
เฟดมึน โลกป่วน ทองคำสิ้นมนต์ ‘เซฟเฮเวน’
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
“ทองคำ” ได้ชื่อว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Heaven) ซึ่งหมายความว่า เป็นสินทรัพย์ที่ความผันผวนต่ำและความเสี่ยงน้อย จึงเป็นแหล่งพักการลงทุนที่ปลอดภัย สำหรับนักลงทุนที่ต้องการหนีจากความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจและการเมืองโลกมาตลอดทุกครั้ง
อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ต้นปี 2015 นี้มา ราคาทองคำกลับขึ้นๆ ลงๆ กลายเป็นสินทรัพย์ที่ผันผวนอย่างที่ไม่น่าเชื่อได้ว่าเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” เอาเสียเลย
ราคาน้ำมันตกต่ำลงมาต่ำกว่า 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ตลอดทั้งปี 2015 นี้ เล่นเอาประเทศส่งออกน้ำมันแทบจะล่มจมไปตามๆ กัน ประกอบกับการที่จีนไม่สามารถเติบโตได้เช่นเดียวกับช่วงหลายปีก่อน หรือที่เรียกว่าภาวะ “นิวนอร์มอล” ยิ่งส่งผลให้เศรษฐกิจโลกย่ำแย่ขึ้นไปอีก
ทว่า ในระหว่างที่ทั่วโลกกำลังย่ำแย่ไปตามๆ กัน เศรษฐกิจสหรัฐกลับฉายแววสดใส และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก็ส่งสัญญาณจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในปี 2015 นี้ จนนักลงทุนยังไม่หันกลับไปลงทุนในตลาดทองคำ โดยมีการถอนทุนออกจากกองทุนรวม (อีทีเอฟ) ที่สนับสนุนทองคำทั่วโลกถึง 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.83 แสนล้านบาท) นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา
เหตุผลคือ ทองคำให้ผลตอบแทนสู้ไม่ได้ถ้าหากเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย และส่งให้ราคาทองคำปรับตัวลงมามากกว่า 5% ตลอดทั้งปี 2015 นี้
อย่างไรก็ตาม ตลาดทองคำก็มาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง เมื่อตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐเดือน ส.ค. ออกมาย่ำแย่กว่าที่คิด โดยมีการจ้างงานใหม่ 1.73 แสนตำแหน่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.2 แสนตำแหน่ง เอาไว้มาก จุดชนวนให้นักลงทุน นักวิเคราะห์ และบรรดาผู้จับตาตลาดต่างเก็งว่าเฟดจะไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้
นอกจากตัวเลขจ้างงานที่ย่ำแย่แล้ว เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นของสหรัฐก็ยังลงแรง ภายหลังจากที่ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ประกาศอ่อนค่าเงินหยวนลงเกือบ 3% โดยดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปรับตัวลงไป 11% กลายเป็นสัญญาณที่แสดงว่า เศรษฐกิจจีนที่อ่อนแอเริ่มกระทบกับการฟื้นตัวของสหรัฐเสียแล้ว
หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.9% ก่อนที่จะปรับตัวลงไปอีกในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา แม้จะมีข้อมูลออกมาว่า จีนเข้าซื้อทองคำไปเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น 1% จาก 53.93 ล้านออนซ์ ในเดือน ก.ค. เป็น 54.45 ล้านออนซ์ เมื่อสิ้นเดือน ส.ค.
สาเหตุที่ราคาทองคำกลับไปลงอีกครั้ง ปัจจัยหนึ่งเกิดจากการยืนยันของเฟดที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ ภายหลังการประชุมเมื่อเดือน ก.ย. โดยอัตราว่างงานเดือน ส.ค. ลดลงมาอยู่ที่ 5.1% หรือที่เฟดเรียกว่าเป็นการจ้างงานสมบูรณ์
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ก็กลับพลิกผันอีกรอบ ตัวเลขการจ้างงานเดือน ก.ย. ของสหรัฐออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้อีกครั้ง โดยอยู่ที่เพียง 1.42 แสนตำแหน่ง จากที่
คาดการณ์ไว้ที่ 2 แสนตำแหน่ง ในขณะที่สมาชิกผู้กำหนดนโยบายทางการเงินของเฟด (เอฟโอเอ็มซี) ก็มีความเห็นที่แตกต่างกัน สร้างความไม่แน่นอนให้แก่การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดเข้าไปอีก
นอกจากนี้ หลายสถาบันทั่วโลกทั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ก็เดินหน้าปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจในปีนี้ลงอีกด้วย
ปัจจัยลบเหล่านี้ทำให้นักลงทุนเดินหน้าเข้าหาทองคำที่ได้ชื่อเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้ราคาทองคำกลับมาปรับขึ้นอีกครั้งในเดือน ต.ค.นี้ โดยทั้งเดือนที่ผ่านมาราคาทองคำปรับขึ้นไปแล้ว 5.2%
ดังนั้น ประเด็นทางเศรษฐกิจจึงเป็นประเด็นหนึ่งที่ทำให้ราคาทองคำผันผวนในปีนี้ โดยความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนหันไปพึ่งพาทองคำ และเมื่อคิดว่าเศรษฐกิจเริ่มมีเสถียรภาพ เฟดทำท่าจะขึ้นดอกเบี้ย ก็ถอนทุนจากทองคำไปลงทุนในสิ่งที่ได้ผลตอบแทนมากกว่า ก่อนจะประสบกับความไม่แน่นอนและหันมาลงทุนทองคำอีกครั้ง ซึ่งแต่ละช่วงเรียกได้แทบจะเปลี่ยนเอาทุกเดือน วนไปวนมาตลอดทั้งปีนี้
สุดท้าย จึงก่อให้เกิดรูปแบบการขึ้นแล้วก็ลง ขึ้นมากแล้วก็ลงมาก ของทองคำตลอดทั้งปีนี้ เป็นความผันผวนที่ทำให้ชื่อเสียงในการเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” ที่ความผันผวนน้อยเริ่มจะหมดไปเสียแล้ว
“ทองคำซื้อขายในฐานะตัวแทนของการคาดการณ์จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ ผู้คนเริ่มหันมามองทองคำ และคาดการณ์ว่าจะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ทองคำก็ไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่คิด” เควิน นอร์ริช หัวหน้าฝ่ายวิจัยสินค้าโภคภัณฑ์ของธนาคารบาร์เคลย์ กล่าว
ที่ผ่านมา ประเด็นทางเศรษฐกิจก็เคยมีประวัติสร้างความผันผวนให้แก่ราคาทองคำมาแล้ว เช่น ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 เป็นต้นมา ราคาทองคำพุ่งขึ้นไปสูงมากกว่า 150% เลยทีเดียว จนถึงเดือน ก.ย. 2011
แต่นับตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา ราคาทองคำก็ปรับตัวลงไปราว 40% เลยทีเดียว โดยตกจากราว 1,900 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ เป็น 1,200 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ในปี 2015 นี้ จากเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก และการออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของสหรัฐ และการใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำใกล้ศูนย์ ทำให้นักลงทุนหันไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า
เรียกได้ว่า ประเด็นความไม่แน่นอน (และกลับมาแน่นอน) ทางเศรษฐกิจเป็นตัวจุดชนวนความผันผวนของตลาดทองคำเลยทีเดียว
นอกจากประเด็นทางเศรษฐกิจแล้ว ประเด็นทางการเมืองโลกก็มีประวัติสร้างความผันผวนให้แก่ตลาดทองคำเช่นเดียวกัน
ยกตัวอย่างในปี 1980 ที่สหภาพโซเวียตส่งกองกำลังเข้าไปในอัฟกานิสถาน ราคาทองคำเองก็เพิ่งขึ้นไปมากกว่า 60% เมื่อเทียบกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน โลกก็เรียกได้ว่าไม่ค่อยสงบนัก ทั้งการ
ส่งเครื่องบินรบเข้าไปในซีเรียของรัสเซียและการสนับสนุนกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในตะวันออกของยูเครน
ทองคำจึงติดบ่วงสถานการณ์ทั้งการเมืองและเศรษฐกิจโลกที่แน่นอนในเวลาสั้นๆ และกลับไปไม่แน่นอนในเวลาสั้นๆ อีกตลอดทั้งปีนี้ จนสินทรัพย์ปลอดภัยเอง อาจจะสิ้นชื่อไปเลยก็ได้







