
เอกชนหวังลงทุนเพิ่ม ดันเศรษฐกิจปี’59 ฟื้น
โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจกต์) จะเป็นปัจจัยชี้ชะตาเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป หลังจากทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ของรัฐบาล นำโดย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เร่งออกมาตรการขนาดเล็กเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ
โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจกต์) จะเป็นปัจจัยชี้ชะตาเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป หลังจากทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ของรัฐบาล นำโดย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เร่งออกมาตรการขนาดเล็กเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ
อย่างไรก็ตาม โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ รวม 19 โครงการ วงเงิน 1.77 ล้านล้านบาท ยังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร ซึ่งอาจทำให้ภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2559 จะยิ่งทรุดหนัก
ทั้งนี้ รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า โครงการลงทุน 19 โครงการ ปัจจุบันได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคาดว่าจะเปิดประกวดราคาได้ในปีนี้ 7 โครงการ และอยู่ระหว่างรอการประกวดราคาในปี 2559-2560 จำนวน 12 โครงการ
อย่างไรก็ตาม จากการติดตามความคืบหน้าอาจเกิดความล่าช้า 9 โครงการ และเป็นไปตามแผน 10 โครงการ โดยโครงการที่ล่าช้ากว่าแผนมากที่สุด คือ ล่าช้าถึง 3 เดือน ได้แก่ โครงการรถไฟทางคู่ 1 เมตร ทั้ง 3 เส้นทางและสุวรรณภูมิเฟส 2 ส่วนที่ล่าช้ากว่าแผน 2 เดือน ได้แก่ มอเตอร์เวย์ เส้นทางบางใหญ่-กาญจนบุรี บางปะอิน-นครราชสีมา และพัทยา-มาบตาพุด และที่ล่าช้ากว่าแผน 1 เดือน คือ รถไฟทางคู่ชุมทางจิระ-ขอนแก่น และรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ
สำหรับ 7 โครงการที่ผ่านความเห็นชอบจาก ครม.แล้ว ประกอบด้วย โครงการรถไฟทางคู่ขนาดราง 1 เมตร เส้นทางชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น วงเงิน 26,004 ล้านบาท มอเตอร์เวย์ สายพัทยา-มาบตาพุด 32 กม. วงเงิน 20,200 ล้านบาท มอเตอร์เวย์สายบางใหญ่-กาญจนบุรี 96 กม. วงเงิน 55,620 ล้านบาท มอเตอร์เวย์สายบางปะอิน-นครราชสีมา 196 กม. วงเงิน 84,600 ล้านบาท โครงการพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่งเอ วงเงิน 1,864 ล้านบาท โครงการพัฒนาศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟที่ท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 1 วงเงิน 2,031 ล้านบาท และโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 วงเงิน 49,476 ล้านบาท
ส่วนที่เหลือ 12 โครงการที่รอประกวดราคาปี 2559-2560 ประกอบด้วย โครงการรถไฟทางคู่ขนาดราง 1 เมตร 3 โครงการ คือ ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ วงเงิน 29,853 ล้านบาท ช่วงนครปฐม-หัวหิน วงเงิน 20,036 ล้านบาท และช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร วงเงิน 17,290 ล้านบาท โครงการรถไฟทางคู่ ขนาดรางมาตรฐาน 1.435 เมตร 4 โครงการ คือ ช่วงกรุงเทพฯ-หนองคาย และแก่งคอย-มาบตาพุด วงเงิน 369,148 ล้านบาท ช่วงกรุงเทพฯ-พิษณุโลก-เชียงใหม่ วงเงิน 449,473 ล้านบาท ช่วงกรุงเทพฯ-หัวหิน วงเงิน 94,673 ล้านบาท และช่วงกรุงเทพฯ-ระยอง วงเงิน 155,774 ล้านบาท
รวมทั้งโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน จำนวน 5 โครงการ คือ สายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี วงเงิน 110,116 ล้านบาท สายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี วงเงิน 56,690 ล้านบาท สายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง วงเงิน 54,644 ล้านบาท สายสีแดงอ่อน ช่วงบางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก และสายสีแดงเข้มช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง วงเงิน 44,157 ล้านบาท และสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ วงเงิน 131,003 ล้านบาท
ขณะที่ วัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) คาดการณ์จีดีพีปี 2559 ว่าจะขยายตัว 3.5% เพิ่มขึ้นกว่าปีนี้ที่คาดว่าขยายตัว 2.5-3% จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ที่จะเริ่มส่งผลตั้งแต่ปลายไตรมาส 4 ของปีนี้ เช่น มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย การส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รวมถึงการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ ขณะที่การส่งออกปีหน้า มีแนวโน้มจะดีขึ้นกว่าปีนี้ เพราะปีนี้ฐานอยู่ในระดับต่ำ คาดว่าจะติดลบ 5% แต่ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างชัดเจน
“ต้องดูปัจจัยเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และที่สำคัญผลกระทบจากข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ที่จะเริ่มใช้ปีหน้าด้วย” วัลลภ กล่าว
สำหรับกรณีที่รัฐบาลจะหยุดออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ยกเว้นมีความจำเป็นนั้น มองว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ออกมาเพียงพอแล้ว โดยสิ่งสำคัญ คือ จะต้องดำเนินการอย่างไรให้เห็นผล และนโยบาย 4 ข้อที่ สมคิด ประกาศให้เดินหน้า เช่น การเพิ่มนวัตกรรม การปรับนโยบายการเงินการคลัง การกระตุ้นเศรษฐกิจสู่ภูมิภาค หากดำเนินการได้จริง เชื่อว่า จะสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจระยาวของไทยแน่นอน ซึ่งขณะนี้ถือว่ารัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว โดยเฉพาะสิ่งสำคัญที่สุด คือ การเรียกความเชื่อมั่นทุกภาคส่วนขึ้นมา จะส่งผลให้เกิดการใช้จ่ายและการลงทุน







