posttoday
ก่อนแก้ปัญหาราคาสลากกินแบ่งฯ... (รบกวน) ปรับแนวคิดเสียก่อน

ก่อนแก้ปัญหาราคาสลากกินแบ่งฯ... (รบกวน) ปรับแนวคิดเสียก่อน

21 ตุลาคม 2558

การแก้ปัญหาการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคาในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถูกดำเนินการอย่างต่อเนื่อง นับจากรัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าวนี้ ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนคณะกรรมการและผู้บริหารสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล  การบังคับใช้กฎหมายปราบปรามจับกุมผู้ที่ขายสลากเกินราคา การปรับเปลี่ยนรางวัลให้มีรางวัลเลข 3 ตัวหน้าของสลาก

การแก้ปัญหาการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคาในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถูกดำเนินการอย่างต่อเนื่อง นับจากรัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าวนี้ ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนคณะกรรมการและผู้บริหารสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล  การบังคับใช้กฎหมายปราบปรามจับกุมผู้ที่ขายสลากเกินราคา การปรับเปลี่ยนรางวัลให้มีรางวัลเลข 3 ตัวหน้าของสลาก

รวมไปถึงมาตรการล่าสุดคือ การเปิดโอกาสให้ผู้ค้าสลากรายย่อยสามารถลงทะเบียนเพื่อขอรับสิทธิซื้อ-จองสลากได้ นัยว่าสำนักงานสลากฯ ต้องการรื้อระบบการจัดสรรโควตาสลากทั้งหมด และสร้างให้เกิดความเป็นธรรมสำหรับสิทธิในการซื้อ-ขายสลากมากยิ่งขึ้น เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาการขายสลากเกินราคา

แต่ดูเหมือนว่าแนวทางในการแก้ปัญหาของสำนักงานสลากฯ จะยังไม่ประสบผลสำเร็จตามที่คาดหวังมากนัก และดูจะไม่ใช่แนวทางที่นำไปสู่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน แม้สำนักงานสลากฯ จะพยายามดำเนินการตาม “แผนงานการปฏิรูปสลากฯ อย่างยั่งยืน” มาเป็นระยะที่ 2 แล้วก็ตาม

การเปิดขายสลากอย่างเสรีถือเป็นอีกมาตรการหนึ่งที่สำนักงานสลากฯ ประกาศใช้ และให้มีผลต่อการขายสลากประจำงวดวันที่ 16 ต.ค.ที่ผ่านมา กล่าวคือ ผู้ค้าสลากรายย่อยสามารถซื้อสลากเพื่อนำไปขายต่อจากสำนักงานสลากฯ ได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง หรือที่มักเรียกกันว่า “ยี่ปั๊วหรือซาปั๊ว” โดยสำนักงานสลากฯ จะขายสลากในอัตราส่วนลดร้อยละ 12 หรือคิดเป็นใบละ (คู่ละ) 70.40 บาท และกำหนดให้ผู้ค้าแต่ละรายต้องซื้อสลากไม่ต่ำกว่า 5 เล่ม แต่ไม่เกิน 50 เล่ม (1 เล่ม มี 100 ใบ)

หากพิจารณาถึงมาตรการดังกล่าวนี้โดยละเอียด จะพบถึงข้อจำกัดอย่างน้อย 2 ประการที่ไม่สามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาการขายสลากเกินราคาได้จริง ยิ่งกว่านั้นยังเป็นการสร้างผลกระทบทางลบต่อผู้ค้าสลากรายย่อยเสียด้วยซ้ำ กล่าวคือ

ประการที่หนึ่ง ผู้ค้าสลากรายย่อยจำเป็นต้องซื้อสลากกับทางสำนักงานสลากฯ ด้วยจำนวนเงินอย่างน้อย 35,200 บาท (70.40 บาท x 500 ใบ) โดยนำไปขายใบละ 80 บาท เพื่อให้ได้กำไร 4,800 บาท (9.60 บาท x 500 ใบ) ต่องวด ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าจะต้องขายสลากให้หมดทั้ง 500 ใบที่ซื้อมา ในขณะที่ผู้ค้าสลากส่วนใหญ่มักมีความเชื่อที่ว่า สลากนั้นเป็นสินค้าที่มีคุณค่า

ทั้งนี้ เพราะตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การจัดสรรโควตาสลากให้กับผู้ค้าสลากมิได้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นธรรม การจะได้สิทธิหรือโควตา (Quota) ในการขายสลากสำหรับผู้ค้าสลากรายย่อยนั้นยากลำบากยิ่ง เพราะโควตาส่วนใหญ่มักถูกจัดสรรไปให้นิติบุคคล องค์กร มูลนิธิ และที่สำคัญคือ ผู้ค้าสลากรายใหญ่ส่งผลให้เมื่อรัฐบาลมีมาตรการเปิดขายสลากเสรี จึงมีผู้ค้าสลากรายย่อยลงทะเบียนขอสิทธิในการซื้อสลากเป็นจำนวนมาก โดยไม่คำนึงถึงศักยภาพและความสามารถในการขายสลากของตน

ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ประสบปัญหาภาวะขาดทุนหรือขาดทุนกำไรมีความเป็นไปได้สูงที่ผู้ค้าสลากรายย่อยจะขายสลากที่ตนได้ซื้อมาในแต่ละงวดให้กับผู้ค้าสลากรายที่ใหญ่กว่าตน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ก็จะกลับไปสู่วงจรเดิมที่สลากส่วนใหญ่จะตกอยู่กับผู้ค้ารายใหญ่  และผู้ค้ารายใหญ่ก็สามารถนำสลากไปรวมชุด ซึ่งการรวมชุดสลากคือปัจจัยสำคัญของปัญหาสลากถูกจำหน่ายเกินราคา

