
เลือกตั้งเมื่อไหร่กลับประชาธิปัตย์
ท่ามกลางกระแสข่าวถึงรอยร้าวในพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เมื่อคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย
ท่ามกลางกระแสข่าวถึงรอยร้าวในพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เมื่อคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ออกอาการระหองระแหงกันหลายรอบ ตอกย้ำด้วยปมล่าสุดกับจุดยืนเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการมูลนิธิ กปปส. ประกาศสนับสนุนเต็มที่ สวนทางกับฝั่ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาเรียกร้องให้สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) โหวตคว่ำก่อนจะบานปลายกลายเป็นปัญหาในอนาคต
วิทยา แก้วภราดัย อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่นอกจากมีสถานะสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ในสัดส่วน กปปส.แล้ว ยังมีสถานะเป็นรองประธานมูลนิธิ กปปส. เขาเริ่มต้นอธิบายงานของมูลนิธิว่า จะทำเรื่องการจัดการศึกษา จัดตั้งชุมชนตัวอย่าง เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งได้เริ่มทำไปแล้ว คาดว่าปลายปีหน้าจะเปิดโรงเรียนอาชีวะที่สอนเรื่องคุณธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม
คำถามที่ว่า กปปส. จะมีบทบาทเข้มแข็งเหมือนอดีตหรือไม่นั้น เขาเห็นว่าพลังของ กปปส.ยังมีอยู่ แม้จะเปลี่ยนมาเป็นมูลนิธิ แต่ก็ยังอยู่ในใจคน ที่ผ่านมาเป็นการบันทึกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่คนพูดถึงจำนวนมาก ถึงวันนี้บางคนก็ยังพูดคุยกันอย่างมีความสุข จากที่ไปเจอคนเหล่านี้เขาก็ยังนั่งทบทวน “วันแห่งความหวาน”
“พวกเขาพูดถึงการต่อสู้อย่างมีความสุข เขาภูมิใจสิ่งที่เขาได้ทำ เป็นการสร้างปรากฏการณ์คุณธรรมทางสังคมครั้งยิ่งใหญ่ของสังคมไทย ทำให้รู้ว่าพื้นฐานของคนไทยนั้นเป็นคนดี เพียงแต่ว่าเขาจะขับเคลื่อนความดีให้ปรากฏอย่างไร
ที่ผ่านมาคนที่ไม่เคยพูดจากันเลยทั้งที่อยู่บ้านติดกัน หมู่บ้านจัดสรรเดียวกัน อยู่กันมาสิบปี ปีหนึ่งทักกันสักหน สิบปีไม่เคยซื้อของฝากกัน แต่คนหน้าดำๆ มาจากชนบท คนจากหมู่บ้านจัดสรรกลับตื่นตีสองไปหุงข้าวหุงปลา ตีสี่ไปส่งให้เขากิน มันเกิดอะไรขึ้น ผมคิดว่าต่อมคุณธรรมมันโดนกระตุ้น
...กรณีของคนดีกระบี่ ที่เราเห็นก็เป็นความพลุ่งพล่านทางคุณธรรมของมนุษย์ มันทำได้เพียงแต่ว่าหัวต้องเป็นตัวอย่างด้วยหางถึงจะได้กระดิกตาม ถ้าหัวไร้คุณธรรม ยกตัวอย่างโกงได้แต่ต้องแบ่งกันอย่างนี้ก็จบ ยกตัวอย่างคนกระบี่ที่ไปช่วยต่างชาติ ช่วยแล้วหันหลังกลับ ภาพนี้มีปรากฏอยู่ในช่วงที่เราชุมนุม กปปส.เยอะมาก ช่วยแล้วหันหลังกลับ มาแล้วไม่รู้เป็นใคร แค่ประกาศว่าไม่มีผ้าห่ม ไม่รู้มาจากไหนตีสามตีสี่ยังหาผ้าห่มมาให้ได ถือเป็นกระบวนการต่อสู้ครั้งใหญ่ของคนนับล้านคน ได้สร้างวัฒนธรรมใหม่ขึ้นมาเยอะ”
รองประธานมูลนิธิ กปปส. มองว่าเรื่องการปฏิรูปหากมูลนิธิเห็นว่ามีช่องทางไหนก็จะคอยทำข้อเสนอ แต่ไม่ใช่ทุ่มเทเรื่องการเมือง ส่วนใครจะไปเป็นนักการเมืองเรื่องของเขา ความเห็นผม คนที่ออกมาจากพรรคประชาธิปัตย์ ก็ควรจะกลับประชาธิปัตย์ อย่าง สุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศเลิกเล่นการเมืองก็ต้องหยุด อยู่ทำมูลนิธิไป ส่วนคนอื่นก็ควรกลับ
“เราไม่ได้โกรธอะไรตอนออกจากพรรคประชาธิปัตย์ เรารู้เพียงว่าระบบรัฐสภาไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เราถึงเดินออก ไม่ได้โกรธประชาธิปัตย์ มีเลือกตั้งครั้งหน้าก็เรียกร้องให้กลับ ตอนออกมาก็ไม่มีเงื่อนไขอะไร ตัดสินใจออกก็ออกไม่ได้เจรจาอะไร ส่วนเขาจะรับไม่รับก็ว่ากันไปตามระบบ ไปแล้วไม่เหลือที่นั่งก็ต้องยอมรับสภาพ เพราะตัดสินใจออก ตอนนั้นก็ไม่รู้จะได้กลับหรือเปล่า ตอนนี้มีคดีติดตัวทุกคน ต้องสู้กันไปสามศาล แต่เราเชื่อว่าสิ่งที่เราทำไม่ได้ละเมิดกฎหมาย”
สำหรับกระแสข่าวรื่องการตั้งพรรคใหม่ วิทยา ยืนยันว่าไม่เห็นมีใครจะไปตั้งพรรคใหม่ ทุกคนกลับหมด หรือที่มีข่าวว่าจะมีไปตั้งพรรคนอมินีเท่าที่เห็นก็ไม่มี
“เรื่องทะเลาะกันนี่คนที่อยู่ด้วยกันทุกวันยังทะเลาะกันเลย คนห่างกันไปมีทะเลาะกันบ้างเป็นธรรมดา อย่าถือเป็นสาระ” วิทยาอธิบายถึงความเห็นที่แตกต่างระหว่าง กปปส. และ ปชป. โดยเฉพาะเรื่องร่างรัฐธรรมนูญที่อาจจะเป็นเพราะมองสถานการณ์ไม่ตรงกัน และการเห็นต่างกันยังเป็นความสวยงามของระบบนี้
“หากคิดเหมือนกันหมดก็ไม่ต้องมีสภา มีแค่คนเดียวพอแล้ว แต่นี่ต้องมี 200 คน เพื่อให้คนคิดไม่เหมือนกัน มาเถียงกันมาหาข้อสรุป เป็นเรื่องปกติ คนในวิถีนี้ต้องยอมรับได้กับความเห็นต่าง ผมทำงานพรรคนี้เห็นทะเลาะกันมาตลอด เถียงกันตลอด ไม่ใช่สั่งได้ หัวหน้าสั่งแล้วไม่ใช่ว่าจะปฏิบัติตามหมด”
ถามว่าความขัดแย้งจะทำให้พรรคอ่อนแอลงหรือไม่ วิทยา อธิบายว่า ไม่ทำให้พรรคอ่อนแอลง แต่จะทำให้พรรคเข้มแข็งขึ้น “อย่างผมกลับมาพรรคมีคนตามผมมาเป็นล้านไม่ต้องกลัวไม่ขาดทุน พวกผมออกไปคนไม่เยอะขนาดนั้น เพียงแต่ผมจะพากลับมาหมดได้หรือเปล่าเท่านั้นเอง พรรคจะรับเขาหมดหรือเปล่าผมออกไปไม่เสียมวลชน ได้มวลชนเพิ่ม”
ในแง่คะแนนเสียงจะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ได้เพิ่มขึ้นหรือไม่ วิทยา ตอบสั้นๆ ว่า “ควรจะเป็นอย่างนั้น”
วิทยา วิเคราะห์ว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าหากมองโดยพื้นฐานแล้วอาจไม่ถึงขั้นชนะเสียงข้างมาก แต่คะแนนน่าจะดีขึ้นกว่าเดิม เมื่อสามารถนำมวลมหาประชาชนส่วนหนึ่งไปบวกกับกำลังพรรคที่มีอยู่ แต่ก็มีเงื่อนไขเว้นแต่การเมืองมีการปฏิรูป โอกาสก็จะมีมากขึ้น
ถามว่าพรรคประชาธิปัตย์จะแตกจนมีขนาดเล็กลงหรือไม่ เพราะมีบางคนที่เริ่มลาออกจากพรรคไปบ้างแล้ว วิทยา กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์มีคนผ่านไปผ่านมาตลอด
“มีคนออกไปตั้งแต่รุ่น คุณสมัคร สุนทรเวช ประชาธิปัตย์คือโรงเรียนอนุบาลโรงเรียนสาธิต พอเริ่มกล้าแกร่งแล้วก็ไปเรียนโรงเรียนวัดลิงขบบ้าง อะไรบ้าง (หัวเราะ) แต่โรงเรียนก็ยังอยู่ได้ สอนเด็กรุ่นใหม่เข้ามาเรื่อยๆ โตแล้วก็ย้ายโรงเรียนไป ออกจากสาธิตไปอยู่ไหนก็เรื่องของเขา” วิทยากล่าว







