
รับมือภัยแล้ง
อึ้ง! หนี้เสียของเกษตรกรเบ่งบาน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รายงานตัวเลขหนี้
อึ้ง! หนี้เสียของเกษตรกรเบ่งบาน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รายงานตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอล ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2558 เพิ่มมาอยู่ที่ระดับ 6 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5.66% ของสินเชื่อรวม หรือเพิ่มขึ้นเท่าตัวเมื่อเปรียบเทียบจากสิ้นปีบัญชี 2557 ซึ่งมียอดเอ็นพีแอลราว 3 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 3.38% ของยอดสินเชื่อรวม
หนี้เสียของเกษตรกรเพิ่มขึ้นถึง 3 หมื่นล้านบาท ภายในเวลา 6 เดือน เป็นเหตุการณ์ที่ผิดปกติ แม้ว่าสถานการณ์นี้เป็นสิ่งที่ ธ.ก.ส.คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าและพยายามออกมาตรการสกัดหนี้เสียมาชุดใหญ่แล้วก็ตาม แต่ยังไม่สามารถบรรเทาปัญหานี้ได้ เพราะภัยแล้งรุนแรง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความสามารถในการหารายได้และการผ่อนชำระหนี้ของเกษตรกรพลาดเป้าหมาย
ปัญหาภัยแล้งจะยังคงส่งผลต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า จึงมีโอกาสที่ผลผลิตทางการเกษตรจะลดลง และถูกซ้ำเติมจากราคาสินค้าตกต่ำด้วย ทั้งข้าวเปลือกและยางพาราที่เป็นพืชสำคัญ ส่งผลให้รายได้เกษตรกรหดหายไม่มีเงินเพียงพอสำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน รวมถึงส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของเกษตรกรไปด้วย
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คาดการณ์ความเสียหายจากภัยแล้งตั้งแต่ปลายปี 2557 ต่อเนื่องไปจนถึงฤดูแล้ง 2559 น่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรประมาณ 8 แสนราย แต่หากประเมินเฉพาะผลกระทบในช่วงหน้าแล้งปีหน้า คาดว่าจะส่งผลให้เงินชาวนาหายไปอีกเกือบ 6 หมื่นล้านบาท
ล่าสุดภาครัฐเร่งออกมาตรการรับมือทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย ครม.อนุมัติ 8 มาตรการ 50 โครงการ ใช้งบประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท ได้แก่ มาตรการลดรายจ่ายในครัวเรือน การชะลอหรือขยายเวลาชำระหนี้กับสถาบันการเงิน จ้างงานสร้างรายได้แก่เกษตรกร การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ การส่งเสริมสุขภาพและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และอื่นๆ
ด้าน ธ.ก.ส.เรียกประชุมผู้จัดการสาขาทั่วประเทศเร่งหาทางช่วยเหลือลูกค้า โดยหลักๆ คือการขยายเวลาและลดภาระค่างวดให้เหมาะสมกับที่มาของรายได้ของลูกค้าแต่ละราย และเตรียมออกมาตรการ ได้แก่ การลดดอกเบี้ยให้ชาวนา 3% ใช้เงินชดเชยจากรัฐ 975 ล้านบาท การให้สินเชื่อแก่สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน 1.25 หมื่นล้านบาท และโครงการสินเชื่อชะลอการขาย หรือการรับจำนำข้าวหอมมะลิกับข้าวเหนียวสำหรับเกษตรกรที่มียุ้งฉางอีก 2.6 หมื่นล้านบาท โดยฝ่ายการเมืองยังต้องการให้ ธ.ก.ส.ลดดอกเบี้ยเงินกู้ที่คิดกับลูกค้าปกติให้ลดลงมากกว่านี้
ทั้งนี้ หากต้องการแก้ปัญหาหนี้ภาคเกษตร ยกระดับรายได้เกษตรกรไทยให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เห็นควรต้องมีการรวมศูนย์การแก้ปัญหาภาคเกษตรแบบครบวงจร เพื่อประสานมาตรการที่แต่ละหน่วยงานจะออกมาทั้งหมดให้สอดรับและเดินไปด้วยกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำจนงานเกิดความซ้ำซ้อนเช่นในปัจจุบัน หากไม่ปรับปรุงการทำงานเชื่อว่าเกษตรกรไทยคงตกอยู่ในภาวะหนี้สินล้นพ้นตัวเข้าสู่การล้มละลายในไม่ช้านี้







