ไม่กลัวโดนด่า! "ขอลุยเพื่อความถูกต้อง" เปิดใจ "ปนัดดา วงศ์ผู้ดี"
เปิดใจ "บุ๋ม ปนัดดา" ในฐานะประธานองค์กรทำดี หลังถูกสังคมตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก กรณี ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทล่าสุด
โดย...วรรณโชค ไชยสะอาด
สาวใหญ่รูปงาม ฝีปากจัดจ้าน มาดเเรง อดีตนางสาวไทย "บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี" กำลังโดนสังคมออนไลน์เล่นงานอย่างหนัก หลังจากกระโดดเข้าไปเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ประเด็นดราม่าของสังคม เมื่อไม่กี่วันก่อน โดยถูกตั้งข้อสงสัยอย่างดุเดือดเผ็ดร้อนถึงการกระทำที่ดูลำเอียง และข้อหาจุ้นจ้าน
ในฐานะประธานองค์กรทำดี วันนี้ บุ๋ม ปนัดดา จะมาไขข้อข้องใจว่า องค์กรดังกล่าว ตั้งขึ้นมาเพื่ออะไร และทำไมเธอถึงพร้อมยอมรับกับทุกเสียเซ็งแซ่จากสังคม ที่มีทั้งเหตุผล อารมณ์และความหยาบคาย รุมกระหน่ำถาโถมใส่ตลอดทั้งสัปดาห์
บทบาทหน้าที่ขององค์กรทำดีคืออะไร
เราตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือสังคม ผู้ที่เดือดร้อน ตกทุกข์ได้ยาก เป็นการรวบรวมคนที่อยู่ในวงการบันเทิงและรอบๆ วงการมาช่วยกัน ตอนนี้มีสมาชิกทั้งหมด 31 คน เป็นศิลปินดาราประมาณ 25 คน ถือว่าเยอะนะ เราเปิดตัวตั้งแต่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเอง และกำลังดำเนินการจัดตั้งเป็นมูลนิธิอยู่
ไอเดียเราเกิดขึ้นจากตอนที่เห็นพี่บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์เข้าโรงพยาบาล เขาเป็นไอดอลเรา เรารู้สึกว่า ทำไมคนทำงานเพื่อสังคมต้องมีคนเดียว งานสังคมแบบนี้เราต้องช่วยๆ กัน คนๆ เดียวทำมันไม่ไหวหรอก แต่จะให้เราไปเป็นนักสังคมสงเคราะห์เต็มตัวร้อยเปอร์เซนต์เลยก็คงไม่ได้ เพราะต้องทำงานหลักหาเงินเลี้ยงลูกด้วย
ทีนี้พอเรามองไปรอบๆ เห็นว่าหลายๆ คนอยากจะช่วยเหลือสังคมเหมือนกับเรา ก็คิดว่าทำไมไม่รวมตัวกันล่ะ มาช่วยงานสังคมที่แต่ละคนถนัดกัน อย่างเช่น ตอนไปช่วยคุณยายอายุ 83 ปีท่านหนึ่งที่เลี้ยงแมวมากถึง 30 ตัว กำลังโดนไล่ที่ กรณีนี้เราช่วยคุณยายได้แต่เราไม่รู้จะเอาแมวไปไว้ที่ไหน เราก็ประสานงานไปกับ น้องเก๋ ชลลดา ที่ทำมูลนิธิเดอะวอยซ์ ช่วยเหลือสัตว์ และไปรวมตัวกับหลายๆคนเช่น น้องภูผา วันเฉลิม นักร้องลุกทุ่ง ที่เป็นหน่วยกู้ภัยมานานมาก เขาก็มาช่วยรับส่งคุณยายไปส่งโรงพยาบาลได้ทันถ่วงที มีน้องแคนดี้ รากแก่น และมีเพื่อนๆ คนอื่นที่มีคอนเน็กชั่นทางด้านโรงพยาบาล หรือแม้กระทั่ง หมอโจ้ คมสันต์ พันวิชาติกุล ก็มาช่วยเรื่องเอกสาร ส่วนเราเองมีหน้าที่ประสานงานเจรจาต่อรองกับเจ้าหน้าที่ในการผ่อนผัน ไกลเกลี่ย สิ่งต่างๆ การทำงานร่วมกันแบบนี้เลยทำให้ผลงานมันออกมาเร็ว และประสบความสำเร็จง่ายขึ้น
ซึ่งพอเราเปิดองค์กรขึ้นมาได้สักพักก็มีการขยายตัว อย่างเช่น กลุ่มลูกทุ่งทำดี เป็นกลุ่มของแคนดี้ รากแก่นกับเพื่อนๆ ศิลปินนักร้องลูกทุ่ม หรือกลุ่มร้อยเอ็ดทำดี ที่ตอนนี้มีสมาชิกหลายสิบคน เป็นการแตกกิ่งก้านสาขา จนเรากลายเป็นประธานอาวุโส แก่ทันที
ในการช่วยเหลือเน้นทางด้านไหนเป็นพิเศษ
ไม่ได้เน้นทางด้านไหน ใครมาขออะไรก็พยายามช่วยเหลือหมด ยกเว้นเรื่องเงิน (หัวเราะ) จริงๆ เกณฑ์คัดเลือกก็มีเหมือนกัน อย่างพวกเป็นหนี้นอกระบบ เราก็ไม่ให้ แต่อย่างเป็นคุณแม่มีลูกพิการหรือเป็นออทิสติก เราก็โอเค สิ่งที่องค์กรทำก็คือ ขึ้นเลขบัญชีธนาคาร บอกเล่าเรื่องราว ใช้ความเป็นดาราในการกระจายเผยแพร่ เพื่อให้พวกเขาได้รับการช่วยเหลือจากประชาชน
แต่เราจะตรวจสอบข้อมูลนะ มีทีมทีมงาน 4-5 คนคอยคัดกรองข้อมูลแต่ละเคส และได้รับความร่วมมือจากนักข่าวช่วยตรวจสอบเพิ่มเติมด้วย เพราะว่าโลกโซเชียลมีเดีย มีทั้งประโยชน์และโทษ ดังนั้นเราต้องตรวจสอบ ตัวอย่างเช่น เคสหนึ่งซึ่งเป็นเด็กเล็กโดนไฟไหม้ มีการส่งต่อกันอย่างแพร่หลาย แต่เรามาตรวจสอบพบว่าเป็นเรื่องเก่าเมื่อหลายปีก่อน หรือ ภาพของเด็กหัวโต ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว แต่ก็ยังมีการแชร์ ข้อมูลส่งต่อกันอยู่ มีการแอบอ้างชื่อบัญชีเพื่อหากินกันเป็นพวกมิชฉาชีพ การตรวจสอบสแกนข้อมูลที่เราทำ เป็นการช่วยเหลือประชาชน ในรูปแบบหนึ่งเช่นกัน เพื่อไม่ให้คนใจบุญตกเป็นเหยื่อ
สำหรับการช่วยเหลือผู้เดือดร้อนจะแยกเป็นกรณีต่าง ๆ เช่นกรณีเด็กป่วยหนักไม่มีทางรักษา องค์กรจะเข้าไปช่วยเหลือเบื้องต้นก่อนที่จะลงบัญชีของผู้ปกครองที่ดูแลเพื่อขอรับบริจาค กรณีที่ใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพังไม่มีญาติพี่น้องก็จะเข้าไปช่วยเหลือเท่าที่เราทำได้ สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างที่อยู่อาศัย เปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้น ส่วนกรณีเกี่ยวข้องกับกฎหมาย การฟ้องร้องจะมีฝ่ายกฎหมายคอยให้คำปรึกษา แต่กรณีที่อยู่ในขั้นตอนระหว่างพิจารณาดำเนินคดีองค์กรจะไม่เข้าไปช่วยเหลือเด็ดขาด สุดท้ายกรณีเงินกู้นอกระบบ องค์กรไม่มีนโยบายช่วยเหลือด้านการเงิน แต่ยินดีให้คำแนะนำเพื่อพูดคุยกับทางธนาคารให้
คิดว่าเป็นดาราสามารถช่วยเหลือคนได้มากกว่า การเป็นคนธรรมดา?
