
หมอกควันไทยเลวร้ายที่สุดรอบ 10 ปี
สถานการณ์หมอกควันไฟป่าในอินโดนีเซีย ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้านมาอย่างยาวนานหลายเดือน ดูเหมือนยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่ออินโดนีเซียอย่างมากมาย
สถานการณ์หมอกควันไฟป่าในอินโดนีเซีย ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้านมาอย่างยาวนานหลายเดือน ดูเหมือนยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่ออินโดนีเซียอย่างมากมาย
สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า เหตุการณ์ไฟป่าที่ทำให้เกิดหมอกควันปกคลุมไปทั่วเอเชียอยู่ในขณะนี้ เป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 10 ปี โดยระบุว่า บริษัทที่ผลิตสินค้าในอินโดนีเซียซึ่งถูกครหาว่าทำให้เกิดไฟป่านั้น เป็นต้นเหตุที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ ส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อภาคใต้ของไทยอยู่ในขณะนี้
รายงานได้อ้างการเปิดเผยของ ฮาเล็ม เจะมาริกัน ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 16 จ.สงขลา โดยระบุว่า สถานการณ์ในขณะนี้เป็นสถานการณ์ที่นับว่าเลวร้ายมากที่สุด โดยมลพิษทางอากาศนั้นนับได้ว่าอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจของประชาชน รวมทั้งลม ซึ่งเป็นปัจจัยหลักได้พัดพาหมอกควันเข้าสู่ทางตอนใต้ของไทย และมีกำลังอ่อนลง ทำให้คาดว่าหมอกควันไฟป่าจะยังคงปกคลุมภาคใต้ของไทยต่อไปอีก
รายงานยังระบุอีกว่า จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวมีด้วยกัน 7 จังหวัด ได้แก่ จ.สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส โดยหาดใหญ่ ซึ่งนับว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของ จ.สงขลา ได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเจ้าหน้าที่ของสนามบินหาดใหญ่ จ.สงขลา ระบุว่า หมอกควันที่อยู่ในระดับอันตราย ส่งผลทำให้เที่ยวบินล่าช้า รวมไปถึงสายการบินบางสายไม่สามารถนำเครื่องลงจอดที่ท่าอากาศยานหาดใหญ่ได้ ทำให้ต้องเปลี่ยนเส้นทางไปลงจอดที่ จ.สุราษฎร์ธานี แทน
นอกจากนี้ ผลกระทบดังกล่าวยังส่งผลให้ผู้ที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวชายหาดทั้งใน จ.ภูเก็ต และเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ต้องเดินทางกลับ เนื่องจากระดับหมอกควันที่ยังอยู่ในระดับที่อันตรายเกินไป โดยประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ต้องสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันอันตรายจากหมอกควันดังกล่าว
อินโดนีเซียนับได้ว่าเป็นประเทศที่มีการเผาทำลายพื้นที่ป่าพรุเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยการเผาป่าพรุเพื่อทำการเพาะปลูกปาล์มน้ำมันเพื่อนำมาใช้เป็นผลิตภัณฑ์อุปโภคนั้น นับว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเมื่อมีการเผาป่าเกิดขึ้น จะส่งให้ป่าพรุกลายเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่ชั้นบรรยากาศ โดยสิงคโปร์รวมทั้งมาเลเซียได้ออกมาตำหนิการกระทำดังกล่าวอย่างมาก
ย้อนกลับไปเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว การเผาทำลายพื้นที่ป่าเพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับเพาะปลูกปาล์มน้ำมันของอินโดนีเซีย ส่งผลให้ค่ามลภาวะทางอากาศที่ลดลงสู่ระดับอันตรายปกคลุมไปทั่วทั้งในอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ รวมทั้งภาคใต้ของไทย
แม้ว่าเมื่อเดือนที่ผ่านมา อินโดนีเซียจะได้รับความช่วยเหลือจากทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย ญี่ปุ่น และรัสเซียแล้ว แต่ดูเหมือนว่าเหตุการณ์ดังกล่าวยังไม่มีทีท่าว่าจะบรรเทาลง รวมทั้งคาดว่าจะส่งผลกระทบกับภาคใต้ของประเทศไทยไปอีกสักระยะหนึ่ง
ทั้งนี้ ประเทศไทยได้มีการติดตามวิกฤตหมอกควันอย่างใกล้ชิด โดยมีการหาทางป้องกันและแก้ไข รวมทั้งให้ความรู้ประชาชนในการดูแลตนเองอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับระบบทางเดินหายใจ







