
แสงสุดท้าย อันงดงาม
ในปาฐกถาในหัวข้อ “ความงดงามของแสงสุดท้ายแห่งชีวิต” เนื่องในงานวันแห่งการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองที่ศิริราช
โดย...ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์ เครือข่ายพุทธิกา http://www.budnet.org
ในปาฐกถาในหัวข้อ “ความงดงามของแสงสุดท้ายแห่งชีวิต” เนื่องในงานวันแห่งการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองที่ศิริราช เมื่อวันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ นักปรัชญาชื่อดัง เล่าประสบการณ์ชีวิต 3 ช่วงในการเรียนรู้เรื่องความตาย เริ่มจากช่วงวัยหนุ่ม เมื่อเขาเห็นเพื่อนถูกฆ่า ซึ่งน่ากลัวจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ภาพเหล่านั้นมาหลอกหลอน เขากลัวความตาย เห็นความตายเป็นเรื่องโหดร้าย จนวิ่งหนีความตายไปบวช เขาเรียกช่วงนี้ว่าช่วงมรณภัย คือ เห็นความตายเป็นภัยอันตราย
เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงกลางของชีวิต เขาหันมาเผชิญหน้ากับความตายด้วยการพินิจพิเคราะห์และระลึกถึงความตายว่าเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว เป็นเพียงความนึกคิด เมื่อมาทบทวนแล้วก็ยังพบว่ายังมีความกลัวตายซ่อนอยู่ภายใน ซึ่งทำให้ไม่สามารถเบิกบานแจ่มใสได้ เขาเรียกช่วงนี้ว่ามรณานุสติ หรือการระลึกถึงความตาย ซึ่งเป็นการปรุงแต่งความคิดเกี่ยวกับความตาย และคิดว่าเป็นความตายของผู้อื่น ไม่ใช่ความตายของตัวเอง
จนล่วงเข้าสู่วัยห้าสิบ เมื่อพบว่ายังไม่อาจละทิ้งความกลัวความตายได้ จึงลาออกจากการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ออกเดินจากเชียงใหม่สู่เกาะสมุยจนกลายเป็นที่มาของหนังสือ “เดินสู่อิสรภาพ” สิ่งที่อยู่เบื้องหลังการเดินครั้งนี้ คือ การออกจากสิ่งปกป้องคุ้มภัยเพื่อไปเผชิญหน้ากับความตายอย่างแท้จริง ซึ่งมีห้วงเวลาที่ได้สัมผัสกับความกลัวตายหลายครั้ง ทำให้ตระหนักด้วยความรู้สึก (ไม่ใช่ความคิด) ว่าแท้จริงถ้ำที่มืดมิดน่ากลัวอยู่ในใจของตัวเองนี้เอง การกลัวความตายของเพื่อนก็เป็นความกลัวที่อยู่ในใจของตัวเอง
ในช่วงปัจฉิมวัย เขาได้สัมผัสความตายจากความรู้สึกไม่ใช่ความนึกคิดหรือเหตุผลหลายครั้งหลายครา ซึ่งนำมาสู่ความตระหนักรู้เกี่ยวกับความตายและมองเห็นคุณค่าและความหมายของชีวิตที่อาจเรียกได้ว่า ได้เห็นแสงอันงดงามที่เจิดจ้าอยู่ภายในตัวเอง
อาจารย์ประมวล เล่าถึงประสบการณ์การเดินจาริกขึ้นเขาไกรลาสที่ทิเบต ชาวพุทธสายวชิรญาณเชื่อว่าผู้ที่เดินขึ้นเขาไกรลาส คือผู้มีความพร้อมที่จะจบชีวิตและถือเป็นบุญมหาศาล เมื่อเดินขึ้นสู่ยอดเขาร่างกายอ่อนล้า พลังชีวิตใกล้หมดจนต้องใช้ออกซิเจนช่วยหายใจ เวลานั้นเขาได้สัมผัสกับคุณค่าของออกซิเจน และที่สำคัญคือ การเห็นคุณค่าของชีวิต
“รู้เลยว่าชีวิตนี้แสนเปราะบาง ความตายกำลังปรากฏแล้ว ผมตระหนักถึงความหมายของชีวิต ผมพร้อมที่จะตาย” อาจารย์ประมวล เล่า
เมื่อก้าวพ้นหน้าผาสู่จุดสูงสุดเป็นลานกว้าง กลิ่นควันไฟจากการเผากำยานลอยมาเตะจมูก เหนือศีรษะมีแร้งบินวน นั่งลงที่จุดที่มองเห็นกระดูกแขนขาของมนุษย์ที่ยังมีเศษเนื้อติดอยู่ บริเวณที่นี้คือสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีศพแบบทิเบต ที่จะหั่นกระดูกเป็นส่วนและทิ้งไว้ให้แร้งกินเพื่อเป็นทาน
“นั่งดูแร้งกัดกิน ความรู้สึกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการเห็นเพื่อนถูกฆ่าตาย เพราะตอนนั้นมีความกลัวติดแน่น แต่ตอนนี้ไม่มีความกลัวอยู่เลย รู้สึกดีเกินกว่าจะใช้ถ้อยคำบรรยาย รู้สึกเหมือนว่าเราน่าจะตายตอนนี้แล้วให้เนื้อเป็นทานกับแร้ง ถ้าจบชีวิตที่นี่คงเป็นความตายที่เกษมที่สุด เมื่อความกลัวหายไป ความงดงามจะปรากฏ”
อีกครั้งหนึ่งคือ การเดินขึ้นสู่ยอดเขาบนเทือกเขาหิมาลัย ความสูงระดับ 8,000 เมตร ในประเทศเนปาล ซึ่งพบกับภาวะคล้ายคลึงกัน เมื่อเดินไปถึงยอดเขาแทบหายใจไม่ออก ภาพที่เห็นรอบตัวคือยอดเขาหิมาลัยตั้งตระหง่านสาดแสงด้วยแสงอาทิตย์เป็นสีทอง
“เกิดปีติตื้นตันถึงความหมายของชีวิตที่มหัศจรรย์ ผมรู้สึกว่าผมมีความหมายที่พร้อมจะบอกโลก แต่พูดเป็นถ้อยคำไม่ได้ แค่ยืนน้ำตาไหล สิ่งที่อยากบอกคือ ภาพนี้เป็นความงดงามบนโลกมนุษย์จริงๆ และสัมผัสได้ถึงความงดงามที่ส่องสว่างเจิดจ้าในใจผม ที่มันเกิดขึ้นเพราะไม่มีเมฆหมอกแห่งความกลัวปกคลุม ... เมื่อใดเราทำให้ความกลัวตายหายไปจากใจ ชีวิตจะมีความหมายที่งดงาม”
อาจารย์ประมวล ยังเล่าถึงความเจ็บป่วยโดยไม่รู้สาเหตุเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ที่ไม่อาจเคลื่อนไหวร่างกายได้ตลอดทั้งเดือน เมื่อเปลี่ยนอิริยาบถจะเจ็บปวด จึงต้องนอนนิ่งๆ ราวกับคนตายแต่มีจิตรู้ ซึ่งทำให้มีโอกาสทบทวนชีวิต และเมื่อร่างกายฟื้นคืนกลับมาเคลื่อนไหวได้อีกครั้งก็ได้ค้นพบความสุขของชีวิต
ในงานวันแห่งการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองที่ศิริราช ซึ่งคนฟังที่ส่วนใหญ่เป็นแพทย์พยาบาลและผู้ที่ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย อาจารย์ประมวล สรุปไว้ว่า ในวัยหนุ่มสาวเรามีโลกกว้างอยากรู้อยากเห็นจึงส่งความคิดออกไปภายนอก เมื่อวันเวลาท่องโลกกว้างและความคิดลดลงและหันมารู้สภาวะในใจตัวเอง ความกลัวตายก็จะคลายลง ทำให้เกิดความเบิกบานแจ่มใส สามารถเห็นอกเห็นใจและปลอบประโลมคนที่อยู่ในภาวะใกล้ตายหรือกลัวตายได้ ซึ่งมิใช่ทำเพื่ออนุเคราะห์ผู้ป่วยหรือญาติเท่านั้น หากแต่จะทำให้เห็นแสงภายในที่เจิดจ้าของตัวเอง และพบความหมายของชีวิตที่งดงาม และเมื่อเราสัมผัสกับแสงภายในได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็สามารถฉายแสงได้ แม้ว่าจะอยู่ในระยะสุดท้ายของชีวิตก็ตาม







