posttoday
ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ กับต้นทุนทางเศรษฐกิจ

ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ กับต้นทุนทางเศรษฐกิจ

19 ตุลาคม 2558

โดย...ผศ.ดร.สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุข

โดย...ผศ.ดร.สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุข

ตัวเลขการเพิ่มขึ้นของหนี้ภาคครัวเรือนในประเทศไทยและในประเทศกำลังพัฒนาอีกหลายประเทศด้วยกัน กลายเป็นปัญหาสำคัญที่จะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และการขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจก้าวพ้นจากกับดับประเทศรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) ไปได้ ถ้าจะว่ากันจริงๆ แล้ว ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้เป็นเรื่องที่ซับซ้อนและจำเป็นต้องทำความเข้าใจ เพื่อให้การกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการเป็นหนี้มีความเป็นธรรมและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งในที่นี้จะได้ลองหยิบยกขึ้นมาให้ลองพิจารณากันดู

ประการแรก เป็นประเด็นเรื่องความรับผิดชอบของลูกหนี้ต่อการเป็นหนี้ การยอมรับในภาระหนี้ที่ตนเป็นผู้ก่อขึ้น (ในกรณีนี้จะขอยังไม่กล่าวถึงกรณีที่ลูกหนี้ถูกหลอกให้เป็นหนี้อย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งก็จะมีแง่มุมทั้งทางเศรษฐศาสตร์และทางกฎหมายที่จะต้องร่วมกันพิจารณา) การควบคุมหรือกำกับโดยกฎหมายที่จะทำให้ลูกหนี้ตระหนักถึงภาระหนี้และความรับผิดชอบต่อการเป็นหนี้นั้นมีความสำคัญมาก เพราะมีผลต่อพฤติกรรมของลูกหนี้และเจ้าหนี้ที่จะพึงปฏิบัติต่อกัน ปรากฏการณ์ “ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย” เป็นหลักฐานที่แสดงถึงความเข้าใจที่อาจจะไม่ถูกต้องนัก คือ ถ้าหนี้เป็นภาระที่ลูกหนี้เป็นผู้ก่อขึ้น ก็เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของลูกหนี้ที่จะต้องชำระคืนตามกำหนดและเงื่อนไขที่ตกลงกัน จะอ้างเหตุผลต่างๆ นานาอื่นๆ เช่น เศรษฐกิจไม่ดี มีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น  หรือแม้กระทั่งมีวิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้น ฯลฯ แล้วจะผิดนัดการชำระหนี้หรือไม่ยอมชำระหนี้ ซึ่งในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์นั้น การไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขทั้งฝ่ายลูกหนี้และเจ้าหนี้นั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแต่เพียงระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้เท่านั้น ยังก่อให้เกิดผลกระทบในทางลบต่อผู้อื่นได้ด้วย (ในทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า เกิด Negative Externalities)

ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นก็อยู่ในรูปของต้นทุนทางสังคมที่ทุกคนในระบบเศรษฐกิจต้องรวมกันแบกรับ งานศึกษาหลายชิ้นได้ชี้ให้เห็นถึงการขาดความรับผิดชอบต่อหนี้ โดยพิจารณาจากการจัดลำดับค่าใช้จ่ายของครัวเรือนที่มีหนี้ โดยพบว่าค่าใช้จ่ายในการชำระคืนหนี้ถูกจัดอยู่ในลำดับท้ายๆ ถัดจากค่าใช้จ่ายอื่นๆ ราวกับว่าจะจ่ายคืนหนี้เมื่อได้ใช้จ่ายอย่างอื่นครบถ้วนตามที่ครัวเรือนต้องการแล้ว การขาดความรับผิดชอบนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงการขาดวินัยทางการเงิน หรือความไม่เข้าใจในการบริหารจัดการทางการเงินของบุคคลและธุรกิจในระบบเศรษฐกิจอีกด้วย

ประการที่สอง เป็นเรื่องของการให้การคุ้มครองลูกหนี้ ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหวและล่อแหลมมาก เพราะโดยปกติเรามักจะมีความเห็นใจทางฝั่งลูกหนี้มากกว่าจะเกิดความเข้าใจทางฝั่งเจ้าหนี้ และมองข้ามความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเจ้าหนี้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเจ้าหนี้นั้น ในทางเศรษฐศาสตร์ไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะเงินต้นและดอกเบี้ยที่ลูกหนี้ไม่ยอมชำระคืนเท่านั้น แต่รวมไปถึงค่าเสียโอกาสที่เจ้าหนี้จะสามารถนำเงินต้นและดอกเบี้ยที่ถ้าลูกหนี้มีการชำระคืนนั้นไปแสวงหาผลตอบแทนต่อไป และยังรวมถึงต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ที่ให้ลูกหนี้รายนี้กู้ยืมไป ดังนั้น การกำหนดข้อบทกฎหมายที่จะเป็นการให้ความคุ้มครองกับลูกหนี้ จึงจำเป็นจะต้องระมัดระวังไม่ให้การให้การคุ้มครองนั้นกลายเป็นแรงจูงใจที่จะไปกระตุ้นให้คนอยากเป็นหนี้มากขึ้น หรือก่อหนี้โดยไม่จำเป็น (ก่อให้เกิด Excessive Spending) หรือแม้แต่ตั้งใจเป็นหนี้ทั้งๆ ที่ตนมีเงินออมสะสมอยู่จำนวนมาก

จริงๆ แล้ว ในการกำหนดกฎหมายเพื่อการคุ้มครองการเป็นหนี้นั้น ถ้าจะพิจารณากันให้ถี่ถ้วนรอบคอบยังมีมิติที่จะต้องพิจารณาหลายด้านด้วยกัน เริ่มตั้งแต่เราควรจะต้องมีการคุ้มครองหรือไม่? ถ้าจะต้องมีการคุ้มครองจะให้การคุ้มครองกับใครบ้าง (ลูกหนี้ เจ้าหนี้ และผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ)? การให้การคุ้มครองจะให้การคุ้มครองอย่างไร? มากน้อยเพียงใด? กฎหมายจึงจะมีความเป็นธรรมและไม่สร้างความไม่สมดุล (ทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้) และ

ประเด็นที่สาม ว่าด้วยอำนาจการเจรจาต่อรองระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ ประเด็นนี้กลายเป็นประเด็นที่มีการพูดถึงอย่างกว้างขวางในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อเจ้าหนี้ถูกผูกมัดให้ต้องช่วยเหลือลูกหนี้ เพราะถ้าลูกหนี้ประสบปัญหาก็จะลากให้เจ้าหนี้มีปัญหาตามไปด้วย กรณีนี้มักจะเกิดขึ้นกับการเป็นหนี้จำนวนมาก เรียกว่า “Too big to fall” แท้จริงแล้ว ในกระบวนการของการเป็นหนี้ไม่ว่าจะเป็นหนี้ขนาดเล็กหรือใหญ่ อำนาจการต่อรองของเจ้าหนี้กับลูกหนี้มีการเปลี่ยนแปลงไป โดยในช่วงระยะของการก่อหนี้ อำนาจการต่อรองส่วนใหญ่จะอยู่ที่ฝ่ายเจ้าหนี้ เพราะเจ้าหนี้มีสิ่งที่ลูกหนี้ต้องการอยากได้ การเจรจาต่อรองในส่วนนี้ เราก็มักจะพบเห็นบ่อยๆ ว่าลูกหนี้ต้องยอมจำนนกับเงื่อนไขของการเป็นหนี้ที่ไม่เป็นธรรมนัก (การปฏิเสธไม่ให้กู้ยืมมีผลกระทบต่อผู้ขอกู้มากกว่าผู้ให้กู้) แต่เมื่อมีการทำความตกลงและลูกหนี้ได้รับเงินที่เป็นมูลหนี้ไปแล้ว เจ้าหนี้กลับอยู่ในสถานภาพที่เสียเปรียบลูกหนี้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลูกหนี้ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อตกลงของการเป็นหนี้ได้ มีการผิดนัดชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย กระบวนการของการค้ำประกันไม่ว่าจะโดยทรัพย์สินหรือบุคคล จึงเป็นเครื่องมือที่ถูกนำมาใช้เพื่อถ่วงดุลอำนาจการเจรจาต่อรองที่เปลี่ยนแปลงไปนี้

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขของข้อบทกฎหมายที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องก็จะต้องมีความยุ่งยากซับซ้อนขึ้นไปอีก และทำให้ต้นทุนของการใช้ประโยชน์จากกระบวนการก่อหนี้ต้องสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก ดังนั้น ระบบการเงินที่มีการพัฒนามากขึ้นจึงต้องมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเป็นหนี้ที่มีประสิทธิภาพ ไม่ลำเอียงจึงจะทำให้ต้นทุนในส่วนนี้ไม่สูงมากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อลูกหนี้ที่ไม่ได้ตั้งใจหาช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อความได้เปรียบของตน โดยเจ้าหนี้ก็จะเรียกผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

ประเด็นทั้งสามที่ได้กล่าวถึงข้างต้น ในแง่มุมทางเศรษฐศาสตร์น่าจะได้มีการนำไปผนวกกับกระบวนการทางนิติศาสตร์ในการจัดทำกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเป็นหนี้ และการบังคับใช้กฎหมายกับเจ้าหนี้และลูกหนี้ให้เกิดความสมดุลและเป็นธรรม กฎหมายที่ทำให้เกิดความไม่สมดุลในทางใดทางหนึ่งย่อมทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ ก่อให้เกิดความเสียหายในทางตรง คือทำให้ไม่สามารถใช้กระบวนการในการก่อหนี้ให้เกิดผลประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คล้ายๆ กับในสถานการณ์ที่เกิดความผิดปกติในระบบเศรษฐกิจ (เจ้าหนี้ไม่ยอมหรือไม่กล้าให้ลูกหนี้กู้ยืม) และความเสียหายทางอ้อมที่เป็นการทำให้ต้นทุนในการก่อหนี้เพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับลูกหนี้ที่ดี ที่ปฏิบัติตนเหมาะสม รู้หน้าที่ และมีความรับผิดชอบต่อการเป็นหนี้ ทำให้ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น และต้นทุนทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศสูงขึ้นด้วยโดยไม่จำเป็น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท