
พรรคการเมือง เรื่องเงินๆ
พรรคการเมืองเป็นเครื่องมือในการรวบรวมความคิด นโยบาย รวมทั้งบุคลากร เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการเลือกตั้งผู้แทน เป็นที่ยอมรับในสากลว่าการรวมตัวเป็นพรรคการเมืองมีค่าใช้จ่าย ในหลายประเทศ เช่น เยอรมนีรัฐจะช่วยเหลือผ่านมูลนิธิของพรรคการเมือง ในไทยตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 รัฐก็ให้เงินสนับสนุนผ่านกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขณะเดียวกัน ก็มีผู้อาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายใช้พรรคการเมืองเป็นเครื่องมือทำธุรกิจแสวงหาประโยชน์อันมิชอบด้วย
พรรคการเมืองเป็นเครื่องมือในการรวบรวมความคิด นโยบาย รวมทั้งบุคลากร เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการเลือกตั้งผู้แทน เป็นที่ยอมรับในสากลว่าการรวมตัวเป็นพรรคการเมืองมีค่าใช้จ่าย ในหลายประเทศ เช่น เยอรมนีรัฐจะช่วยเหลือผ่านมูลนิธิของพรรคการเมือง ในไทยตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 รัฐก็ให้เงินสนับสนุนผ่านกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขณะเดียวกัน ก็มีผู้อาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายใช้พรรคการเมืองเป็นเครื่องมือทำธุรกิจแสวงหาประโยชน์อันมิชอบด้วย
ในสานเสวนา “สู่การฟื้นฟูทางการเมือง” ที่มหิดลเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา นัก “พหุนิยม” ต่างมองว่าพรรคการเมืองไม่สะท้อนความต้องการที่หลากหลายของสังคม ไม่ Inclusive คือไม่ให้เสียงส่วนน้อยต่างๆ ได้มีส่วนร่วมกำหนดนโยบายหรือตัดสินใจ (รวมทั้งไม่ยึดโยงกับฐานสมาชิก) เขาให้ความสำคัญ “พรรคเล็ก” อยากให้เกิดขึ้นง่ายๆ ไม่ว่าด้วยความเชื่อว่าช่วยลดความขัดแย้งในสังคมเพราะจะลดการแตกแยกเป็นขั้ว หรือเพราะเขาเป็น NGO ที่ในกลุ่มเองวิเคราะห์กันว่าอกหักจากพรรคการเมืองใหญ่!
ความจริง กกต.สนับสนุนพรรคการเมืองใหม่ที่ได้เกณฑ์อยู่แล้วโดยต้องทำแผนงานเข้าไปของบประมาณ นี่เป็นคนละส่วนกับการให้เงินสนับสนุนพรรคที่เลือกตั้งสำเร็จซึ่งใช้เกณฑ์ตามน้ำหนักของคะแนนบัญชีชายชื่อ (40%) จำนวน สส.เขต (40%) จำนวนสาขาตามข้อกำหนด (10%) และจำนวนสมาชิกที่จ่ายค่าบำรุง (10%)
หลังรัฐประหาร กกต.ได้ระงับการสนันสนุนทั้งสองส่วนนี้ ความจริงที่ประชาชนยอมรับการรัฐประหารเพราะหวังการปฏิรูปให้ประชาธิปไตยเข้มแข็งสะอาดขึ้น จึงน่าจะควบคุมลักษณะของกิจกรรมมากกว่าตัดเงิน
ปัจจุบันมีพรรคการเมืองอยู่ถึง 73 พรรค นับว่าระบบได้ให้โอกาสกลุ่มอุดมการณ์ใหม่ๆ สามารถพัฒนาเป็นพรรคการเมืองได้อยู่แล้ว แม้พรรคที่รับเงินแล้วไม่ทำตามแผนงานและไม่ยอมคืนเงินจะถูกยุบอยู่เป็นระยะๆ แต่น่าจะมีเงื่อนไขเพิ่มเติม อาทิ
- มีเป้าหมายให้ทุกพรรคระดมทุนคู่ขนานไปกับการรับเงินจากรัฐ เพราะการมีส่วนร่วมของสมาชิกหรือประชาชนเป็นหัวใจของประชาธิปไตย โดยให้ความสำคัญกับจำนวนผู้บริจาค ซึ่งอาจเป็นเงิน เวลา อาหาร หรืออื่นๆ มากกว่าปริมาณเงิน หากขาดการมีส่วนร่วมจะถือว่าเป็นพรรคการเมืองไหม? ควรใช้งบประมาณของชาติอุ้มไปเรื่อยๆ หรือ?
- มีการตรวจสอบว่าแต่ละพรรคดำเนินการตามอุดมการณ์และแนวทางที่จดทะเบียนไว้หรือไม่ ไม่ว่าการชูนโยบายหาเสียง การโหวตในสภา หรือการเข้าร่วมรัฐบาล ถ้าผิดเพี้ยนไปโดยไม่มีเหตุผลเพียงพอ ก็ควรเอาเงินคืน หยุดการสนับสนุน และมีบทลงโทษผู้ที่เข้ามาหากินกับระบบนี้ด้วย
สิ่งที่ต้องระวังเกี่ยวกับ “พรรคเล็ก” คือ หากขาดอุดมการณ์เขาอาจจะร่วมกับใครก็ได้เพื่อเข้าสู่อำนาจในการแสวงผลประโยชน์
“ธุรกิจการเมือง” เป็นหนอนบ่อนไส้ของประชาธิปไตยเพราะเป็นบ่อเกิดของการทุจริตคอร์รัปชั่น ทำให้ประเทศไทยไม่หลุดพ้นจากวังวนของรัฐประหาร บางพรรคมีการเปิดเผยตัว “เจ้าของ” หรือ “นายใหญ่” บางพรรคให้ สส.เซ็นใบลาออกไว้ล่วงหน้า! การปฏิรูปต้องป้องกันและลงโทษธุรกิจการเมือง กับต้องส่งเสริมพรรคที่เป็น “สถาบัน” ไม่ยึดโยงที่ตัวบุคคลหรือครอบครัว
o ก่อนอื่นต้องตามให้ทันระบบ “นอมินี” ที่นักการเมืองผู้ถูกตัดสิทธิในอดีตจัดตัวแทนมาลงเลือกตั้ง และรับตำแหน่งทางการเมืองแทนตน ต้องปฏิรูปกฎหมายให้สามารถเอาผิดและลงโทษผู้ชักใยเบื้องหลัง คงจะทำให้แสดงบัญชีทรัพย์สินไม่ได้ (ซึ่งแม้แสดงก็หลบเลี่ยงกันได้) แต่หากพิสูจน์ได้ว่าบงการให้คนอื่นทุจริตในหน้าที่ก็ควรจะมีการเอาผิดลงโทษถึงขั้นจำคุก
o ส่งเสริมการระดมทุนกับประชาชนรายย่อย เช่น กกต.ควรอำนวยความสะดวกในการระดมทุนผ่านการโอนเงินทางธนาคาร
o ต้องไม่ให้ระเบียบและการปฏิบัติที่หยุมหยิม ทำให้พรรคที่เป็นสถาบันทำงานยากลำบากกว่าพรรคที่เป็นธุรกิจการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยการเงินนอกระบบเป็นหลัก
o เพิ่มเพดานการบริจาคให้สูงขึ้น อาจจะฟังดูแปลก แต่เมื่อมีการเปิดเผยจะทำให้สามารถตรวจสอบง่ายว่าพรรคนั้นๆ ได้กระทำการที่ไม่สมควรเป็นการตอบแทนผู้บริจาคหรือไม่ เช่น เลือกปฏิบัติ หรือให้อะไรซึ่งขัดแย้งกับประโยชน์สาธารณะ มาตรการนี้น่าจะทำให้เกิดความโปร่งใสมากขึ้น เพราะช่วยลดการให้เงินนอกระบบที่เป็นน้ำเลี้ยงของธุรกิจการเมืองและระบบอุปถัมภ์
o การบริจาคภาษี 100 บาทใน ภ.ง.ด.ประจำปี ซึ่ง กกต.มิได้สั่งระงับนั้น น่าจะเพิ่มเงินส่วนนี้พร้อมๆ ไปกับการดึงประชากรเข้ามาในฐานภาษีให้มากขึ้น เพื่อให้ระบบนี้กว้างขวางและ “เป็นธรรม” มากขึ้น
o เพื่อลดบทบาทของระบบอุปถัมภ์และการใช้เงินสร้างฐานเสียง นอกจากห้ามนักการเมืองบริจาคเงินเกิน 3,000 บาท/ครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ “ก้าวข้าม” ได้ง่ายแล้ว ควรมีมาตรการตรวจสอบการใช้เงินโดยรวมของนักการเมือง และที่มาของเงินที่ใช้ในการทำกิจกรรมต่างๆ โดยไม่จำกัดการรับบริจาคเพื่อให้มีการเปิดเผย เพื่อง่ายต่อการตรวจสอบว่ามีการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบตอบแทนกันหรือไม่
นอกจากนี้ ควรห้ามและลงโทษการใช้อิทธิพลช่วยเหลือพวกพ้องที่เป็นการเลือกปฏิบัติ เช่น การฝากเด็กเข้าโรงเรียน ฝากคนเข้าทำงานหรือให้ได้เลื่อนตำแหน่ง ฝากบริษัทคู่ค้า รวมถึงการช่วยจัดการให้คนผิดพ้นผิด
เหล่านี้ล้วนสร้างความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่งบ่อนทำลายประชาธิปไตยไม่แพ้เรื่องเงินๆ







