวาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสังเกตวัตถุใกล้โลก สนับสนุนโดยองค์การนาซ่า ที่น่าสนใจคือดาวเคราะห์น้อยดวงนี้เป็นดาวเคราะห์น้อยที่มีส่วนหนึ่งของวงโคจรตัดผ่านบริเวณใกล้วงโคจรของโลก และมีขนาดใหญ่ถึงราว 400 เมตร หากพุ่งชนโลกจะก่อให้เกิดความเสียหายเป็นบริเวณกว้าง การคำนวณล่าสุดพบว่า 2015 ทีบี 145 จะผ่านใกล้โลกที่สุดในวันที่ 31 ต.ค. 2558 เวลา 23.58 น. ตามเวลาประเทศไทย (มีโอกาสคลาดเคลื่อนได้เล็กน้อย) โดยอยู่ห่างโลกราว 487,000 กิโลเมตร หรือไกลกว่าวงโคจรเฉลี่ยของดวงจันทร์ราว 1.3 เท่า และก่อนหน้านั้นราว 2 ชั่วโมง จะผ่านใกล้ดวงจันทร์ที่ระยะ 286,000 กิโลเมตร
ด้วยขนาดที่ใหญ่ นักดาราศาสตร์จึงวางแผนจะศึกษาดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ด้วยเรดาร์ การตรวจจับคลื่นที่สะท้อนกลับมาจากดาวเคราะห์น้อยจะทำให้สามารถวัดขนาดที่แม่นยำ ทราบถึงรูปร่าง และวัดตำแหน่ง ซึ่งจะช่วยให้การคำนวณวงโคจรเพื่อพยากรณ์การเข้าใกล้โลกในอนาคตทำได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น
ข้อมูลจากศูนย์ดาวเคราะห์น้อยแห่งสหพันธ์ดาราศาสตร์สากลแสดงว่า 2015 ทีบี 145 เป็นวัตถุขนาดใหญ่ที่สุดวัตถุหนึ่งในรอบหลายปี ที่จะผ่านใกล้โลกที่ระยะห่างประมาณนี้ ก่อนที่ดาวเคราะห์ 1999 เอเอ็น 10 (1999 AN10) ซึ่งมีขนาดราว 800 เมตร จะผ่านใกล้โลกที่ระยะห่างประมาณดวงจันทร์ในเดือน ส.ค. 2570 โดยการเข้าใกล้ทั้งสองครั้งนี้ ดาวเคราะห์น้อยไม่สว่างพอจะเห็นได้ด้วยตาเปล่า ต้องใช้กล้องโทรทรรศน์ นักดาราศาสตร์ของนาซ่าระบุด้วยว่าแรงโน้มถ่วงของวัตถุขนาดนี้มีน้อยมาก ไม่มีผลกระทบต่อโลกหรือดวงจันทร์ และไม่มีผลต่อระดับน้ำทะเลหรือแผ่นดินไหว
วงโคจรของ 2015 ทีบี 145 ที่มีความรีสูง จุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดอยู่ใกล้กว่าวงโคจรของดาวพุธ จุดไกลดวงอาทิตย์ที่สุดอยู่บริเวณระหว่างวงโคจรของดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี วงโคจรทำมุมเอียง 40 องศา กับระนาบวงโคจรโลกรอบดวงอาทิตย์ ประกอบกับความเร็วสัมพัทธ์ขณะใกล้โลกที่สุด ซึ่งสูงถึง 35 กิโลเมตร/วินาที ทำให้นักดาราศาสตร์บางคนตั้งข้อสงสัยว่ามันอาจเคยเป็นดาวหาง ซึ่งทำให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น
วัตถุอีกชิ้นหนึ่งที่ดึงดูดความสนใจ และอาจเป็นข่าวดังในช่วง 2-3 สัปดาห์นี้ ถูกค้นพบโดยโครงการแคทาลีนา (Catalina Sky Survey) เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2558 มีชื่อชั่วคราวที่ใช้อ้างอิงว่า WT1190F วัตถุนี้โคจรรอบโลก มีคาบการโคจรยาวนานประมาณ 3 สัปดาห์ และวงโคจรมีความรีสูงมาก นักดาราศาสตร์พบว่าวัตถุนี้เป็นวัตถุเดียวกับที่เคยตรวจพบมาก่อนหน้านี้เมื่อเดือน ก.พ.และ พ.ย. 2556 ข้อมูลในระยะยาว ช่วยให้ทราบวงโคจรที่มีความแน่นอนสูง และนำไปสู่การค้นพบว่ามันจะพุ่งชนโลกในวันที่ 13 พ.ย. 2558
การศึกษาการเคลื่อนที่เทียบกับแบบจำลอง นักดาราศาสตร์พบว่านอกจากแรงโน้มถ่วง วัตถุนี้เคลื่อนที่โดยมีแรงดันจากการแผ่รังสีของดวงอาทิตย์มากระทำร่วมด้วย และมีความหนาแน่นต่ำมาก จึงไม่น่าจะเป็นวัตถุในธรรมชาติ อาจเป็นชิ้นส่วนจรวดท่อนบนที่ใช้ส่งดาวเทียมหรือยานอวกาศในอดีต ซึ่งข้อมูลขณะนี้ยังไม่พบว่ามีต้นกำเนิดมาจากโครงการอวกาศใด (ก่อนหน้านี้เคยมีดาวเคราะห์น้อยขนาดเล็กบางดวงที่เข้ามาโคจรรอบโลกในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก่อนจะกลับออกไปโคจรรอบดวงอาทิตย์ แต่กรณีนี้ไม่น่าจะเหมือนกัน)
ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นคือเมื่อคำนวณล่วงหน้าไปในอนาคต พบว่ามันจะพุ่งเข้าสู่บรรยากาศโลกในวันศุกร์ที่ 13 พ.ย. 2558 เวลาประมาณ 13.20 น. ตามเวลาประเทศไทย โดยจุดพุ่งชนอยู่ในมหาสมุทรอินเดีย ห่างชายฝั่งทางใต้ของศรีลังกาออกไปราว 100 กิโลเมตร (ทั้งเวลาและจุดพุ่งชนยังมีโอกาสคลาดเคลื่อนได้) แต่ด้วยขนาดที่เล็ก คาดว่าไม่เกิน 2 เมตร วัตถุนี้น่าจะเผาไหม้เกือบหมดไปก่อนจะถึงพื้นน้ำ และคาดว่าขณะลุกไหม้จะสว่างจนเห็นได้ด้วยตาเปล่าแม้จะเป็นเวลากลางวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณใกล้จุดพุ่งชน
นักดาราศาสตร์วางแผนจะศึกษาวัตถุนี้และปรากฏการณ์ที่เกิดจากการพุ่งชน ซึ่งนับได้ว่าเป็นเหมือนสถานการณ์ในการเตรียมรับมือกับดาวเคราะห์น้อยที่มีโอกาสชนโลกได้ในอนาคต
ปรากฏการณ์ท้องฟ้า (25 ต.ค.-1 พ.ย.)
ดาวเสาร์อยู่ในกลุ่มดาวแมงป่อง สัปดาห์นี้และสัปดาห์ถัดไปเป็นช่วงท้ายๆ ที่มีโอกาสเห็นดาวเสาร์ ซึ่งเป็นดาวเคราะห์สว่างดวงเดียวที่เห็นได้ง่ายด้วยตาเปล่าบนท้องฟ้าเวลาหัวค่ำ ก่อนที่ดาวเสาร์จะตกลับขอบฟ้าในเวลาประมาณ 1 ทุ่มครึ่ง
ดาวศุกร์ ดาวอังคาร และดาวพฤหัสบดี เป็นดาวเคราะห์สว่างสามดวงที่เห็นได้ง่ายบนท้องฟ้าเวลาเช้ามืด ทั้งสามดวงชุมนุมกันอยู่ในกลุ่มดาวสิงโต โดยอยู่ใกล้กันภายในระยะ 5 องศา มาตั้งแต่วันที่ 23 ต.ค. ตลอดสัปดาห์นี้จะสามารถสังเกตเห็นดาวเคราะห์ทั้งสามได้พร้อมกันในขอบเขตภาพของกล้องสองตาขนาด 7x50
ดาวศุกร์สว่างที่สุด ดาวพฤหัสบดีสว่างรองลงมา ดาวอังคารสว่างน้อยที่สุด และไม่โดดเด่นเท่าสองดวงแรก เช้ามืดวันที่ 26 ต.ค. ดาวศุกร์กับดาวพฤหัสบดีเข้าใกล้กันที่สุด ห่างกัน 1 องศา และตรงกับช่วงที่ดาวศุกร์ทำมุมห่างดวงอาทิตย์ที่สุด ต้นสัปดาห์ยังพอมีโอกาสมองเห็นดาวพุธอยู่เรี่ยขอบฟ้าในทิศเดียวกัน แต่ด้วยตำแหน่งที่อยู่ใกล้ขอบฟ้ามาก ทำให้สังเกตได้ยาก
สัปดาห์นี้เป็นข้างขึ้น ดวงจันทร์อยู่บนท้องฟ้าเวลาหัวค่ำของทุกวัน สว่างเต็มดวงในวันที่ 27 ต.ค. จากนั้นเข้าสู่ข้างแรม เช้ามืดวันที่ 30 ต.ค. ดวงจันทร์ผ่านใกล้ดาวอัลเดบารันในกลุ่มดาววัว เราเรียกดาวนี้ในอีกชื่อว่าดาวตาวัวหรือดาวโรหิณี วันนั้นดวงจันทร์อยู่ห่างดาวดวงนี้เพียง 1 องศา แต่อาจสังเกตด้วยตาเปล่าได้ยาก เนื่องจากดวงจันทร์เกือบเต็มดวงมีความสว่างมากจนกลบแสงของดาวข้างเคียง
ค่ำวันอังคารที่ 27 ต.ค. สถานีอวกาศนานาชาติผ่านเหนือท้องฟ้าประเทศไทย มองเห็นเป็นดาวสว่างเคลื่อนที่บนท้องฟ้า กรุงเทพฯ และบริเวณใกล้เคียงเริ่มเห็นสถานีอวกาศใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันตกเฉียงเหนือในเวลา 18.55 น. จากนั้นเคลื่อนสูงขึ้นไปทางซ้าย ถึงจุดสูงสุดทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ที่มุมเงย 56 องศา ในเวลา 18.58 น. แล้วเคลื่อนต่ำลง เข้าสู่เงามืดของโลกบริเวณใกล้ขอบฟ้าทิศใต้ เยื้องไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ในเวลา 19.01 น.