ประการที่สอง เนื่องจากมียอดลงทะเบียนขอซื้อสลากในแต่ละงวดเป็นจำนวนมาก และมีแนวโน้มที่จะเกินกว่ายอดพิมพ์สลากปกติ  (แต่ละงวดสำนักงานสลากฯ จะพิมพ์สลากออกจำหน่าย 74 ล้านฉบับ หรือ 37 ล้านใบ) ส่งผลให้สำนักงานสลากฯ ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะพิมพ์สลากตามยอดลงทะเบียนขอซื้อ แต่จะไม่เกิน 100 ล้านฉบับ หรือ 50 ล้านใบ/งวด

กล่าวได้ว่า การเพิ่มสลากในท้องตลาดเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สำนักงานสลากฯ เคยนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาสลากเกินราคา โดยอ้างว่าการเพิ่มอุปทาน (Supply) ของสินค้าในท้องตลาดจะนำไปสู่การลดลงของราคาของสินค้านั้นๆ แต่ในสถานการณ์ที่เป็นจริง การพิมพ์สลากเพิ่มของสำนักงานสลากฯ มิได้ส่งผลให้ราคาของสลากลดลง เพราะสลากมิใช่สินค้าปกติเช่นสินค้าทั่วไป

ยิ่งกว่านั้น การเพิ่มขึ้นของสลากยังเป็นการเพิ่มโอกาสในการรวมชุดสลาก และที่กล่าวข้างต้นการรวมชุดสลากคือปัจจัยสำคัญของปัญหาสลากถูกจำหน่ายเกินราคา

จะเห็นได้ว่ามาตรการล่าสุดที่สำนักงานสลากฯ นำมาใช้แก้ปัญหาการขายสลากเกินราคาดูจะยังไม่น่ามีประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดประสิทธิผลมากนัก เฉกเช่นมาตรการก่อนหน้านี้ คือ การเพิ่มรางวัลเลข 3 ตัวหน้าของสลาก เพียงเพื่อหวังว่าสลากใบใดที่มีเลข 3 หลักตัวหน้าที่ไม่เป็นที่นิยม เช่น เลขซ้ำกันทุกตัว ฯลฯ จะสามารถถูกขายออกได้มากขึ้น

ทั้งนี้ ในความเป็นจริงส่วนมากแล้วสลากที่มีเลข 3 หลักตัวหน้าที่ไม่เป็นที่นิยมมักตกเป็นภาระของผู้ค้าสลากรายใหญ่ แต่ความเสียหายนี้มักถูกชดเชยด้วยการรวมชุดสลากแล้วจำหน่ายสลากที่รวมชุดเกินราคาที่กำหนด ดังนั้นการที่สำนักงานสลากฯ ออกมาตรการรางวัลเลข 3 ตัวหน้า ก็เสมือนสำนักงานสลากฯ กำลังช่วยแบ่งเบาภาระผู้ค้าสลากรายใหญ่ไปโดยปริยาย

หลายคนอาจตั้งคำถามในใจว่า เพราะเหตุใดปัญหาการขายสลากเกินราคาจึงเป็นปัญหาสำคัญที่รัฐบาลให้ความสนใจยิ่งนัก ก็ต้องอธิบายเช่นนี้ว่า สลากกินแบ่งรัฐบาลก็เหมือนสินค้าถูกกฎหมายอื่นๆ ทั่วไปใน
ท้องตลาด เพราะการเล่นพนันสลากถือเป็นกิจกรรมพนันที่รัฐอนุญาตให้กระทำได้อย่างถูกกฎหมาย ผู้ซื้อสลากก็คือผู้บริโภคเฉกเช่นผู้ซื้อสินค้าที่ถูกกฎหมายอื่นๆ เพื่อการบริโภค

ดังนั้น การขายสินค้าที่ถูกกฎหมายเกินราคาที่ควรจะเป็นหรือที่รัฐกำหนดย่อมเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค และผู้บริโภคควรได้รับการคุ้มครองอย่างมิอาจปฏิเสธ ยิ่งกว่านั้นต้องไม่ลืมว่ากำไรราว 10 บาท/สลาก 1 ใบ (ราคา 80 บาท ที่รัฐกำหนดให้ขาย ลบด้วยราคาต้นทุนสลาก 70.40 บาท สำหรับผู้ค้ารายย่อย และ 68.80 บาท สำหรับมูลนิธิ องค์กร) หรือ 740 ล้านบาท/เดือน หรือ 8,880 ล้านบาท/ปี ควรถูกจัดสรรอย่างเป็นธรรม และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้มีรายได้น้อยที่ต้องการขายสลากให้มากที่สุด จึงเป็นสิ่งที่เหมาะสมแล้วที่รัฐบาลจะมุ่งแก้ปัญหาการขายสลากเกินราคาอย่างจริงจังและเป็นระบบ

ที่สุดแล้วคงต้องกล่าวว่า การจะแก้ปัญหาใดเพื่อให้เกิดแนวทางในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกำหนดแนวทางในการแก้ปัญหาจะต้องเข้าใจโครงสร้างของปัญหาอย่างแท้จริง มิฉะนั้นแล้วก็เหมือนการเกาไม่ถูกที่คัน ที่เกาก็เป็นแผลที่คันก็ไม่หาย!!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท