
ตำนานความขัดแย้ง ในวงการสาธารณสุข (8)
การปรับเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข เป็นไปตามหลักอนิจจังของสังคม หลักการสำคัญคือต้องคำนึงถึงประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง ถ้าประเทศชาติและประชาชนได้ประโยชน์สุขมากขึ้นก็ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงโดยดุษณีมิใช่ขัดขวางเพื่อรักษา “อาณาจักร” ที่คิดว่าเป็น “ของตน” เอาไว้
การปรับเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข เป็นไปตามหลักอนิจจังของสังคม หลักการสำคัญคือต้องคำนึงถึงประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง ถ้าประเทศชาติและประชาชนได้ประโยชน์สุขมากขึ้นก็ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงโดยดุษณีมิใช่ขัดขวางเพื่อรักษา “อาณาจักร” ที่คิดว่าเป็น “ของตน” เอาไว้
ตัวอย่างเช่น กรมสุขภาพจิตในปัจจุบัน แต่ก่อนก็มีสถานะเป็นเพียงกองหนึ่ง คือ กองสุขภาพจิตในกรมการแพทย์ ทำให้การพัฒนางานด้านนี้เป็นไปได้ยากเหมือนลูกไก่ที่ถูกบังคับให้อยู่แต่ในไข่ หรือลูกสาวที่ไม่สามารถแต่งงานออกเรือนไป เมื่อมีการปฏิรูปโครงสร้างภายในของกระทรวงสาธารณสุข เมื่อ พ.ศ. 2535 งานสุขภาพจิตได้แยกตัวออกไปเป็น “สถาบันสุขภาพจิต” ซึ่งมีสถานะเป็นกรมวิชาการอีกกรมหนึ่งในกระทรวงสาธารณสุข และต่อมาก็มีการเปลี่ยนชื่อเป็นกรมสุขภาพจิตในปัจจุบัน งานสุขภาพจิตของประเทศก็เจริญเติบโตขึ้นมาก ประชาชนได้รับประโยชน์มากขึ้นอย่างชัดเจน
งานสาธารณสุขของประเทศไทยแต่เดิมส่วนใหญ่ก็อยู่ภายในกระทรวงมหาดไทย แต่ด้วยวิสัยทัศน์ของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่ต้องการสร้างไทยให้เป็นชาติมหาอำนาจ จึงเห็นความจำเป็นจะต้องพัฒนาสุขภาพและสวัสดิการของประชาชนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ด้วยการแยกงานสาธารณสุขและสวัสดิการออกไป แล้วยกฐานะให้เป็นอีกกระทรวงหนึ่ง
ช่วงนั้นเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นเพิ่งบุกไทยเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2484 และไทยก็ตัดสินใจประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 25 ม.ค. 2485 จอมพล ป.พิบูลสงครามได้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการจัดตั้งกระทรวงสาธารณสุข โดยมีตนเองเป็นประธานกรรมการ กำหนดให้ตั้งกระทรวงสาธารณสุขให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน จอมพล ป.พิบูลสงครามใช้เวลาจริง 9 วัน ก็ตั้งกระทรวงสาธารณสุขจนสำเร็จเมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2485
กระทรวงสาธารณสุขเมื่อแรกก่อตั้ง ประกอบด้วย 8 ส่วนราชการ ได้แก่ 1) สำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี 2) สำนักงานปลัดกระทรวง 3) กรมการแพทย์ 4) กรมประชาสงเคราะห์ 5) กรมมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ 6) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และ 7) กรมสาธารณสุข (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นกรมอนามัย)
จะเห็นได้ว่า กระทรวงสาธารณสุขเมื่อแรกก่อตั้ง มีองคาพยพครอบคลุมกว้างขวางทั้งงานประชาสงเคราะห์และการผลิตแพทย์ด้วย ซึ่งก็สอดคล้องกับหลักการสากล และประเทศเจริญแล้วหลายประเทศ ก็ “บูรณาการ” งานเหล่านี้ไว้ในกระทรวงเดียวกัน
ตัวอย่างเช่น สหรัฐ มีประวัติการพัฒนางานด้านสาธารณสุขมาตั้งแต่หลังก่อตั้งประเทศได้ไม่นาน โดยประธานาธิบดีคนที่ 2 คือ จอห์น อดัมส์ ได้ตรารัฐบัญญัติจัดตั้งโรงพยาบาลของทหารเรือขึ้น เพื่อรักษาทหารและกลาสีเรือที่เจ็บป่วยและพิการ เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2341
หน่วยงานด้านสาธารณสุขแห่งแรกของสหรัฐจึงตั้งขึ้นก่อนโรงพยาบาลศิริราชของเราราว 90 ปี หน่วยงานสาธารณสุขของสหรัฐก่อตั้งตามมาอีกมากมาย กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประธานาธิบดีทรูแมน ได้ริเริ่มกระบวนการปฏิรูประบบงานด้านนี้ และมาสำเร็จในสมัยประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ ยกฐานะงานด้านนี้เป็นกระทรวง เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2496 หลังการก่อตั้งกระทรวงสาธารณสุขของไทย 11 ปีกระทรวงสาธารณสุขของสหรัฐเมื่อแรกก่อตั้งก็รวมงานด้านการศึกษาและสวัสดิการสังคมเข้าไว้ด้วยกันเป็นกระทรวงสาธารณสุข ศึกษา และสวัสดิการ (Department of Health, Education, and Welfare ต่อย่อคือ DHEW)
ต่อเมื่อมีการแยกงานด้านการศึกษาออกไปตั้งเป็นกระทรวงต่างหาก ภายใต้รัฐบัญญัติกระทรวงศึกษาธิการ (Department of Education Organization Act) เมื่อ พ.ศ. 2522 กระทรวงสาธารณสุขเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ (Department of Health and Human Service ตัวย่อคือ DHHS) จนถึงทุกวันนี้ ทั้งนี้ต่อมาใน พ.ศ. 2538 ยังแยกงาน “หลักประกันสังคม” (Social Security) ออกไปเป็นองค์การอิสระอีกด้วย
ประเทศที่เจริญแล้วอย่างสหรัฐ จึงมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารของกระทรวงต่างๆ ตามเหตุผลความจำเป็นของแต่ละประเทศอย่างต่อเนื่อง และไม่มีปัญหาอะไร เพราะมีกลไกฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติที่ทำงานต่อเนื่องเป็นผู้ตัดสินและวัดกันด้วยประสิทธิผลและประสิทธิภาพของงานว่าสามารถสร้างประโยชน์สุขให้แก่ประชาชนได้มากน้อยเพียงใด และประชาชนก็สามารถแสดงออกด้วยการใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งในระดับมลรัฐและระดับประเทศอย่างต่อเนื่อง
ญี่ปุ่นปัจจุบัน รวมงานด้านสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการเข้าไว้ด้วยกันในกระทรวงเดียว เป็นการบูรณาการงานทั้ง 3 ส่วนใหญ่ๆ นี้ไว้ในโครงสร้างเดียวกัน จึงมีความเป็นเอกภาพและเกื้อหนุนต่อการพัฒนาระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Health Coverage) ได้อย่างดียิ่ง โดยทำสำเร็จมาตั้งแต่ พ.ศ. 2504
ส่วนกระทรวงสาธารณสุขของไทย งานด้านประชาสงเคราะห์ ซึ่งปัจจุบันพัฒนาเป็นกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ถูกดึงกลับไปที่กระทรวงมหาดไทยใน พ.ศ. 2487 เพียง 2 ปี หลังก่อตั้งกระทรวงสาธารณสุข โดยการดึงกลับเกิดในช่วงที่ พ.อ.ช่วง เชวงศักดิ์สงคราม รมว.สาธารณสุข ในขณะนั้น เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่รองนายกรัฐมนตรีที่ จ.เพชรบูรณ์
และต่อมาใน พ.ศ. 2507 ก็ยังมีการโอนกรมมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ออกจากกระทรวงสาธารณสุขไปสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี
การเปลี่ยนแปลงจึงเป็นสัจธรรมตามกฎอนิจจังของสังคม ถ้ายอมรับได้โดยดุษณีความขัดแย้งก็ไม่เกิด







