posttoday
โลกคึกลุยสินทรัพย์เสี่ยง เชื่อมั่นเฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ย

โลกคึกลุยสินทรัพย์เสี่ยง เชื่อมั่นเฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ย

19 ตุลาคม 2558

ในขณะที่ความเชื่อของบรรดานักลงทุนที่เห็นว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยหลังการประชุมในวันที่27-28 ต.ค.นี้ แทบจะเป็นศูนย์ ความเป็นไปได้ที่นักลงทุนเห็นว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยหลังการประชุมครั้งต่อไปในระหว่างวันที่ 15-16 ธ.ค.นั้น ก็เริ่มจางหายลงไปด้วยเช่นกัน โดยจากการสำรวจพบว่า นักลงทุนที่ยังปักใจเชื่อดังกล่าวลดลงไปอยู่ที่ 30% จากเดิมที่ 50% เท่านั้น

ในขณะที่ความเชื่อของบรรดานักลงทุนที่เห็นว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยหลังการประชุมในวันที่27-28 ต.ค.นี้ แทบจะเป็นศูนย์ ความเป็นไปได้ที่นักลงทุนเห็นว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยหลังการประชุมครั้งต่อไปในระหว่างวันที่ 15-16 ธ.ค.นั้น ก็เริ่มจางหายลงไปด้วยเช่นกัน โดยจากการสำรวจพบว่า นักลงทุนที่ยังปักใจเชื่อดังกล่าวลดลงไปอยู่ที่ 30% จากเดิมที่ 50% เท่านั้น

แน่นอนว่า ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐในระยะที่ผ่านมาโดยเฉพาะการสร้างงานใหม่ที่เพิ่มขึ้นในระดับที่เชื่องช้าลง ต่ำกว่าความคาดหมายของนักวิเคราะห์ ตลอดไปจนถึงความวิตกกังวลต่อปัญหาโลกที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐนั้น กำลังทำให้นักลงทุน นักเศรษฐศาสตร์ และนักวิเคราะห์ทั้งหลาย มองกันว่าธนาคารกลางสหรัฐจะไม่ขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ด้วยซ้ำ และอาจจะต้องรอยาวไปถึงอย่างน้อยในเดือน มี.ค.ปีหน้าทีเดียว 

นั่นหมายความว่า แม้ว่าการชะลอการตัดสินใจของเฟด จะทำให้การกำหนดทิศทางของนักลงทุน และนโยบายต่างๆ จะยังคงเป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะยังขาดความชัดเจนถึงกรอบเวลาการขึ้นดอกเบี้ยที่แน่ชัดว่าครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 และครั้งต่อๆ ไปนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่กระนั้น นักลงทุนก็กำลังเห็นภาพชัดขึ้นว่าอย่างน้อยที่สุด ในช่วงเวลาไม่ถึง 3 เดือนก่อนสิ้นปีนี้ โลกจะไม่ได้เห็นเฟดประกาศขึ้นดอกเบี้ยในสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้นแล้ว

ภาพที่มีความกระจ่างชัดดังกล่าวนั้นได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนขึ้นในระดับหนึ่งที่พร้อมที่จะทำการ “เสี่ยง”ในช่วงเวลาที่เหลือนี้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น นักลงทุนได้กระโดดเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้นกว่าเดิมเพื่อทำกำไร ไม่ว่าจะในตลาดหุ้น พันธบัตร หรือในตลาดเงินของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ซึ่งทำให้ค่าเงินของหลายประเทศนั้นแข็งค่าขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วเป็นต้น

โดยผลรายงานการประชุมของเฟดในครั้งล่าสุดเมื่อเดือน ก.ย.นั้น ยังจะเห็นสัญญาณหนึ่งที่มีความชัดเจนว่าในที่ประชุมของเฟด ยังมีเจ้าหน้าที่ระดับกำหนดนโยบายสายพิราบ ที่ยังไม่ต้องการเห็นการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ ซึ่งยิ่งเพิ่มความมั่นใจให้กับนักลงทุนมากขึ้นด้วยซ้ำ

ทั้งนี้ ในผลรายงานการประชุมดังกล่าวของเฟดนั้น แสดงให้เห็นว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเองก็จะกลายเป็นภัยคุกคามต่อภาพรวมของเศรษฐกิจสหรัฐเช่นเดียวกัน แม้ว่าผลกระทบจากภายนอกสหรัฐจะไม่น่าสร้างแรงสะเทือนให้กับเศรษฐกิจลุงแซมในระดับ 10 ริกเตอร์ แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องไม่น่าไว้ใจเช่นเดียวกัน

ยิ่งไปกว่านั้น ต้องยอมรับกันว่าปัญหาภายในของสหรัฐเองก็จะยังเป็นตัวเร้าให้เฟดต้องคิดหนักมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเงินเฟ้อชะลอตัว ที่ในขณะนี้ยังเป็นปัญหาที่สหรัฐยังแก้ไม่ตก

