
ปฏิรูปแม่น้ำ 5 สาย เดิมพันสำคัญคสช.
ถ้าการขันนอตรอบนี้ไม่ช่วยให้การปฏิรูปเกิดเป็นรูปธรรมขึ้นมาได้ ย่อมเท่ากับว่า คสช.หมดเวลาแก้ตัว
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
แม่น้ำแห่งการปฏิรูปประเทศได้กลับสู่สภาพเดิมที่ครบ 5 สายอีกครั้ง หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้แต่งตั้ง “สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ” (สปท.) จำนวน 200 คน และ “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” (กรธ.) จำนวน 21 คนขึ้นมา
ต้องยอมรับว่าการทำงานร่วมกันของแม่น้ำ 5 สายในระยะหลังมานี้ขาดตอนไปพอสมควร เนื่องจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ถูกยุบลงไป ด้วยสาเหตุที่มาจากการที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้รับความเห็นชอบจาก สปช.
เท่ากับว่ารัฐบาลและ คสช.ต้องเสียเวลาประมาณ 30 วันไปฟรีๆ แม้ว่าการทำงานของ คสช. คณะรัฐมนตรี และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะยังลื่นไหลไปตามกระบวนการปกติ คือ รัฐบาลเสนอกฎหมายมาให้ สนช.พิจารณา แต่ก็เป็นเพียงงานที่เรียกว่า “งานประจำ”
กฎหมายที่รัฐบาลส่งมาให้ สนช.นั้น ไม่ได้เป็นกฎหมายที่เป็นไปตามข้อเสนอของ สปช.ที่ต้องการให้เกิดการปฏิรูปในเชิงลึก ตรงกันข้ามกลับเป็นกฎหมายที่มีลักษณะปรับปรุงส่วนราชการแบบผิวๆ เท่านั้น
เมื่อแม่น้ำ 5 สายกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง ย่อมไม่ต่างอะไรกับการเดิมพันครั้งสำคัญของ คสช. เพราะประชาชนย่อมคาดหวังว่า การเปลี่ยนจาก สปช.มาเป็น สปท. หรือการให้กำเนิด กรธ.เพื่อมาทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ จะไม่ทำให้การปฏิรูปเสียของเหมือนช่วงที่ผ่านมาอีก
ท่ามกลางความคาดหวังและการจับจ้องมองของหลายฝ่าย ทำให้ คสช.เองต้องขยับตัวเพื่อปฏิรูปการทำงานครั้งสำคัญด้วยการนัดแม่น้ำ 5 สาย มาประชุมร่วมกันในวันที่ 28 ต.ค.นี้
วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้เหตุผลถึงความจำเป็นที่ต้องมีการประชุมดังกล่าวว่า “การประชุมครั้งนี้จะมีคนที่มาเข้าร่วมด้วยประมาณ 400 คน จากเดิมจะมีเพียงแค่ประธานไม่กี่คน บางทีจะไปเล่าต่อก็เล่าไม่ถูก และบางทีอยากจะถามอะไรก็ไม่มีโอกาสถาม เพราะพื้นที่จำกัดคับแคบ ส่วนใครจะมาหรือไม่ก็แล้วแต่ เชิญหมดทุกคน
“นายกฯ ต้องการส่งสารอะไรบางอย่าง เพื่อบอกความประสงค์ว่าที่เข้ามาขับเคลื่อนนั้นเป็นอะไร ไม่เคยพูดกันตรงๆ และไม่เคยถาม จึงจำเป็นต้องพบกัน สมาชิกสภาบางคนไม่เคยดูโทรทัศน์ รายการวันศุกร์ สารอะไรก็ไม่เคยอ่าน ก็มานั่งฟังหน่อย” วิษณุ ระบุ
การประชุมแม่น้ำ 5 สาย ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร เพราะปกติจะมีการประชุมร่วมกันอยู่แล้ว เพียงแต่คราวนี้เป็นรูปแบบของการเชิญทุกคนที่อยู่ในแม่น้ำ 5 สาย มาประชุมพร้อมกัน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะเดิมที พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. จะเรียกเฉพาะระดับประธาน หรือคีย์แมนคนสำคัญของแต่ละองค์กรมาคุยเท่านั้น
ดังนั้น การเรียกให้ทุกคนมาพบ พล.อ.ประยุทธ์ ย่อมเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถมองข้ามไปได้
ด้านหนึ่ง ย่อมมองได้ว่าเป็นมาตรการของ คสช.ที่ต้องการส่งสัญญาณทางตรง เนื่องจากที่ผ่านมาถึงแม้ คสช.จะได้ระดับประมุขของแต่ฝ่ายมาจับเข่าคุยแต่ก็มีปัญหาในเชิงการสื่อสารและการนำสารจาก คสช.ไปทำความเข้าใจซึ่งกันและกันภายใน ซึ่งที่ผ่านมาได้ปรากฏให้เห็นแล้วจากความวุ่นวายที่เกิดขึ้นใน สปช.และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
ส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องปรับวิธีการส่งสารใหม่ โดยเน้นให้ทุกคนรับรู้ทางตรงเพื่อเร่งมือและเตรียมความพร้อมในการทำงาน เพราะมีภารกิจสำคัญในมือรออยู่ข้างหน้าเป็นจำนวนมาก
ไม่ว่าจะเป็น “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ.และคณะทั้ง 21 คน มีโจทย์ยากตรงที่จะทำอย่างไรให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นำไปสู่การสร้างความปรองดอง “สปท.” มีภารกิจในการผลักดันการปฏิรูปต่อจาก สปช.ให้ประสบความสำเร็จมากที่สุด โดยเฉพาะการเสนอกฎหมาย รวมไปถึงการสร้างความสมานฉันท์ในเชิงปฏิบัติ
เช่นเดียวกับ “สนช.” ต้องรับมือกับร่างกฎหมายหลายฉบับที่ต้องทยอยถูกส่งเข้ามาทั้งจาก ครม.และ สปท.เพื่อสร้างกลไกของการปฏิรูปประเทศในเชิงนิตินัย รวมไปถึงร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งจาก กรธ.เพื่อเป็นช่องทางสำหรับการช่วยให้การเปลี่ยนผ่านไปเลือกตั้งมีความโปร่งใสมากที่สุด
ด้วยภารกิจที่แม่น้ำแต่ละสายแบกรับอยู่นั้น ล้วนเป็นงานสำคัญที่มีผลต่อการปฏิรูปทั้งสิ้น จึงทำให้ คสช.ต้องหาเวลามาปรับทำความเข้าใจกัน เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่ คสช.ตั้งใจไว้ เพราะงานนี้ คสช.จะพลาดโดยปล่อยให้แม่น้ำทุกสายขาดเอกภาพซ้ำรอยอดีตไม่ได้อีก
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่า คสช.จะขยับเฉพาะในส่วนหัวที่เป็นแม่น้ำ 5 สายเท่านั้น เพราะในส่วนอื่นๆ ก็มีการขยับในเรื่องของการทำงานเช่นกัน
ดังจะเห็นได้จากกรณีที่ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก มอบนโยบายให้หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน จัดตั้งมวลชนนักศึกษาวิชาทหารลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับประชาชนเกี่ยวกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งการทำประชามติจะมีขึ้นกลางปี 2559 แน่นอนว่าเป็นหนึ่งกลไกของ คสช.ที่ต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านการทำประชามติ เนื่องจากการผ่านหรือไม่ผ่านประชามติของร่างรัฐธรรมนูญย่อมหมายถึงสถานะและความชอบธรรมของ คสช.
ความเคลื่อนไหวของแม่น้ำ 5 สายในครั้งนี้ หรือรวมไปถึงท่าทีของกองทัพ อาจเรียกได้ว่าเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญ เพราะถ้าการขันนอตรอบนี้ไม่ช่วยให้การปฏิรูปเกิดเป็นรูปธรรมขึ้นมาได้ ย่อมเท่ากับว่า คสช.หมดเวลาแก้ตัว







