
ปฏิรูปเศรษฐกิจ
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การปฏิรูปเศรษฐกิจถูกยกขึ้นมาเป็นวาระแห่งชาติอีกครั้ง หลังจากที่รัฐบาลพร้อมด้วยทีมเศรษฐกิจชุดใหม่เร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาหลายชุดใหญ่
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศวาระปฏิรูปเศรษฐกิจให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เดินหน้าเต็มสูบ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน มั่งคั่ง และมั่นคง
ขณะที่ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี หัวเรือใหญ่หัวหน้าเศรษฐกิจของรัฐบาล ออกมาระบุว่า ในช่วงกว่า 1 เดือนที่ผ่านมาได้ออกมาตรการพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดต่ำ ยับยั้งผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกได้ผลระดับหนึ่ง โรดแมปทางเศรษฐกิจต่อไปคือการเข้าสู่โหมดปฏิรูป เพราะหากไม่ทำเศรษฐกิจข้างหน้าจะลำบาก หาทางโตได้ยาก
สมคิด ระบุว่า การปฏิรูปเศรษฐกิจไทยให้สำเร็จต้องดำเนินการ 4 ด้าน คือ ด้านที่ 1 ต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้มีความสมดุลเรื่องการพึ่งพาเศรษฐกิจนอกประเทศและในประเทศ
ด้านที่ 2 ปรับโครงสร้างการผลิตสินค้าของไทยจากที่เคยเน้นต้นทุนถูกและผลิตให้ได้ปริมาณ ไปเป็นสินค้าที่มีนวัตกรรมและการวิจัยเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า
ด้านที่ 3 ปฏิรูปการคลังลดภาระงบประมาณ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเน้นการร่วมทุนกับเอกชน หรือ Public Private Partnership (PPP) มากขึ้น
สุดท้ายด้านที่ 4 การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจให้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่าปัจจุบันที่มีผลตอบแทนต่อทรัพย์สินเพียง 2% ซึ่งถือว่าต่ำมาก
หากพิจารณาแผนการปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาลถือว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่พูดกันมานาน และทุกรัฐบาลก็พยายามผลักดันเรื่องดังกล่าว แม้แต่รัฐบาลทักษิณชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่บริหารประเทศเมื่อปี 2544 และมี สมคิด เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจก็พูดเรื่องการปฏิรูปดังกล่าว แต่การดำเนินการจริงกลับไม่มีความคืบหน้า เพราะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะให้ความสำคัญกับการปฏิรูปเศรษฐกิจเป็นเรื่องรอง เพราะทำยาก ต้องใช้เวลา และส่วนใหญ่จะเกิดผลกระทบกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ทำให้รัฐบาลเสียคะแนนเสียงทางการเมือง
เมื่อเป็นเช่นนี้ การปฏิรูปเศรษฐกิจที่ผ่านมาจึงเป็นเพียงนโยบายของพรรคการเมือง รวมถึงรัฐบาลชุดต่างๆ เขียนไว้ให้ดูดี สวยหรู แต่ในทางปฏิบัติมีการดำเนินการให้เป็นจริงน้อยมาก ส่วนใหญ่ที่ผ่านมารัฐบาลเน้นแต่การบริหารเศรษฐกิจแบบประชานิยมเพื่อโกยคะแนนเสียงทางการเมือง ยิ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การเมืองของไทยมีปัญหาอ่อนแอและไร้เสถียรภาพ ทำให้เรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจถูกมองข้ามไปอย่างสิ้นเชิง
สำหรับการปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ที่จะดำเนินการใหม่ล่าสุด ก็ยังไม่สามารถก้าวข้ามปัญหาเดิมๆ คือ รัฐบาลเหลือเวลาการบริหารประเทศอีกอย่างมาก 2 ปี ไม่เพียงพอต่อการปฏิรูปเศรษฐกิจ และไม่มีหลักประกันอะไรว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งชุดใหม่จะมาสานต่อเรื่องนี้ ซึ่งหากการเมืองของไทยหลังเลือกตั้งมีปัญหาเรื่องเสถียรภาพเหมือนที่ผ่านมา รัฐบาลมาใหม่ก็จะตกสู่วังวนการบริหารเศรษฐกิจ ทำโครงการประชานิยมเพื่อรักษาความนิยมทางการเมืองให้อยู่ในตำแหน่งนานที่สุด
นอกจากนี้ แผนการปฏิรูปเศรษฐกิจ 4 ด้านที่รัฐบาลประกาศออกมา เป็นจุดอ่อนทางเศรษฐกิจที่ทุกรัฐบาลในอดีตทราบเป็นอย่างดี แต่ไม่สามารถทำแผนเชิงปฏิบัติให้การปฏิรูปแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างเป็นรูปธรรม เริ่มตั้งแต่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ที่เศรษฐกิจไทยพึ่งการส่งออกถึง 60-70% มาเป็นเวลาหลาย 10 ปี แต่ทุกครั้งที่การส่งออกของไทยมีปัญหา รัฐบาลก็จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ว่าจะเป็นการกดดอกเบี้ยนโยบายให้ต่ำ เพื่อให้ค่าเงินบาทอ่อนเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าการส่งออก นอกจากนี้ยังมีสูตรเรื่องการลดภาษี ให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ผู้ประกอบการ แต่ไม่มีการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมที่จะให้ผู้ประกอบการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ปรับโครงสร้างการผลิตไปสู่สินค้าที่มีนวัตกรรม มีการวิจัยพัฒนาแทนสินค้าที่พึ่งแรงงานราคาถูกและการผลิตที่เน้นปริมาณมาก
ด้านการปฏิรูปการคลังเพื่อลดภาระงบประมาณประเทศ โดยให้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศใช้วิธีร่วมทุนกับเอกชน หรือ PPP มากขึ้น ก็ยังเป็นปัญหาด้านกฎหมาย และเวลาการดำเนินการอีกมาก ทำให้การลงทุนล่าช้า หน่วยงานที่เป็นเจ้าของโครงการไม่สนใจ และยังใช้วิธีการดำเนินการแบบเก่า คือ ใช้เงินจากงบประมาณหรือเงินกู้มาลงทุน ซึ่งง่ายและรวดเร็วมากกว่า
และหากย้อนกลับไปดูการลงทุนภายใต้กฎหมาย PPP ฉบับเก่า แทบจะไม่มีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ใช้กลไก PPP ในการลงทุนเลย ขณะที่กฎหมาย PPP ฉบับใหม่ที่มีการแก้ไขให้การร่วมทุนรัฐและเอกชนคล่องตัวมากขึ้น ก็ยังมีปัญหาด้านการปฏิบัติ โดยกฎหมายมีผลบังคับมาเกือบ 2 ปี แต่ยังไม่มีโครงการที่จะดำเนินการร่วมทุนภายใต้กฎหมายนี้ได้เลย ขณะที่โครงการที่จะนำร่องกฎหมายนี้ก็เป็นโครงการขนาดเล็กเท่านั้น เช่น โรงไฟฟ้าขยะมูลค่า 2,000 ล้านบาท ที่คาดว่าต้องใช้เวลาอีก 1-2 ปี จึงจะลงทุนได้จริง ฉะนั้นการผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่มาใช้ PPP จึงอาจไม่ใช่เรื่องง่าย และความล่าช้าก็จะเป็นผลร้ายกับเศรษฐกิจเพิ่มเติม
นอกจากนี้ การปฏิรูปการคลังของประเทศโดยทีมเศรษฐกิจปัจจุบันนั้น ยังเน้นการเพิ่มรายได้ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ แทนการเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือแวต โดยมุ่งเน้นการทำระบบอี-เพย์เมนต์ การซื้อขายทั้งระบบ เพื่อให้ผู้ซื้อผู้ขายหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีแวตไม่ได้ เพราะจะมีการหัก ณ ที่จ่ายทันที แต่การดำเนินการเพื่อไปให้ถึงจุดดังกล่าว ยังไม่ชัดเจนว่าจะทำอย่างไร และใช้เวลาอีกนานเท่าไร จะทำได้ภายใน 2 ปีที่รัฐบาลมีอำนาจได้ทันหรือไม่
หากย้อนไปสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ก็มีแนวคิดให้ประเทศไทยเป็นสังคมแห่งการใช้บัตรเดบิต เพื่อลดการใช้เงินสดโดยจะให้แรงจูงใจร้านค้าที่เข้าร่วมได้ลดหย่อนภาษี ซึ่งเป็นเรื่องที่เล็กกว่าระบบอี-เพย์เมนต์มาก แต่ก็ทำไม่สำเร็จ เพราะสังคมไทยยังนิยมการใช้เงินสดอยู่
ส่วนการปฏิรูปเศรษฐกิจ ด้านการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจยิ่งถือเป็นเรื่องเก่าแก่ที่ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลชุดนี้เคยทำมาในอดีตตั้งแต่กว่า 10 ปีที่ผ่านมา เช่น การแก้ปัญหาการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ทั้งปัญหาขาดทุน การบริหารทรัพย์สินไม่มีประสิทธิภาพ มาวันนี้รัฐบาลก็ยังย่ำอยู่กับปัญหาเดิมที่ผ่าทางตันไปได้ยาก
ตัวอย่างของ รฟท.ที่เห็นได้ชัด คือ ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลก่อนมีแผนจะออกกฎหมายพิเศษกู้เงินมาล้างหนี้ของ รฟท. เพื่อให้ รฟท.มีฐานะการเงินที่ดีขึ้น แต่ทีมเศรษฐกิจใหม่เก็บเรื่องดังกล่าวใส่ลิ้นชัก ทำให้การแก้ปัญหาต้องมานับหนึ่งใหม่อีกครั้ง กรณีของ รฟท.เป็นตัวอย่างของการแก้ปัญหารัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาที่ทำกันมานาน คิดใหม่ทำใหม่เปลี่ยนใหม่ แต่ย่ำอยู่ที่เดิม
ปัญหาของรัฐวิสาหกิจที่ดูไม่น่าจะแก้ได้ยาก อย่างเช่นรัฐวิสาหกิจหลายแห่งไม่มีความจำเป็น มีผลการดำเนินงานขาดทุน ควรยุบทิ้ง แต่รัฐบาลก็ไม่กล้าทำ ปล่อยให้เป็นปัญหาคาราคาซัง ทำให้การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นชิ้นเป็นอัน หวังผลเป็นรูปธรรมได้ยาก
ทั้งหมดเป็นอุปสรรคปัญหาของการปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ของรัฐบาล แต่จะทำได้คืบหน้ากว่าทุกครั้งที่ผ่านมาหรือไม่ เวลาที่เหลือประมาณ 2 ปี จะเป็นเครื่องพิสูจน์ฝีมือรัฐบาล