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นอกเหนือจากตลาดหุ้นทั่วเอเชียจะปรับขึ้นกันอย่างร้อนแรงถ้วนหน้าแล้ว ค่าเงินในเอเชียและค่าเงินประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่ซบเซา และอ่อนตัวลงมานานนั้น ได้ปรับขึ้นกันอย่างร้อนแรง โดยค่าเงินริงกิตมาเลเซียทั้งสัปดาห์แข็งค่าขึ้นไปรวม 6.2% ค่าเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียก็แข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ราวๆ 13,357 รูเปียห์/เหรียญสหรัฐในช่วงท้ายสัปดาห์ จากเดิมที่ 14,461 รูเปียห์/เหรียญสหรัฐเช่นกัน

ในรายงานของเว็บไซต์ ซีเอ็นเอ็น มันนี่ ระบุด้วยว่า การกระโจนเข้าสู่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงของนักลงทุนในครั้งนี้ยังไม่เว้นการลงทุนในสินทรัพย์ที่ถูกจัดอันดับไว้ที่“จังก์” หรือ “ขยะ” ด้วยซ้ำ โดยในสหรัฐนั้นพบว่า ตราสาร และพันธบัตรที่อยู่ในระดับจังก์บอนด์นั้น มีปริมาณทุนไหลเข้ามามากถึง 2,600 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นการไหลเข้าไปที่มากที่สุดในรอบ 8 เดือนทีเดียว

ขณะที่ในตลาดประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ซึ่งที่ผ่านมาถือว่าเป็นตลาดที่มีความเสี่ยงสูง จากผลกระทบของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตกต่ำ ซึ่งฉุดให้เศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ย่ำแย่นัก ปรากฏว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีทุนไหลเข้าสู่กองทุนหนี้ของประเทศเหล่านี้เพิ่มขึ้นราว 400 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยแบงก์ออฟอเมริกา ถึงกับบอกว่าถือว่าเป็นการปรับขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 12 สัปดาห์ และเป็นการปรับขึ้นมากที่สุดในรอบ 5 เดือนด้วยซ้ำ

แบงก์ออฟอเมริกา มองด้วยว่าในขณะนี้ นักลงทุนเริ่มที่จะเมินหน้าหนีตลาดที่มีความมั่นคงสูงไปแล้ว อย่างเช่นการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งพบว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พบว่าปริมาณที่ไหลเข้าสู่ตลาดนี้มีปริมาณลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 15 สัปดาห์

“เป็นที่ชัดเจน นักลงทุนกำลังหยิบเงินออกมาให้เงินทำงานอีกครั้ง พวกเขาอาจจะเลือกอยู่บ้าง แต่ก็ทำ” ปีเตอร์ เคนนีนักยุทธศาสตร์ตลาดทุนอิสระให้ความเห็นกับซีเอ็นเอ็น

ทั้งนี้ นอกเหนือจากปัจจัยจากการชะลอขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐแล้ว อีกประเด็นหนึ่งที่ทำให้นักลงทุน “กล้าเสี่ยง” มากขึ้นนั้น ก็เป็นผลจากความหวาดกลัวต่อเศรษฐกิจที่เริ่มจะลดน้อยถอยลงตามลำดับ โดยความวิตกว่าการถดถอยของเศรษฐกิจจีนนั้นจะนำไปสู่การถดถอยที่รุนแรงเกินไป หรือที่เรียกว่า “แคลช แลนดิ้ง” นัั้นได้ลดลงไปหลังจากที่ภาครัฐจีนเองก็พยายามที่จะพยุงเศรษฐกิจ และตลาดทุนอย่างเต็มที่ด้วยการออกสารพัดวิธีการ รวมไปถึงยังคาดการณ์กันด้วยว่า จีนอาจจะคลอดมาตรการกระตุ้นออกมาอีกครั้งในเร็วๆ นี้

และอีกหนึ่งประเด็นที่ลืมไม่ได้ก็คือ ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นในตลาดลงทุนทั้งหลายนั้น ได้ทำให้ราคาสินทร้พย์ รวมไปถึงราคาหุ้นจำนวนไม่น้อยมีราคาถูกลง ดังนั้นจึงถือเป็นโอกาสดีที่จะทำการเข้าซื้อในระยะนี้
อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนก็ยังเตือนว่า สภาวะที่เกิดขึ้นในระยะนี้ ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่น่าไว้วางใจนัก และการเข้าซื้อ และลงทุนอย่างบ้าคลั่งในระยะนี้ก็น่าจะเป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราวเท่านั้น เพราะต้องไม่ลืมว่า เศรษฐกิจโลกในระยะยาวยังเป็นภาพที่อ่อนแออยู่เหมือนเดิม

ไม่ว่าจะเป็นปริมาณการค้าโลกที่มีความซบเซาอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลจากความต้องการสินค้าทั่วโลกปรับลดลง การปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐเองก็ยังถือเป็นความเสี่ยงในระยะยาวอยู่ ประกอบกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ยังอยู่ในระดับตกต่ำ ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศเกิดใหม่ และประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นผู้ส่งออกสินค้าเหล่านี้ได้ทุกเมื่อ

ดังนั้น การเข้าซื้อในสินทรัพย์เสี่ยงของนักลงทุนในระยะนี้จึงเป็นปรากฏการณ์ในช่วงสั้นๆ ที่นักลงทุนมุ่งฉวยเข้าทำกำไรในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของปีนี้ แต่ในระยะยาว โลกก็ยังซบเซา และแนวโน้มก็ไม่น่าจะดีและอาจจะลากยาวไปถึงปีหน้าด้วยซ้ำ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท