posttoday
มาเลเซียจะเผชิญกับวิกฤต ดุลการชำระเงินหรือไม่? (1)

มาเลเซียจะเผชิญกับวิกฤต ดุลการชำระเงินหรือไม่? (1)

20 ตุลาคม 2558

ประเทศตลาดเกิดใหม่กำลังเผชิญกับความเสี่ยงด้านเงินทุนเคลื่อนย้าย เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ โดยมาเลเซียเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในภูมิภาค

ประเทศตลาดเกิดใหม่กำลังเผชิญกับความเสี่ยงด้านเงินทุนเคลื่อนย้าย เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ โดยมาเลเซียเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในภูมิภาค

เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของมาเลเซียมีปัญหา ส่งผลให้ทุนสำรองระหว่างประเทศเหลือน้อยและอาจเกิด
วิกฤตดุลการชำระเงินได้ หากมาเลเซียยังคงแทรกแซงค่าเงินอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ หากมาเลเซียเกิดวิกฤตย่อมส่งผลกระทบมายังประเทศไทยที่มีความใกล้ชิดสูงทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเงิน ขณะเดียวกัน นอกจากมาเลเซียแล้วประเทศตลาดเกิดใหม่อื่นๆ อย่างแอฟริกาใต้และตุรกีก็เป็นอีกประเทศที่มีความเสี่ยงที่ต้องจับตามอง

มาเลเซียเป็นประเทศในแถบเอเชียที่ประสบปัญหาค่าเงินอ่อนค่ามากที่สุด ประเทศตลาดเกิดใหม่กำลังเผชิญกับความเสี่ยงด้านเงินทุนเคลื่อนย้าย อันเนื่องมาจากปัจจัยสำคัญ 2 ประการ คือ

1) การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและการลดค่าเงินหยวน ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ค้าขายกับจีนและประเทศที่ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ชะลอลงตามไปด้วย

2) การเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐในปีนี้ โดยคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ในการประชุมวันที่ 16-17 มิ.ย. 2558 คาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะทยอยปรับขึ้นจากระดับ 0-0.25% ไปอยู่ที่ระดับราว 3.75% ในระยะยาว

ดังนั้น ต้นทุนในการกู้ยืมเงินจากสหรัฐ เพื่อนำมาลงทุนในสินทรัพย์ประเทศกำลังพัฒนา (Carry Trade) มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้เงินทุนมีแนวโน้มไหลออกจากประเทศกำลังพัฒนากลับไปสู่สหรัฐ มาเลเซีย เป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในภูมิภาค โดยเผชิญกับกระแสเงินทุนต่างชาติไหลออกอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา เห็นได้จากค่าเงินที่อ่อนค่าลงไปกว่า 20% นับตั้งแต่ต้นปี 2558 และทุนสำรองระหว่างประเทศลดลงมากที่สุดในภูมิภาค หรือลดลงไปกว่า 30% เมื่อเทียบกับเดือน ม.ค. 2557 โดยอยู่ที่ระดับ 92.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ ต่ำกว่า 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2553

ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของมาเลเซียมีปัญหา นั่นคือ

1) มาเลเซียเป็นประเทศที่เน้นส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์เป็นสัดส่วนกว่า 30% ของการส่งออกทั้งหมดและเป็นผู้ส่งออกน้ำมันสุทธิ ดังนั้น การที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัวและราคาน้ำมันดิบลดลง ย่อมส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำตามไปด้วย และทำให้มูลค่าการส่งออกของมาเลเซียลดลง

2) ภาระหนี้ต่างประเทศของมาเลเซียค่อนข้างสูงถึง 66% ของจีดีพีในไตรมาส 2 ปี 2558 (เทียบกับไทยในช่วงก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งที่อยู่ระดับ 69% ของจีดีพี)

3) ทุนสำรองระหว่างประเทศของมาเลเซียต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศตลาดเกิดใหม่อื่นๆ หรือคิดเป็น 1 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น

4) ปัญหาการเมืองในประเทศบั่นทอนเสถียรภาพและความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ

คำถามคือ มาเลเซียมีโอกาสเกิดวิกฤตดุลการชำระเงินหรือไม่?

ตัวอย่างของวิกฤตดุลการชำระเงินที่ชัดเจนคือ วิกฤตต้มยำกุ้งของไทยในปี 2540 โดยไทยก่อนเกิดวิกฤตได้มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงกว่า 5% ของจีดีพี ติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี  สะท้อนถึงการขาดความสามารถในการหารายได้ในรูปเงินตราต่างประเทศ แต่ได้มีการชดเชยการขาดดุลการชำระเงินโดยการเปิดเสรีเงินทุนเคลื่อนย้ายโดยใช้การกู้เงินจากต่างประเทศระยะสั้น และใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยสูงเพื่อดึงดูดเงินทุนจากต่างชาติ

ทั้งนี้ การดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ในภาวะที่เกิดเงินทุนไหลออก และขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่ากว่าที่ควรจะเป็น และทุนสำรองระหว่างประเทศก็ถูกนำมาใช้ในการแทรกแซงค่าเงินบาทจนหมด

สุดท้ายจึงต้องยอมปล่อยค่าเงินบาทลอยตัวในที่สุด และเกิดเป็นวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าการดำเนินนโยบายการเงินลักษณะนี้เป็นนโยบาย 3 อย่างที่ไม่สามารถใช้ร่วมกันได้ (Impossible Trinity) และทำให้เกิดวิกฤตดุลการชำระเงิน นั่นคือ 1.การเปิดเสรีเงินทุนเคลื่อนย้าย 2.มีอิสระในการกำหนดอัตราดอกเบี้ย 3.การกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนคงที่

สถานการณ์ของมาเลเซียในขณะนี้มีโอกาสเกิดวิกฤตดุลการชำระเงิน หากธนาคารกลางมาเลเซียยังแทรกแซงค่าเงินอย่างต่อเนื่อง เพราะเข้าข่ายเป็นการดำเนินนโยบายแบบ Impossible Trinity และอาจทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศของมาเลเซียหมด จนต้องปล่อยให้ค่าเงินอ่อนค่าเช่นเดียวกับไทยในปี 2540

หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ มาเลเซียอาจต้องกู้ยืมเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เพื่อนำมารักษาเสถียรภาพของค่าเงินริงกิต

อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางมาเลเซียยังมีทางเลือกในการไม่แทรกแซงค่าเงิน ซึ่งสถานการณ์ที่อาจเป็นไปได้มากที่สุด คือการขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อประคับประคองและชะลอเงินทุน
ไหลออก  แต่ผลของการขึ้นดอกเบี้ยอาจทำให้เศรษฐกิจมาเลเซียยิ่งชะลอตัว

อีกมาตรการหนึ่งมีความเป็นไปได้ลำดับถัดมาคือ การควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้าย ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาเงินทุนต่างชาติไหลออกในระยะสั้น แต่ก็จะทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติเช่นเดียวกัน

สำหรับทางเลือกสุดท้ายที่มีความเป็นไปได้น้อยที่สุดคือ ธนาคารกลางมาเลเซียปล่อยให้ค่าเงินริงกิตอ่อนค่า โดยทางเลือกนี้จะทำให้ภาระหนี้ต่างประเทศของมาเลเซียที่สูงอยู่แล้วเพิ่ม
ขึ้นไปอีก และจะส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้สกุลเงินต่างประเทศของภาคเอกชน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท