
นวัตกรรมของคนไทย
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
ได้พูดถึงเรื่องนวัตกรรมไว้ในฉบับที่แล้ว โดยยกตัวอย่างบริษัทที่ MIT จัดเป็น Smart Company 50 บริษัท ซึ่งล้วนแต่เป็นบริษัทที่ใช้วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมทั้งนั้น แล้วบริษัทที่ติดอันดับเหล่านี้ แถมอันดับต้นๆ ก็เป็นบริษัทของจีน ทำให้รู้สึกเสียดายที่บริษัทของไทย โดยเฉพาะรุ่นใหม่ๆ ไม่ได้ติดอยู่ใน 50 อันดับเหล่านี้เลย ก็พอดีได้มีโอกาสไปงานแสดงอาหารที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่เมืองโคโลญของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ที่มีชื่อว่า “อนูก้าแฟร์” ซึ่งหลายๆ ท่าน โดยเฉพาะนักธุรกิจเอกชนรู้จักดี และในงานนี้ผู้เขียนได้เห็นสินค้าของคนไทยติดอยู่ในรายการของสินค้าที่มีนวัตกรรม ทำให้อดดีใจและนำมาเล่าสู่กันฟังไม่ได้ เพราะจากหลายร้อยบริษัทที่เข้ามาแสดงในงานที่ใหญ่มากๆ และมีคณะกรรมการ ซึ่งเป็นนักข่าวพิเศษ (Specialist Journalists) เป็นผู้พิจารณาคัดเลือกจากสินค้าทั้งหมดว่ามีนวัตกรรมที่สุดในปี 2015 (Top-Innovation) นั้น ไม่ใช่จะมีโอกาสง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่อเห็นเจ้าของบริษัทนั้นไม่ใช่บริษัทใหญ่โตอะไร แล้วก็เป็นคนรุ่นใหม่ด้วยจึงน่าภาคภูมิใจ
แต่ก่อนที่จะเล่าถึงว่าเป็นสินค้าอะไร ขอเท้าความให้เห็นงานก่อน ว่างานนี้เป็นอย่างไร ท่านผู้อ่านจะได้ทราบว่า ทำไมจึงเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจของคนไทย
อนูก้าแฟร์นี้เป็นงานมหกรรมอาหารระดับโลกที่รวบรวมผู้พัฒนาและผลิตอาหารชั้นนำจากทั่วโลกมาแสดงในงาน รวมทั้งเครื่องใช้ที่เกี่ยวข้อง เช่น เครื่องทำกาแฟ ตู้แช่อาหาร ที่ล้างช้อน ฯลฯ จึงมีบริษัทต่างๆ ทั่วโลกประมาณ 6,800 ราย จาก 98 ประเทศ มาร่วมในงานนี้ ซึ่งจัดขึ้น 2 ปีครั้ง สำหรับประเทศไทยแน่นอนว่ากรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเป็นเจ้าของเรื่อง ร่วมกับบริษัทและผู้จัดทางโคโลญดำเนินเรื่องนี้เป็นประจำ และมีบริษัทของประเทศไทยทั้งใหญ่และเล็กไปร่วมงาน ทั้งที่ไปเองและไปโดยร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จึงมีทั้งหมด 164 ราย ประเทศที่ขายเนื้อสเต๊กอย่างในแถบอเมริกาใต้ เช่น บราซิล อาร์เจนตินา หรือแม้แต่เยอรมนีเอง ถึงขนาดนำเนื้อสเต๊กไปทอดให้คนเข้างานได้ชิมกัน งานนี้โดยทั่วไปจะจัดประมาณ 5 วัน และเก็บค่าเข้างานค่อนข้างสูง โดยมีอัตราต่างๆ กันไป ขึ้นกับจำนวนวัน ทั้งนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าคนที่มางานนั้นสนใจในธุรกิจจริงๆ ไม่ใช่มารับของฟรีหรือมาทานของฟรี
ในงานนี้ผู้จัดได้จัดให้มีการคัดเลือกสินค้าที่เห็นว่ามีนวัตกรรม โดยแบ่งเป็น 8 กลุ่ม และดังที่ได้กล่าวแล้วว่าผู้ผลิตของไทยได้เป็น 1 ใน Top Innovation นั้นด้วย ซึ่งรายการ Top Innovation นั้นก็มี เช่น โยเกิร์ตทำเป็นแท่งเหมือนไอศกรีมรูปต่างๆ ชาสมุนไพรแช่แข็ง (Frozen Herbal Tea) น้ำมันเม็ดมะเดื่อกลั่นเย็น ขนมจากฟักทองและคีนัว (Quinoa) สำหรับผู้นิยมอาหาร Vegan เป็นต้น สำหรับของจากประเทศไทย คือ น้ำมะพร้าวอัดลม (Sparkling kokoswasser) ซึ่งเห็นรูปลักษณ์แล้วต้องบอกว่าสู้เขาได้ รูปขวดก็ไม่ธรรมดา ดื่มแล้วสดชื่น ผู้เขียนอธิบายตรงนี้ได้ เพราะเขาไม่มีขายในเมืองไทย จึงไม่ถือเป็นการโฆษณาให้
พูดถึงเครื่องดื่มที่ไปจากเมืองไทยมีหลายยี่ห้อมาก จนเป็นห่วงว่าจะแข่งขันกันอย่างไร และที่เป็นน้ำมะพร้าวก็หลายยี่ห้อ ต่างกันตรงที่มีแบบรสธรรมชาติ ใส่น้ำตาลบ้าง เป็นวุ้นบ้าง ใส่เนื้อมะพร้าวบ้าง แต่รูปทรงขวดจะเหมือนๆ กันหมด ดูธรรมดาๆ อย่างดีก็เป็นกระป๋อง ต่างจากของประเทศอื่นๆ ที่ดูสวยมาก บางขวดคิดว่าเป็นขวดน้ำหอม แม้แต่น้ำมันมะเดื่อสกัดเย็น ขวดก็สวยเหมือนขวดเหล้ายี่ห้อหนึ่ง ดังนั้น ขวดน้ำมะพร้าวของไทยจึงถือว่าสู้เขาได้ ส่วนฟักทองและคีนัวที่ได้ 1 ใน Top Innovation นั้น เข้าใจว่าเนื่องจากแนวโน้มความนิยมอาหารในอนาคตข้างหน้าจะเป็นแบบ Vegan (อาหารที่ไม่มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ทุกชนิด)
ผู้ผลิตในไทยที่หวังจะต่อสู้ในตลาดโลกในช่วงข้างหน้าคงจะต้องคำนึงถึงแนวโน้มความนิยมของผู้บริโภคและการออกแบบหีบห่อภาชนะบรรจุให้มากขึ้นกว่าในปัจจุบัน







