posttoday
สามแยกประชาธิปไตยไทย

สามแยกประชาธิปไตยไทย

25 ตุลาคม 2558

ความคิดที่เป็นประชาธิปไตยคือมองให้รอบด้าน เหมือนการเดินทางที่เมื่อเดินๆ ไปแล้วเจอทางแยกก็ต้องเหลียวซ้ายแลขวา

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

ความคิดที่เป็นประชาธิปไตยคือมองให้รอบด้าน

เหมือนการเดินทางที่เมื่อเดินๆ ไปแล้วเจอทางแยกก็ต้องเหลียวซ้ายแลขวา มองไปข้างหน้าแล้วย้อนมองดูข้างหลัง เพื่อระแวดระวังให้รอบคอบว่าเราอยากเดินไปทางไหน เพื่อจะไปพบกับอะไร แต่ละทางมีข้อดีข้อเสียอย่างไร แล้วเลือกทางที่จะไปถึงอย่างเรียบร้อยปลอดภัยที่สุด

เรามี 3 ทางเลือกที่จะไปสู่ “ถนนประชาธิปไตย” หนึ่งคือ ทางเลือกที่ “ผู้นำ” ท่านกำหนดให้ สองคือ ทางเลือกที่ “ผู้รู้” ท่านชี้แนะ และสามคือ ทางเลือกที่ “เรา” คิดได้เอง

ถึงวันนี้ท่านที่ติดตามการเมืองมาอย่างต่อเนื่องน่าจะพอ “จับจุด” หรือรู้ความต้องการของ คสช.ที่เป็น “ผู้นำในการสร้างประชาธิปไตย” ให้แก่ประเทศไทยได้พอสมควรแล้ว

ประการแรก คสช.เชื่อว่าการสร้างประชาธิปไตยจะต้องมีผู้กำกับดูแล โดยเห็นอาการนี้ได้จากการให้สัมภาษณ์ของหัวหน้า คสช.หลังจากที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้ออกเสียงคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์เมื่อวันที่ 6 ก.ย. ที่ประกาศว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับต่อไป “ต้องเข้าใจ คสช.” แม้ว่าขณะนี้การร่างรัฐธรรมนูญจะไม่โฉ่งฉ่างเหมือนกับฉบับที่ “ตี๋บวรศักดิ์” กำกับ แต่ก็ดูเหมือนว่า “ซือแป๋มีชัย” พยายามที่จะทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ให้ถูกใจ “แป๊ะ” มากที่สุด

ประการต่อมา คสช.เชื่อว่าไม่มีใครจัดการวิกฤตของบ้านเมืองได้ดีกว่าทหาร หลักฐานนี้ก็จากคำสัมภาษณ์ของหัวหน้า คสช.ในครั้งนั้นเช่นกัน ที่ว่าคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ในร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกคว่ำไปนั้นยังมีความจำเป็นต่อบ้านเมือง ซึ่ง คปป.นี้มีสัดส่วนของกองทัพและข้าราชการอยู่เป็นส่วนใหญ่ บางทีเราอาจจะเห็น “อภิรัฐมนตรี” แบบรัฐธรรมนูญ 2490 หรือ “วุฒิสภา” ที่มีอำนาจมากในการควบคุมตรวจสอบและกำกับดูแลกลไกต่างๆ ของรัฐแบบที่เคยมีในรัฐธรรมนูญ 2521

อีกประการหนึ่ง คสช.ยังไม่เปลี่ยนหลักการใหญ่ในการเขียนรัฐธรรมนูญที่มีมาตั้งแต่หลังรัฐประหารวันที่ 22 พ.ค. 2557 นั่นก็คือ “การเมืองการปกครองที่เหมาะสมกับสังคมไทย” ซึ่งก็หมายถึง “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” ที่บังเอิญประเทศนี้ได้ถูกหล่อหลอมมาในระบบอุปถัมภ์ หากมองในแง่ดีก็คือ “การปกครองแบบป้อนให้” อย่างที่เคยเกิดขึ้นในบางประเทศหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 ที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยแบบชี้นำ” บ้าง หรือ “ประชาธิปไตยแบบมีขั้นตอน” บ้าง หรืออย่างที่เป็นอยู่ในประเทศเมียนมาในทุกวันนี้ ที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยแบบมีวินัย” นั้น

สำหรับแนวทางของ “ผู้รู้” ซึ่งหมายถึงนักวิชาการและนักเคลื่อนไหวด้านประชาธิปไตย ก็ค่อนข้างจะเป็นที่สับสน ในส่วนของนักวิชาการก็มีทั้งที่ “เอาตัวรอด” เพราะเกรงกลัวทหารบ้าง หรือไม่อยากเดือดร้อน ก็อมพะนำเงียบ บางคนก็ร่วมแสวงหาประโยชน์กับผู้มีอำนาจ (ไม่ใช่แต่ในยุคของทหาร ในยุครัฐบาลเลือกตั้งก็มีมาก) ก็ชโลมเชลียร์ตามน้ำกันไปก็มี ยิ่งไปกว่านั้นความแตกแยกในสังคมไทยที่มีมาตลอดหลายปีมานี้ ก็ทำให้บรรดานักวิชาการเองก็แบ่งฝักแบ่งฝ่ายไปด้วย ซึ่งก็รวมถึงนักเคลื่อนไหวต่างๆ ที่บิดเบือนประชาธิปไตยให้เป็นไปตามที่ตนต้องการ

ยกตัวอย่างเมื่อวันพุธที่ผ่านมา มีการอภิปรายทางวิชาการที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในหัวข้อเกี่ยวกับประชาธิปไตยและการร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีวิทยากรเป็นนักวิชาการด้านนิติศาสตร์ 2 ท่าน และด้านรัฐศาสตร์ 1 ท่าน เท่าที่วิเคราะห์เนื้อหาจากการพูดของทั้ง 3 ท่าน (ขออภัยที่ไม่ได้ไปฟังด้วยตนเอง แต่อ่านเอาจากโพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 22 ต.ค. 58) จับอารมณ์ได้ว่าทั้ง 3 ท่าน มีความระมัดระวังในการพูดพอสมควร ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่ามี 2 ท่าน เคยถูกเชิญไปปรับทัศนคติมาแล้ว ส่วนอีกท่านหนึ่งก็คงไม่อยากไปมีสภาพเป็นอย่างสองท่านนั้น

สรุปว่าในทุกวันนี้เราคงจะเอาสาระอะไรกับ “ผู้รู้” หรือนักวิชาการทั้งหลายได้ ผู้เขียนเองแม้จะเป็นนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ แต่ก็เจียมตนว่าไม่ใช่ระดับ “กูรู” หรือ “ซุป’ตาร์” ทางด้านนี้ ที่เขียนมาอย่างนี้ในภาวะเช่นนี้ก็ “หลบเลี่ยง” อย่างเต็มความสามารถ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะ “แตะๆ” อะไรบางเรื่อง แต่ถ้าเป็นระดับปรมาจารย์บางท่าน อย่างท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ล่วงลับไปแล้ว ระดับนั้นถือว่าเป็นได้ทั้ง “ห้ามล้อ” และ “คันเร่ง” ให้กับสังคมได้เลยทีเดียว

ทุกวันนี้บ้านเมืองอยู่ในสภาพ “ว้าเหว่วังเวง” หรือในสำนวนที่แปลมาจากฝรั่งว่า “ยังไม่อาจมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” ไม่มีใครที่จะให้พึ่งพิงได้ ครั้นจะพึ่งท่านผู้นำทหารทั้งหลาย ก็เห็นแล้วว่า 83 ปีตั้งแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี 2475 ท่านก็พาคนไทย “เข้ารกเข้าพง” หรือ “ปัสสาวะไม่สุด” และ “ทำเสียของ” มาทุกครั้ง ครั้นจะหวังพึ่งท่านผู้รู้ชี้ทางสว่างให้สติปัญญาในทางที่ถูกที่ควร ก็หันไปเจอแต่ “ความเงียบและความกลัว”

ดังนั้น ก็คงจะมีอีกเพียงหนทางเดียว คือ “พึ่งตัวเรา” นั่นแหละ

ผู้เขียนขอออกตัว (ด้วยความกลัวบ้างเหมือนกัน) ก่อนว่า ไม่ได้คิดที่จะปลุกระดมหรือบอกให้คนไทยกระด้างกระเดื่องต่ออำนาจรัฐ หรือคิดต่อต้านผู้มีอำนาจใดๆ เพียงแต่อยากจะฝากแง่คิดในฐานะที่ทำการเคลื่อนไหวต่อสู้และเรียกร้องในเรื่องต่างๆ มาบ้าง รวมถึงความเป็นพุทธศาสนิกชนที่มีพุทธพจน์ว่า “อัตตาหิ อัตตาโน นาโถ ตนนั่นแหละเป็นที่พึ่งแห่งตน” ให้คนไทยช่วยกันมาสร้างประชาธิปไตยด้วยตนเอง (เพื่อฝากไว้ให้ลูกหลาน – ว่าเข้าไปนั่น)

ประการแรก คนไทยที่อยู่ในอาชีพอื่นๆ มีจำนวนมากกว่าทหารอย่างแน่นอน และในฐานะที่ผู้เขียนสอนหนังสือในมหาวิทยาลัย ก็ยืนยันได้ว่านายทหารส่วนใหญ่ที่จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อย จปร. ก็ไม่ได้เรียนวิชาพื้นฐานเกี่ยวกับการเมืองการปกครองมากกว่าคนไทยที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยต่างๆ แต่อย่างใด ยิ่งเป็นเรื่องความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยด้วยแล้ว ระบบทหารก็ยิ่งไม่ได้ช่วยในการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ให้มากขึ้นเช่นกัน

ประการต่อมา ทหารก็มีหัวใจขนาดเท่ากำปั้นเหมือนคนทั่วๆ ไป จึงไม่ได้มีความรักชาติมากกว่าคนไทยทั้งหลายอย่างแน่นอน เพียงแต่ทหารมีหน้าที่ที่ต้องปกป้องชาติ จึงได้เปรียบในการอ้างอำนาจดังกล่าว แต่ถ้าเปิดดูรัฐธรรมนูญทุกฉบับก็กำหนดให้คนไทยช่วยกันปกป้องชาติเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่ยุติธรรมที่จะปล่อยให้ทหารแบกรับภาระดังกล่าวโดยลำพัง ควรที่คนไทยทั้งหลายจะต้องมี “สำนึกรักและแหนหวง” ประเทศไทยขึ้นมาบ้างแล้ว

ประการสุดท้าย ทหารรับราชการแล้วก็ต้องเกษียณ หมดพลังอำนาจในที่สุด แต่คนไทยยังคงต้องเป็นคนไทยไปตลอดชีวิต ผู้มีอำนาจหลายคนมีเงินซุกซ่อนอยู่ในต่างประเทศ เขาอาจจะไปแสวงหาความสุขที่อื่นได้ แต่คนไทยยังยากจนยังต้องอาศัยอยู่บนแผ่นดินนี้ไปอีกนาน

สามแยกประชาธิปไตยตรงนี้ ท่านจะเลือกเดินไปกับใคร?

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง