
จับตาเพดานหนี้มะกัน แก้ไม่ทันโลกสะเทือน
ก่อนที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินกันในปลายเดือน ต.ค.นี้ เพื่อส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยว่าจะมีการปรับขึ้นภายในปี 2015 นี้หรือไม่ ก็ดูเหมือนว่าสหรัฐจะมีปัญหาใหญ่เรื่องใหม่มาท้าทายตลาดทุนทั่วโลกให้ใจหายใจคว่ำกันอีกครั้ง เพราะในวันที่ 3 พ.ย.ที่จะถึงนี้ ก็จะถึงกำหนดที่ระดับหนี้สาธารณะของสหรัฐจะชนเพดานที่ระดับ 18.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
ก่อนที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินกันในปลายเดือน ต.ค.นี้ เพื่อส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยว่าจะมีการปรับขึ้นภายในปี 2015 นี้หรือไม่ ก็ดูเหมือนว่าสหรัฐจะมีปัญหาใหญ่เรื่องใหม่มาท้าทายตลาดทุนทั่วโลกให้ใจหายใจคว่ำกันอีกครั้ง เพราะในวันที่ 3 พ.ย.ที่จะถึงนี้ ก็จะถึงกำหนดที่ระดับหนี้สาธารณะของสหรัฐจะชนเพดานที่ระดับ 18.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
กรณีนี้หมายความว่า รัฐบาลประธานา ธิบดี บารัก โอบามา จะไม่มีเงินมากพอที่จะสามารถชำระหนี้หรือดำเนินโครงการต่างๆ ในระยะยาวได้ และต้องอยู่ภายใต้การใช้เงินจากกระแสเงินสดรายวันเท่านั้น ซึ่งจะถึงขีดจำกัดหมดลงในวันหนึ่ง
ในที่สุดแล้ว สหรัฐก็จะหนีไม่พ้นการ “ผิดนัดชำระหนี้” (Default) ซึ่งแน่นอนว่าจะเขย่าอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐเอง และส่งผลสะเทือนต่อตลาดทุนโลกตามมาทันที ทั้งในแง่ของตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้นโลก โดยเฉพาะความน่าเชื่อถือต่ออันดับเครดิต ที่ส่งผลต่อต้นทุนการกู้ยืมของสหรัฐตามมา
กรณีนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับวิกฤตการณ์หนี้สหรัฐชนเพดานในปี 2011 ซึ่งบริษัทจัดอันดับเครดิต สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์(เอสแอนด์พี) ได้ปรับลดอันดับเครดิตของสหรัฐลงเป็นครั้งแรกในรอบ 70 ปี มาอยู่ที่ระดับ AA+ พร้อมให้แนวโน้มเป็นลบ หลังจากที่สภาคองเกรสในขณะนั้นไม่สามารถลงมติขยายเพดานหนี้สหรัฐได้ทันกำหนด และกลายเป็นวิกฤตการณ์ตลาดทุนที่ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปั่นป่วนมาแล้ว
จากการคำนวณของศูนย์วิจัยนโยบาย ไบพาร์ทิซัน โพลิซี พบว่า ถ้าไม่ขยายเพดานหนี้ออกไปภายในกำหนดวันที่ 3 พ.ย.นี้ กระทรวงการคลังสหรัฐจะเหลือเงินให้ใช้จ่ายได้ภายในระหว่างวันที่ 10-19 พ.ย.เท่านั้น ท่ามกลางปัญหาใหญ่ คือ สหรัฐจะครบกำหนดชำระหนี้ก้อนใหญ่ประมาณ 2.18 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ระหว่างวันที่ 10-30 พ.ย.นี้ และสหรัฐจะมีเงินพอชำระหนี้ได้เพียง 30% ของหนี้ก้อนนี้เท่านั้น
ปัญหาหนี้สาธารณะชนเพดานรอบใหม่นี้ จึงกลายเป็นวิกฤตการณ์ทางการคลังล่าสุดที่บรรดาสมาชิกสภาคองเกรสต้องเร่งถกแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนภายใน 2 สัปดาห์ที่เหลือนี้
ทางออกที่มีการพูดถึงกันมากที่สุดในปัจจุบัน มีอยู่ 2 ทางเลือกหลักๆ ด้วยกัน คือ การปรับแก้ไขร่างกฎหมายขยายเพดานหนี้สหรัฐ ให้รัฐบาลสามารถกู้หนี้ได้มากกว่าระดับ 18.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปัจจุบัน กับทางเลือกที่ 2 คือ การออกเป็นกฎหมายพิเศษมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการเปิดทางให้รัฐบาลสามารถกู้ยืมเกินเพดานได้เฉพาะในส่วนที่จำเป็น
ปัจจุบัน นักการเมืองฝ่ายพรรครีพับลิกันกำลังพูดถึงการสนับสนุนให้ออกกฎหมายเฉพาะ ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกับที่เคยใช้มาก่อนในปี 2013 ในชื่อว่ากฎหมาย No Budget, No Pay Act of 2013 เพื่อระงับการมีผลบังคับใช้ของเพดานหนี้สหรัฐออกไปชั่วคราว ทำให้รัฐบาลกู้ยืมได้เพิ่มภายในระยะเวลาที่กำหนด วิธีนี้จะช่วยให้กระทรวงการคลังสามารถกู้ยืมได้เกินเพดานหนี้ที่กำหนด แต่เพื่อวัตถุประสงค์มาชำระหนี้คืนผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ที่ว่ากันว่ามีความปลอดภัยมากที่สุดอย่างหนึ่งในโลก กับเพื่อชำระหนี้ต่างๆ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประกันสังคมเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากวิกฤตการณ์ทางการคลังสหรัฐ (Fiscal Cliff) ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะพบว่า การแก้ปัญหาการคลังของสหรัฐจะไม่ยั่งยืนเพียงพอ หากไม่จบลงด้วยการขยายเพดานหนี้ออกไป เพราะทำให้สภาคองเกรสต้องออกมางัดข้อทางการเมืองกันทุกครั้งที่เกิดปัญหา จนเคยเกิดผลกระทบหนักสุด คือการถูกลดอันดับเครดิตมาแล้วในปี 2011
ทางกระทรวงการคลังสหรัฐเองก็ได้ระบุถึง 3 เหตุผลหลักๆ ที่สภาคองเกรสจำเป็นต้องผ่านกฎหมายขยายเพดานหนี้ แทนที่การออกมาตรการเฉพาะหน้าเป็นครั้งคราว เพราะ
ประการแรก คือเงื่อนไขของการกู้ยืมเกินเพดาน ที่จำกัดว่าให้ใช้เงินได้เฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น แต่ในรายละเอียดแล้ว ความจำเป็นเร่งด่วนที่ว่านี้คือการจ่ายหนี้ผู้ถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐก่อน ซึ่งหมายรวมถึงนักลงทุนต่างชาติด้วย เพื่อไม่ให้สหรัฐต้องเสียเครดิตความน่าเชื่อถือในเวทีโลก ที่จะเสี่ยงต่อต้นทุนการกู้ยืมมหาศาลของรัฐบาลและภาคเอกชน จนสะเทือนความเชื่อมั่นและระบบเศรษฐกิจในประเทศตามมา
ทว่า วิธีข้างต้นนี้จะเขย่าศรัทธาต่อด้านสังคม เพราะหมายความว่า รัฐบาลจะต้องนำเงินไปใช้คืนเจ้าหนี้ต่างชาติก่อนเป็นอันดับแรก แต่การจ่ายหนี้เจ้าหนี้เอกชนชาวอเมริกันเอง ทั้งเจ้าหนี้ในสัญญาโครงการต่างๆ กับรัฐบาล ไปจนถึงข้าราชการและผู้ที่ได้รับสวัสดิการต่างๆ อาทิ อัยการ และทหารผ่านศึก จะต้องรอเป็นคิวถัดไปแทน
ประการต่อมา ก็คือ นอกจากการแบ่งแยกชัดเจนระหว่างผู้ถือครองพันธบัตรและคนอื่นแล้ว ระบบการชำระเงินของคลังจะไม่สามารถแยกลำดับความสำคัญของ “คนอื่น” ที่อยู่ในลิสต์รอรับเงินลำดับต่อไปว่า คนกลุ่มใดควรจะได้รับเงินก่อน จะเป็นข้าราชการ ผู้รับเหมา หรือทหารผ่านศึก ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการเกิดประเด็นความขัดแย้งในสังคมตามมา
ประการสุดท้าย คือ กระทรวงการคลังเองปฏิเสธที่จะใช้วิธีขัดตาทัพไปเรื่อยๆ เช่นนี้ เพราะมองว่าไม่มีประโยชน์ที่จะมานั่งงัดข้อกันในสภาทุกครั้งที่เกิดภาวะหนี้ชนเพดาน แต่ควรแก้ปัญหาด้วยการขยายเพดานหนี้ให้จบไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะปัจจุบันที่ใกล้ถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปี 2016 เข้ามาทุกขณะ ทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครต ต่างก็ต้องการงัดอำนาจต่อรองเพื่อให้ฝั่งพรรคการเมืองของตนเองคงความได้เปรียบ และถูกตัดงบประมาณรายจ่ายให้น้อยลงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ทว่า ยิ่งงัดข้อกันเองเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจของตนเองมากขึ้นเท่านั้น ทั้งในแง่ของภาวะถังแตก หรือในแง่ของความเชื่อมั่นที่มีต่อนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ และมีความหวั่นไหวต่อปัจจัยลบต่างๆ เป็นพิเศษ ปัญหาการเมืองภายในของสหรัฐจึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะออกมาซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกในภาวะเช่นนี้