ใช่ ลองนึกภาพนะ คืออยากใช้ชื่อเสียงที่มีช่วยเหลือคน ในตอนที่เราดังอยู่ อย่างเช่น เคสหนึ่งควายโดนรถชน คุณตาเจ้าของถูกฟ้องร้องเรียกเงินสองแสนบาทจากบริษัทประกัน เราก็อาศัยความเป็นดาราของเราโทรไปที่บริษัทประกันเลย เพราะเราเคยไปทำพิธีกรให้เขา เล่าให้เขาฟังว่าเกิดกรณีนี้ขึ้น ผู้บริหารระดับสูงบอก ขอเช็คข้อมูลก่อน แปปเดียว ก็โทรกลับมาบอกว่า เขาถอนฟ้องแล้ว งานนี้ทำให้คุณตาไม่ต้องจ่ายสองแสน แถมเรื่องราวที่เรากระจายต่อผ่านทางโซเชียลมีเดีย ยังทำให้คุณตาได้เงินอีกกว่า 6 หมื่นบาท ไปดูแลตัวเองและคุณยายที่ป่วย สรุปคือตอนเราดัง ยังอยากใช้ความเป็นคนมีชื่อเสียงช่วยเหลือคนอยู่ ไม่ใช่โทรไปตอนที่เราไม่ดัง แล้วเขา งง ใครโทรมาวะ ซึ่งคงช่วยเหลือคนไม่ค่อยได้
ล่าสุดหลังจากมีกระแสตำหนิจากสังคมออนไลน์ จะปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานไหม
เอ่อ จะปรับเปลี่ยนน่ะหรือ...คือเราก็เป็นคนขาลุยเหมือนเดิม บางทีสิ่งที่เราทำ มันอาจจะไม่ถูกใจคนได้ทุกคน เขาอาจจะต้องการเห็นเราเป็นขาลุยเหมือนเดิม เหมือนตอนเรียกร้องให้แก้กฎหมายข่มขืนเท่ากับประหารสถานเดียว เพียงแต่ว่า การช่วยอะไรใครก็ตาม ต้องสอบถามความต้องการของคนที่จะให้เราช่วยก่อน เขาขอความช่วยเหลือมา เราก็ถามกลับเสมอว่าต้องการให้เราช่วยอะไรบ้าง หนึ่ง สอง สาม สี่ ไล่มา
ตัวอย่างเช่น เมื่อเขาต้องการความสงบ ขอให้เรื่องจบ โดยวิธีการอย่างงี้ๆ เราก็มีการพูดคุยกันก่อน แต่ตอนนำเสนอออกมา กลายเป็นว่าหลายคนไม่เข้าใจ ไม่ถูกใจ อยากให้ดิฉันใส่อีกฝั่งหนึ่งให้ เขาไม่ฟังกันเลย ไม่ฟังจริงๆ อาศัยด่าว่า หาว่าลำเอียง แต่ผลสุดท้ายที่ออกมาก็เป็นสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการ มันต้องผ่านความอดทนพอสมควร สำหรับคนกลาง คนประสานงาน พูดทั้งหมดก็ไม่ได้ เพราะมีผลกับรูปคดี แต่คนไม่ฟัง ตัดสินไปแล้ว ไม่เข้าใจการไกล่เกลี่ยกันไปแล้ว
เสียใจไหม
เสียใจมากค่ะ ที่คนไม่ฟัง ไม่ถามความจริงกับเจ้าตัว มาลุยกับเราเหมือนเราเป็นคนบงการ ทั้งที่คุณต้องเข้าใจว่า แต่ละฝั่งไม่ใช่เด็กๆ แล้ว ใครจะไปโน้มน้าวจิตใจเขาได้ขนาดนั้น เราไม่ได้บังคับใคร คนไม่ฟังก็ไม่ฟัง เราพยายามอธิบายให้กับคนที่พร้อมเปิดใจรับฟัง
แต่เหตุการณ์ล่าสุด ก็เหมือนเป็นการพิสูจน์อะไรบางอย่างเหมือนกัน ทำให้เราเห็นว่า คนที่เขารู้จักเรา เป็นแฟนคลับเราจริงๆ คือใคร และใครคือคนที่ตัดสินเราแค่เปลือก คนอย่างบุ๋มโดนข่าวแรงมาทั้งชีวิต ดังนั้นเราขออยู่กับคนที่จริงใจกับเราดีกว่า
เรารู้ว่าเป้าหมายคืออะไร เราทำอะไรอยู่ เพียงแต่ว่าวิธีการหรือหนทางอาจจะไม่ถูกใจคนทั้งหมด แต่ยืนยันว่า ทุกอย่างที่เราทำ เราทำตามที่เจ้าตัว หรือผู้ต้องการความช่วยเหลือต้องการ เคสที่ผ่านๆ มาก็ทำตามความต้องการของคนที่เข้ามาขอความช่วยเหลือ ไม่คิดเอง เออเอง ทุกอย่างปรึกษาตลอด ดังนั้นเป็นไปไม่ได้ ที่เราจะไปบังคับหรือหลอกลวงเขา สถานการณ์บางอย่าง ควบคุมไม่ได้ ก็ต้องเรียนรู้ต่อไป เราวางใจเป็นกลาง เราว่าสังคมมันก็แค่นี้ คำสรรเสริญ ติเตียนมันก็มาตลอด อย่าไปทุกข์ไปสุขมาก แค่รู้ว่า วันนี้เราทำอะไรอยู่ พอแล้ว
เปลืองตัวไปหรือเปล่า
เปลืองตัว โดนด่าเยอะ มีคำหยาบขนาดนี้ แต่ถ้ามันทำให้คนที่เรารับปากว่าจะช่วยเขาแล้วประสบความสำเร็จ ก็ถือว่าโอเค สำเร็จตามที่เราตั้งใจ
วางอนาคตขององค์กรนี้ไว้อย่างไร
ทำต่อไป ช่วยเหลือคนเหมือนเดิม เพียงแต่ถ้าเจอเคสคนทะเลาะวิวาทกัน แล้วเราต้องไกล่เกลี่ย คงทำในชั้นศาลแล้วล่ะ คืออยากให้เข้าใจว่าการจะเป็นผู้ไกล่เกลี่ยได้ ไม่ใช่ว่าเสนอหน้าแล้วเขาจะเอาทุกคนนะ ทั้งสองฝ่ายต้องยอมรับ ตอนออกมาขอรายชื่อเรียกร้องให้แก้กฎหมายคดีข่มขืนใหม่ ก็มีทั้งคนชม ทั้งคนด่า บางทีอาจจะต้องใช้เวลากับการริเริ่มทำอะไรใหม่ๆ แต่เรายังเชื่อมั่นอย่างหนึ่งว่า คนทำดีต้องได้ดีสิ แม้ว่าอาจจะต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจ หรือว่าถูกคนเข้าใจผิดก็ไม่เป็นไร ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราโดนหนักขนาดนี้
เคยคิดจะเลิกทำเลยไหม
สามีเคยบอกให้เลิกค่ะ แต่เขาเห็นความตั้งใจของเรา เห็นทุกอย่างที่เราทำ ว่าทำตามความต้องการทุกอย่างของผู้ที่เดือดร้อน แต่เราคิดว่าบางเรื่องต้องใช้เวลาพิสูจน์ให้คนเห็นว่า สิ่งที่เราตั้งใจคืออะไร และเชื่อว่าต่อให้เขาเข้าใจผิด แต่สิ่งที่มันเป็นความจริงก็ยังเป็นความจริง อาจจะต้องใช้เวลา
เราเป็นตัวเราเองอยู่แล้ว ถ้าคนมาขอความช่วยเหลือบอกให้เราลุย ก็ลุย คิดดู ถ้าเป็นปนัดดา วงษ์ผู้ดี อัดแหลกอยู่แล้ว ถ้ามันเป็นความไม่ถูกต้อง อีบุ๋มเนี่ยนะจะเรียบร้อย







