
นักวิชาการแนะรธน.ใหม่ เพิ่มประชาธิปไตยทางตรง
เวทีเสวนาวิชาการ “รัฐธรรมนูญไทย : มองไปข้างหน้า” ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
เวทีเสวนาวิชาการ “รัฐธรรมนูญไทย : มองไปข้างหน้า” ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 21 ต.ค. นักวิชาการด้านนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ เห็นว่าการร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยต้องเพิ่มประชาธิปไตยทางตรง ให้ประชาชนเข้ามาตรวจสอบผู้แทนของตัวเอง
เกษียร เตชะพีระ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้มุมมองว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา สังคมไทยเปลี่ยนแปลงไม่เป็นประชาธิปไตยจนทำให้การบริหารรวมถึงนโยบายขาดความต่อเนื่อง ซึ่งการทำร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ผ่านความเห็นชอบ สะท้อนว่าการทำรัฐธรรมนูญให้ลงตัวกับสถานการณ์การเมืองมีความยากมาก
“วิธีการแก้ไข คือ ต้องเพิ่มประชาธิปไตยทางตรง ให้ประชาชนเข้ามาตรวจสอบผู้แทนของตัวเอง ทั้งก่อนการเลือกตั้งและหลังเข้ารับตำแหน่งและถอดถอนผู้ได้รับเลือกตั้ง ให้ประชาชนออกเสียงในเขตเลือกตั้งถอดถอน หรือลงประชามติกฎหมายที่สำคัญที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในบ้านเมือง หากมีปัญหาให้ลงประชามติให้คนไปโหวต โดยไม่ล้มระบอบประชาธิปไตยหรือล้มสถาบันการเมือง” เกษียร ระบุ
อย่างไรก็ตาม วิธีแก้ปัญหาตามสากลที่ดำเนินการ คือ ให้ระบบผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งอยู่เหนืออำนาจระบบราชการ ให้ระบบราชการปลอดการเมือง ด้วยการให้ทหารถอยทัพออกจากระบบการเมืองและกลับกรม กอง ไปทำภารกิจสำคัญในการป้องกันประเทศ
ขณะที่ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) คว่ำไปมีความอัปลักษณ์ เช่น กำหนดให้มีอภิรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีที่ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง รวมถึงได้เปลี่ยนองค์ประกอบของประชาธิปไตยให้เกิดความไม่เป็นประชาธิปไตย
ส่วนบทบัญญัติว่าด้วยการรับรองสิทธิเสรีภาพประชาชนที่ขาดความเป็นประชาธิปไตย คือ สิทธิในทางการเมืองที่กำหนดเจตจำนงของประชาชนไม่ได้รับความเคารพและได้รับการยอมรับในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำให้ประเด็นอื่นๆ ไม่มีความหมาย เพราะการจำกัดสิทธิดังกล่าวตามความชอบใจ จะทำให้เกิดปรากฏการณ์องค์อำนาจที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนขึ้นได้
ขณะที่ฝ่ายการเมืองต้องถูกตรวจสอบในมาตรฐานแบบเดียวกัน ทั้งนี้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะออกมาจะยึดตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 35 แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ ประเด็นการออกแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่เหมาะสมกับสังคมไทยนั้น สะท้อนได้ถึงความมีปัญหา โดยเฉพาะบุคคลที่จะกำหนดความเหมาะสม
ทั้งนี้ เพราะมองว่าผู้ที่จะกำหนดความเหมาะสมได้นั้น คือ ประชาชน แม้สังคมที่มีความเห็นต่างทางความคิด จำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนความเห็น มีโอกาสแสดงความเห็นเต็มที่ก่อนจะตัดสินอย่างยุติธรรม ซึ่งระบบนี้ไม่ทำให้คนฆ่ากัน แต่เมื่อดูถูกคนและมองว่าใช้ประชาธิปไตย 4 วินาที จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นส่วนที่ทำลายระบบได้
“หากรัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตยไม่ควรให้ผ่านประชามติ แม้นักการเมืองอยากกลับสู่สนามเลือกตั้ง แต่ควรคิดถึงอนาคตยาวๆ รวมถึงต้องคำนึงถึงประชาชนฐานะเจ้าของอำนาจมากกว่าการกลับเข้าสู่ระบบเลือกตั้ง อีกทั้งมองอนาคตของร่างรัฐธรรมนูญที่กรรมการร่างทำอยู่นั้น จะมีการต่อรองเพื่อให้ผ่านประชามติด้วยการให้พรรคการเมืองร่วมสนับสนุน โดยให้ชื่อว่ารัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่ที่พอยอมรับได้ แต่อนาคตผมไม่มั่นใจว่ารัฐธรรมนูญจะไม่สร้างปัญหาขึ้นอีก” วรเจตน์ ระบุ
ขณะที่ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สังคมอยู่ระหว่างการคาดการณ์ว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติหรือไม่และ กรธ.ที่มี มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน อยากให้ผ่านประชามติหรือไม่ ซึ่งความจริงต่อคำคาดการณ์ดังกล่าวพิสูจน์ได้จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2558 หากไม่แก้ไขแสดงว่าไม่ต้องการให้ผ่านประชามติและต้องการอยู่ในอำนาจยาว ทั้งนี้ไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจ แต่วิธีป้องกันรัฐประหารหรือแก้คอร์รัปชั่น คือสร้างประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง โดยรัฐธรรมนูญถือเป็นส่วนหนึ่ง แม้จะขัดแย้งหรือแตกต่างกันแต่ต้องปกครองตัวเองให้ได้
“รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมไม่คาดหวังอะไรมากว่าเราจะได้สิ่งที่ดีที่สุด แต่หวังว่า กรธ.จะตั้งใจโดยมีเจตนารมณ์ร่างให้คนยอมรับ ผมคิดว่าเราคาดหวังว่าจะได้รัฐธรรมนูญที่ดีพอสมควร โดยไม่แย่ไปกว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ยกเลิกไป และพาเรากลับเข้าสู่การปกครองตนเองได้ต่อไป” ปริญญา ระบุ







