
บทเรียน แก้คอร์รัปชั่นที่ได้ผล
เมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา แนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านทุจริต (CAC) ได้จัดงานประชุมใหญ่ประจำปี Thailand’s 6th National Conference on Collective Action against Corruption ในหัวข้อ Anti-Corruption in Thailand : Sustaining the Momentum” โดยเชิญศาสตราจารย์ Robert Klitgaard จาก Claremont Graduate University ใน California สหรัฐ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อต้านคอร์รัปชั่นที่มีชื่อเสียงโด่งดังในระดับโลกมากล่าวปาฐกถาในระหว่างการรับประทานอาหารกลางวัน
เมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา แนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านทุจริต (CAC) ได้จัดงานประชุมใหญ่ประจำปี Thailand’s 6th National Conference on Collective Action against Corruption ในหัวข้อ Anti-Corruption in Thailand : Sustaining the Momentum” โดยเชิญศาสตราจารย์ Robert Klitgaard จาก Claremont Graduate University ใน California สหรัฐ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อต้านคอร์รัปชั่นที่มีชื่อเสียงโด่งดังในระดับโลกมากล่าวปาฐกถาในระหว่างการรับประทานอาหารกลางวัน
มีหลายประเด็นที่ศาสตราจารย์ Klitgaard ได้พูดถึงอย่างน่าสนใจ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในประเทศไทย สมควรที่จะรับฟังและนำมาพิจารณา ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ในการกำหนดแนวทางการดำเนินการในระยะต่อไป
ศาสตราจารย์ Klitgaard ได้พูดถึงปัญหาคอร์รัปชั่นว่าเป็นปัญหาพื้นฐานอันดับต้นๆ ของแทบทุกประเทศ แม้แต่ในประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาเอง และเป็นสิ่งที่ฉุดการเติบโต เป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่ปัญหาทางการเมืองอย่างเช่นการชุมนุมประท้วงหรือการยึดอำนาจในหลายๆ ประเทศ เขาได้นำตัวเลขสถิติด้านต่างๆ ที่ได้รวบรวมเอาไว้โดยหน่วยงานต่างๆ มาเปรียบเทียบให้เห็นว่าสถานะของประเทศไทยอยู่ตรงไหนในเวทีโลก
ทั้งนี้ เมื่อมองจาก Corruption Perception Index (CPI) ซึ่งเป็นดัชนีวัดความรุนแรงของปัญหาคอร์รัปชั่นประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 85 จากทั้งหมด 175 ประเทศ ซึ่งเป็นระดับต่ำกว่ากรีซ และเอลซัลวาดอร์เสียอีก ในขณะที่ใน Global Competitiveness Report ฉบับล่าสุดที่จัดทำโดย World Economic Forum และเพิ่งออกมาเมื่อต้นเดือนนี้ ได้จัดให้ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 32 ในแง่ของความสามารถในการแข่งขัน
จากตัวชี้วัด 111 ตัวที่ใช้ในการจัดอันดับ Global Competitiveness Report พบว่าประเทศไทยมีความแข็งแกร่งและโดดเด่นในหลายๆ ด้าน อย่างเช่นในเรื่องของการควบคุมเงินเฟ้อ ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 1 ซึ่งถือเป็นผลงานที่น่าภูมิใจของธนาคารแห่งประเทศไทย ในขณะที่ประเทศไทยถูกจัดอันดับสูงกว่าประเทศอย่างฝรั่งเศส ไอร์แลนด์ และเดนมาร์ก ในเรื่องของบริการทางการเงิน ส่วนในด้านของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศและการถ่ายโอนเทคโนโลยี ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับเดียวกับแคนาดา และสหรัฐอเมริกา ในแง่ของสัดส่วนการส่งออกต่อจีดีพี ปรากฏว่าประเทศไทยก็อยู่ในอันดับที่สูงกว่าเยอรมนี ไต้หวัน และสวิตเซอร์แลนด์เสียอีก
แต่ก็ยังมีอีกหลายด้านที่ประเทศไทยยังมีปัญหาอย่างหนัก เช่น ในเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ประเทศไทยยังแย่กว่ามองโกเลีย ปากีสถาน และโบลิเวีย ในด้านของความไว้วางใจของสาธารณชนต่อนักการเมือง ประเทศไทยยังอยู่ในอันดับที่ต่ำกว่าเอลซัลวาดอร์ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างสงครามกลางเมืองย่อมๆ และมาดากัสการ์เสียอีก ส่วนในด้านของการจ่ายสินบน ไทยเรายังแย่กว่าไลบีเรีย มองโกเลีย และแซมเบีย ในขณะที่ในแง่ของความสูญเปล่าของการใช้จ่ายงบภาครัฐ ประเทศไทยเรายังหนักกว่าบังกลาเทศ และโมซัมบิก ส่วนในด้านของจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจของบริษัทเอกชน ของไทยเราก็ยังแย่กว่าเคนยาเสียอีก
จากข้อมูลที่ได้จากแหล่งต่างๆ ข้างต้นและจากแหล่งอื่นๆ ศาสตราจารย์ Klitgaard สรุปว่า ประเทศไทยมีความได้เปรียบในการแข่งขันในหลายๆ ด้าน ซึ่งในบางด้านถือว่าอยู่ในระดับที่ดีกว่าประเทศพัฒนาแล้วชั้นนำหลายๆ ประเทศด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่ฉุดความสามารถในการแข่งขันโดยรวมของประเทศเอาไว้ก็คือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับธรรมาภิบาล
ถ้าเราลองศึกษาบทเรียนจากบางประเทศที่อาจจะเคยอยู่ในภาวะที่ย่ำแย่อย่างมากในเรื่องปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น แต่กลับสามารถพลิกฟื้นสถานะในเรื่องธรรมาภิบาลได้ เราจะพบว่ามีรูปแบบที่คล้ายกันบางประการ ซึ่งเราอาจจะเรียนรู้จากความสำเร็จของประเทศเหล่านั้นและนำมาปรับใช้กับประเทศของเราได้
ศาสตราจารย์ Klitgaard ได้ยกตัวอย่างของประเทศโคลอมเบียในอเมริกาใต้ ซึ่งเมื่อตอนที่ประธานาธิบดี Andres Pastrana Arango ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งในปี 1998 เป็นช่วงที่ประเทศกำลังอยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง บวกกับต้องเผชิญกับผลพวงของปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลก โดยในตอนนั้นนอกจากโคลอมเบียจะมีอัตราการฆาตกรรมสูงที่สุดในโลก และเป็นแหล่งค้าโคเคนอันดับต้นๆ ของโลกแล้ว อันดับ CPI ยังต่ำสุดเป็นอันดับที่ 3 ของโลกอีกด้วย
ในแคมเปญหาเสียงของประธานาธิบดี Arango ได้ให้ความสำคัญอันดับ 1 กับการทำให้รัฐบาลเป็นรัฐบาลที่ดี และปราศจากการทุจริต เมื่อขึ้นดำรงตำแหน่งสิ่งที่เขาทำก็คือการจับปลาใหญ่ให้ประชาชนเห็น ซึ่งรวมถึงนักการเมืองในพรรคเดียวกันกับเขาด้วย เพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้ทำเพื่อกำจัดคู่แข่งทางการเมืองเท่านั้น นอกจากนี้เขาก็ยังพยายามลดการผูกขาด และลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ รวมถึงการเพิ่มความรับผิดในกรณีของเจ้าหน้าที่รัฐบาลในกรณีที่เกิดกรณีทุจริต และยังใช้พลังจากภาคธุรกิจเอกชนและประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในการจัดการปัญหาคอร์รัปชั่น พร้อมทั้งมีการนำเทคโนโลยี e-government มาใช้เพื่อให้การทำธุรกรรมกับภาครัฐดำเนินการผ่านระบบออนไลน์
ผลที่เกิดขึ้นกับประเทศโคลอมเบียก็คือ การที่ประเทศสามารถประหยัดงบประมาณภาครัฐไปได้อย่างมาก โดยบางอย่างก็เห็นผลได้ทันที แต่บางอย่างใช้เวลาหลายปีกว่าจะส่งผล
(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)







