posttoday
ขอทำเพื่อชาติ ไม่ใช่ให้พรรคเพื่อไทย

ขอทำเพื่อชาติ ไม่ใช่ให้พรรคเพื่อไทย

18 ตุลาคม 2558

"ผมทำเพื่อประเทศชาติ ไม่ได้ทำเพื่่อพรรคเพื่อไทย หลายอย่างอาจคิดตรงกันได้ ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะทุกพรรคมีความเห็นรับเรื่องปรองดองอยู่แล้ว ​เรื่องนี้เป็นวาระใหญ่ ​เรื่องเร่งด่วน เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาต้องทำพร้อมๆ กัน"

โดย...ธนพล บางยี่ขัน, เลอลักษณ์ จันทร์เทพ

สปอตไลต์จับจ้องมายัง สุชน ชาลีเครือ เป็นพิเศษในฐานะอดีตสมาชิกพรรคเพื่อไทยที่หักจุดยืนของพรรคกระโดดมารับหน้าที่สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเขาอาจเป็นหนึ่งใน “กุญแจสำคัญ” ที่จะมาช่วยกรุยทางปรองดองให้เดินหน้าเข้าใกล้ความจริงมากขึ้น ยังไม่รวมกับความเคลื่อนไหวเรื่อง “นิรโทษกรรม” ที่อาจเป็นเป้าหมายที่แท้จริง

สุชน ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์เปิดใจถึงการตัดสินใจหวนคืนสนามการเมืองรอบใหม่ด้วยเริ่มจากประเด็นแรกที่ออกตัวว่า พอทราบว่าได้รับการแต่งตั้งเป็นหนึ่งใน 200 สปท. จึงได้ไปพูดคุยกับผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทยหลายคน สุดท้ายจึงได้ตัดสินใจลาออกจากสมาชิกพรรคเพื่อไทย เพื่อจะได้ไปทำงาน สปท.เต็มตัวในนาม สุชน ชาลีเครือ อดีตประธานวุฒิสภา เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย ไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด และไม่ขัดต่อเจตนารมณ์ของแถลงการณ์พรรคเพื่อไทย

“ความเป็นพี่น้องระหว่างผมกับพรรคเพื่อไทยก็ยังมีอยู่ ตอนไปคุยกับผู้ใหญ่ผมก็ให้เหตุผลการลาออกว่าเพื่อให้การทำงานมีความเป็นกลาง เป็นอิสระ การตัดสินใจลาออกก็เป็นความสมัครใจส่วนตัว ไม่มีใครทักท้วง มีแต่คนบอกว่าไปก็ดี จะได้มีความคิดความเห็นอะไร หรือขับเคลื่อนปรองดองไปได้ก็จะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย

...เรื่องนี้ไปในนามส่วนตัวไม่ได้ไปในนามพรรคก็ไม่กระทบกับพรรค ไม่ขัดกับเจตนารมณ์ของพรรคที่ได้ประกาศ ผมก็เป็นแค่สมาชิกคนหนึ่ง ไม่ใช่กรรมการบริหารพรรค ไม่ใช่เป็นแกนนำพรรค แต่ภาพอาจจะเป็นผู้ใหญ่ในพรรค” สุชน กล่าว

รวมพลังสภาขับเคลื่อน ตั้ง กมธ.เดินหน้าแก้ขัดแย้ง

สุชน ชี้แจงอีกว่า​ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเขาเท่านั้นที่มาเป็น สปท. แต่ยังมีสมาชิกเพื่อไทยอีกหลายคน ทั้ง พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกฯ รัฐบาลไทยรักไทย หลังได้โทรคุยกันก็ตัดสินใจลาออกตามมา หรือ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา อดีต รมว.กลาโหม รัฐบาลเพื่อไทย พล.อ.วัฒนา สรรพานิช พ.ต.อาณันย์ วัชโรทัย ก็มาทำงานตั้งแต่สมัยยังเป็นสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และจากการที่คุยกันหลายคนก็เห็นตรงกันว่าพร้อมที่จะเป็นคนประสาน เพื่อหาทางออกจากความขัดแย้ง

“ความขัดแย้งทางการเมืองไม่เห็นจุดจบ ความขัดแย้งยังมานอกสภา เอาประชาชนออกมาสู้กันตามถนน แถมการเป็นคนกลางมาตัดสินด้วยการรัฐประหาร จนต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเป็นนายกฯ มาแก้ปัญหา แต่ปัญหายังไม่จบ แค่ยุติชั่วคราว ยังทับถมอยู่อีกกี่ชั้นไม่รู้ ความปรองดองก็ยังไม่เกิด แต่คราวนี้มีสัญญาณชัดเจน นายกฯ กลับมาจากประชุมยูเอ็น อยากให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน ก็ควรจะใช้เวทีและโอกาสขณะนี้ขับเคลื่อนการปรองดองให้ได้”

ถามว่ามีเป้าหมายอย่างไร ในการขับเคลื่อนการปรองดองครั้งนี้ อดีตประธานวุฒิสภา อธิบายว่า รัฐธรรมนูญชั่วคราว ฉบับแก้ไข พ.ศ. 2557 ​ให้อำนาจ สปท.ไม่มากนัก เพราะเดิม สปช.มีอำนาจตามมาตรา 27 ให้มีการศึกษา ตั้งกรรมการเกี่ยวกับการปฏิรูปได้ 11 ด้าน ​และทำไปแล้ว 37 เรื่อง​ส่งให้รัฐบาล แต่บางอย่างยังไม่ได้ขับเคลื่อน แต่บังเอิญรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข พ.ศ. 2557 มาตรา 39/2บอกว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ไม่ผ่านถึงจะเกิดสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

“การเกิดสภาขับเคลื่อนฯ มาพร้อมกับการต่อรองหรือการคาดเดาว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน เดิมคาดว่าน่าจะผ่าน คิดว่ารัฐธรรมนูญอย่างไรก็น่าจะผ่าน สภาขับเคลื่อนฯ ไม่น่าจะได้ใช้ด้วยซ้ำ เป็นเหตุผลรองมากที่จะเกิดสภาขับเคลื่อนฯ น่าจะเป็นการนำไปสู่ประชามติรัฐธรรมนูญฉบับของอาจารย์บวรศักดิ์ ​ดังนั้น อำนาจ สปท.ที่ตั้งมาใหม่ ทำได้น้อยกว่า สปช.เดิมในบางเรื่อง คือมีอำนาจเสนอตั้ง กมธ. เสนอเรื่องนำไปพิจารณาขับเคลื่อนต่อรัฐบาล ต่อ สนช. แต่ว่าไม่มีอำนาจอนุมัติ หรือให้คุณให้โทษใดๆ ทั้งสิ้น เป็นสภาใหม่ที่เกิดมาเพื่อขับเคลื่อน เหมือนมีเรือจะเดินต่อไปยังไง มีคนพายส่งหรือไม่ แต่อำนาจตัวเองไม่มี”​

ทั้งนี้ ​ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 39/2 กรณีเรื่องเร่งด่วน สปท. มีอำนาจเสนอขึ้นมา ซึ่งจากที่ได้คุยกับ สปท.อีกหลายราย รวมทั้งช่วงก่อนเลือกตำแหน่งประธาน สปท.ได้มีโอกาสคุยกับ ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ​ซึ่งรู้จักตั้งแต่เป็น สว.ด้วยกันปี 2534-2535 ช่วงคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.)​ มาครั้งนี้เห็นหลายอย่างตรงกัน รวมทั้งอดีต สปช.อย่าง พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ที่เห็นตอนออกรายการ ก็เห็นตรงกันว่าต้องเร่งทำข้อบังคับ สปท. โดยจะทำสัปดาห์หน้าหลังนายกฯ​ ลงนามแต่งตั้งประธาน ​รองประธาน ซึ่งจะมีอำนาจเรียกประชุม​และตั้ง กมธ.ยกร่างข้อบังคับ สปท.ให้สอดคล้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 39/2 ว่าอำนาจหน้าที่ทำได้มากแค่ไหน

ยกตัวอย่างเรื่องปรองดอง หากเห็นว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนก็ต้องมาคิดกันว่าจะตั้ง​ กมธ.สามัญ หรือวิสามัญ เพื่อที่จะได้เชิญบุคลากรที่มีความรู้เรื่องปรองดองมาร่วมเป็น กมธ.ได้ ซึ่งจะต้องดู กมธ.ชุดเดิมของ สปช. ที่อาจารย์เอนกเหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน ว่าสมบูรณ์แล้วหรือยัง ต้องเอาข้อมูลมาพิจารณาว่าจะขับเคลื่อนต่ออย่างไร หรือจะเชิญคนใหม่ที่ยังไม่เคยเชิญมาให้ข้อมูล ​หรือคนที่อาจจะมีความเห็นต่าง ได้ให้เข้ามาอยู่ใน กมธ.วิสามัญชุดนี้ กรอบระยะเวลาทำงานต้องเร่งด่วน เพื่อทำให้เป็นรูปธรรมขึ้นมา สิ่งเหล่านี้ต้องเกิดขึ้นในสภาขับเคลื่อนฯ ตามข้อบังคับ ที่สำคัญทำเสร็จแล้วรัฐบาลต้องผลักดันให้สำเร็จ ต้องเป็นแม่งาน ไม่เช่นนั้นไม่เกิดผลอะไร

ส่วนประเด็นใหญ่อย่างเรื่อง “นิรโทษกรรม” ​สุชน ชี้แจงว่า ต้องแยกกันระหว่าง “นิรโทษกรรม”  กับ “ปรองดอง” ​ถ้าเอามารวมกันเดี๋ยวอีก 2-3 วันก็กลับมาตีกันอีก โดยเรื่องปรองดองต้องทำก่อน ต้องรู้ว่าคู่กรณีขัดแย้งคือใคร ก็ต้องว่ากันไป อาจมีคนมองว่าเป็นเรื่องของทักษิณ ชินวัตร กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ส่วนตัวแล้วเห็นว่าไม่ใช่ ​2 คนนี้อยู่กันคนละฐานะ อีกทั้งนายกฯ ปัจจุบันต้องไม่เป็นคู่ขัดแย้งกับใคร เพราะเขาเป็นคนถืออำนาจรัฏฐาธิปัตย์ เป็นผู้ที่จะต้องใช้อำนาจขับเคลื่อนในการจัดเวทีปรองดองแก้ไขปัญหาของชาติ ไม่ใช่คู่ขัดแย้ง

สุชน บอกว่า คู่ขัดแย้งไม่ใช่แค่จะย้อนไปถึง สนธิ ลิ้มทองกุล พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือสุเทพ เทือกสุบรรณ​ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีมานานก่อน รัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ​มีประชาชนส่วนหนึ่งที่มีความเห็นต่างจากรัฐบาลออกมาชุมนุมที่สวนลุมพินี ซึ่งต้องย้อนกลับไปดูว่ารัฐบาลทำอะไรผิดพลาดหรือไม่

“กระบวนการปรองดองต่อจากนี้ ต้องนำผลการศึกษา คปอ.ของ คณิต ณ นคร มาพิจารณา โดยในส่วนของคดีต่างๆ ที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้วก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งอาจมีบางขั้นตอนข้อมูลไม่ครบถ้วน ก็ต้องทำให้ได้รับข้อมูลครบถ้วน ​อาจเป็นข้อมูลทางวิชาการ หรือข้อมูลที่ผ่านการกลั่นกรองแล้ว เพื่อนำไปสู่การพิจารณาประกอบของศาลให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด ​

“ศาลมีกระบวนการพิจารณาของท่านอยู่แล้ว ตรงนี้เราไม่เข้าไปแตะ แต่ต้องมีกระบวนการ ตรงที่บอกว่าก่อนปี 2557 ตรงไหนขัดแย้งกัน ตรงไหนเจรจากันก่อนได้ไหม หรือถ้าตัวเองหรือคณะใดทำไม่ได้ ต้องเชิญใครมาเป็นคนเจรจา ให้เขาคุยกันได้ไหม อยากให้คู่กรณีที่ไม่มีการคุยกันได้มาคุยกัน ​ปีที่ผ่านมาเชิญ แต่คุยแล้วไม่ยอมรับผลการคุย หรือเอาไปใช้ประโยชน์เท่าที่ควร ออกมายังหันหลังให้กันอยู่”

ขอทำเพื่อชาติ ไม่ใช่ให้พรรคเพื่อไทย

เรื่องในศาลไม่ยุ่ง เร่งนิรโทษกรรมชาวบ้าน

ส่วนการนิรโทษกรรมจะเป็นขั้นตอนต่อจากนั้น ​ส่วนจะนิรโทษกรรมใครบ้างต้องดูข้อมูลคณะทำงานของ สปท.ที่จะตั้งขึ้นมาก่อน ว่าจะมีข้อเสนอนำไปสู่กระบวนการนิรโทษกรรมหรือไม่ จะใช้วิธีใด จำเป็นต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ หรือสามารถทำในอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการปกติ แต่ถ้าทำไม่ได้ก็ค่อยว่ากันอีกที หากใช้อำนาจพิเศษอย่างมาตรา 44 ก็จะไม่เป็นที่ยอมรับกันอีก

“ส่วนข้อเสนอให้เซตซีโร่กันไปเลยจะได้จบนั้น ผมเห็นว่ามันเลยขั้นตอนไปแล้วถ้าจะทำต้องทำตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. 2557 แล้ว ตอนนี้ไม่น่าใช่เวลาที่เหมาะสม เพราะบางคดีไปศาลแล้ว การนิรโทษกรรมชาวบ้าน เหยื่อที่ถูกกระทำ บางคนไม่รู้อีโหน่อีเหน่ แต่ได้รับผลจากการกระทำที่คนอื่นขัดแย้ง ต้องรีบคืนความเป็นธรรมให้เขา ติดคุกฟรี ไม่รู้เท่าไร อยู่ในขั้นตอนศาลอีกไม่รู้เท่าไร”​

สุชน กล่าวว่า ในส่วนของแกนนำนั้นจะต้องว่าไปตามความผิดที่ได้กระทำ เป็นเรื่องของศาลที่ต้องทำให้เกิดความชัดเจน บางกรณียังเป็นแค่การกล่าวหา การไต่สวนยังไม่จบ ยังต้องให้ความเป็นธรรม 2 ฝ่ายเท่าๆ กัน การพิสูจน์หาความจริง อย่าเลือกปฏิบัติ ทำให้ประชาชนเห็นว่าโปร่งใส ผิดก็ต้องผิด ส่วนจะนิรโทษกรรมหรือไม่ เป็นขั้นตอนต่อจากศาลไปแล้ว ต้องมาว่ากันอีกที

ส่วนคำถามว่า หากแกนนำแต่ละคนยังมีคดีอยู่แล้วจะปรองดองกันได้หรือไม่นั้น สุชนออกตัวว่า ตรงนี้ตอบแทนไม่ได้ แต่ด้วยความเป็นจริงแล้วถ้ากระบวนการถึงที่สุด ทุกฝ่ายก็ต้องยอมรับได้ อาจมีข้อเสนอหลังศาลตัดสินจำคุก แล้วให้เป็นกระบวนการนิรโทษกรรมขอพระราชทานอภัยโทษ มีกฎหมายอยู่แล้วเหมือนกัน แต่ต้องรอตัดสินให้เรียบร้อย ​ส่วนจะอยู่ในรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ ขึ้นอยู่กับ​ท่านมีชัย ฤชุพันธุ์ และคณะ คิดไตร่ตรอง
ให้สอดคล้อง ซึ่งก็เป็นไปได้ทั้งนั้น ให้อยู่ในรัฐธรรมนูญก็ได้ หรืออยู่ในอำนาจบริหารก็ได้

“ในฐานะ สปท.คนหนึ่ง​ อยากผลักดันเรื่องปรองดอง เพราะเรื่องอื่นๆ คนทำเยอะแล้ว แต่เรื่องนี้คุยกันไม่จบสักทีถ้ารัฐบาลเข้มแข็งต้องผลักดันจริง สภาขับเคลื่อนฯ มีข้อมูลเชิญคนอื่นมาและให้เกียรติจริง เรื่องไหนจำเป็นต้องออกกฎหมายประกอบให้บรรลุเป้าหมายตรงนี้ก็ต้องยอมออ​ก”​

สุชน กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมามีความพยายามทำเรื่องปรองดอง ทั้งชุดของอาจารย์คณิต แต่ก็ทำได้ระดับหนึ่ง บางคนเชิญแล้วก็ไม่มา หรือชุดของ ดิเรก ถึงฝั่ง อดีต สว. ทำไปส่วนหนึ่งก็ยังไม่สมบูรณ์ ดังนั้นคณะใหม่ต้องสมบูรณ์กว่านั้น ​ถ้ามีข้อมูลชัดเรื่องนิรโทษกรรมอย่างของชาวบ้าน รัฐบาลที่มีอำนาจขณะนี้ก็ไม่ต้องรอ ต้องกล้าทำ ไม่งั้นจะหวังปรองดองเมื่อไร

“หากทำแล้วไม่เสร็จ ก็ต้องรอรัฐบาลชุดต่อไปที่จะมาหลังการเลือกตั้งปี 2560 ที่คาดว่าจะเป็นรัฐบาลผสม​ รัฐบาลแรกอาจไม่สำเร็จ รัฐบาลต่อไปต้องสำเร็จ แต่ต้องทำให้มีกระบวนการต่อเนื่อง ถ้ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มุ่งมั่นเรื่องนี้ เราก็พร้อมสนับสนุน” 

ขอเป็นคนกลาง ทอดสะพานปรองดอง

อดีตประธานวุฒิสภา กล่าวว่า กระบวนการพูดคุยนั้นเพื่อทำเรื่องปรองดองนั้น ไม่ใช่พูดคุยเฉพาะแกนนำ แต่จะต้องคุยกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ​คนไหนหรือองค์กรไหนเป็นคู่ขัดแย้ง​ หรือองค์กรไหนจะอาสาเป็นองค์กรกลางเข้ามาแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง หรือเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย ต้องมีส่วนร่วมเข้ามาตรงนี้ทั้งหมด

ทว่าที่ผ่านมาการเจรจาหลายครั้งไม่ประสบความสำเร็จ รอบนี้จำเป็นต้องถึงขั้นให้ทุกฝ่ายร่วมทำ “สัญญาประชาคม” หรือไม่ สุชนตอบทันทีว่า “ดี” ให้ สปท.คิดให้ตกผลึกว่าจะเอาอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งคณะที่จะมาทำเรื่องต้องกล้าเสนอออกไป หรือถ้ารัฐบาล ประชาชนไม่ตอบรับ จะต้องทำอย่างไร ​ตรงนี้ต้องมีกระบวนการไปฟังเสียงประชาชน 

“ทุกวันนี้มันพูดไปก็ไม่สุด ดำเนินการไม่สุด ต่างคนต่างอ้างเหตุผลข้อจำกัด ของกฎหมาย เหตุผล พยานหลักฐาน สารพัดเรื่อง เกี่ยวพันไม่มีที่สิ้นสุด ผมเพียงแค่ความเห็ส่วนตัวหนึ่งเท่านั้นแต่กระบวนการเกิดขึ้นได้จริงต้องรอ สปท. 200 คน ว่าจะมีคนเห็นทำนองเดียวกับผมหรือเห็นต่าง เพื่อที่จะได้ออกมาเป็นความเห็นส่วนรวม ส่วนตัวเท่าที่ศึกษามานี่เป็นแนวทางหนึ่งเท่านั้น ​ผมยังไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญใดๆ ทั้งสิ้น เพียงเคยมีประสบการณ์การเมือง​ที่เอาความเห็นนำไปสู่การสังเคราะห์ เสนอไปยัง กมธ.ให้ออกมาเป็นรูปธรรม”​

สุชน เปรียบเทียบว่า หน้าที่เขาเหมือนเป็นคนกลาง เป็นผู้ทอดสะพาน และพร้อมรับฟังความเห็นจากทุกพรรค ไม่เพียงแค่พรรคเพื่อไทยอย่างเดียว แต่ต้องฟังจากพรรคอื่นด้วย เพราะตอนนี้ไม่ได้สังกัดเพื่อไทยแล้ว แต่พรรคเพื่อไทยก็เป็นพรรคมีมวลชนมาก และด้วยความผูกพันก็อาจมีการส่งข้อมูลมาทางผม​ซึ่งพรรคอื่นก็ส่งมาได้ พร้อมเป็นตัวกลาง

“ผมทำเพื่อประเทศชาติ ไม่ได้ทำเพื่่อพรรคเพื่อไทย หลายอย่างอาจคิดตรงกันได้ ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะทุกพรรคมีความเห็นรับเรื่องปรองดองอยู่แล้ว ​เรื่องนี้เป็นวาระใหญ่ ​เรื่องเร่งด่วน เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาต้องทำพร้อมๆ กัน

เรื่องอื่นๆ ทั้งปัญหาปากท้อง ฝนแล้ง เศรษฐกิจกำลังวิกฤต ตรงนั้นมีคนทำอยู่พร้อมแล้ว แต่ด้านนี้ (ปรองดอง) ยังไม่เป็นรูปร่าง ต้องขับเคลื่อนไปกับอายุรัฐบาลนี้ อย่างน้อยๆ ก็เป็นการเริ่มต้นเมื่อรัฐบาลใหม่มาภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องมีจุดเชื่อมต่อส่งผ่านให้กับคณะรัฐบาลใหม่ หรือ สส.ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งอาจได้ทำเรื่องนี้เป็นนโยบายหาเสียงต่อไป หากเห็นว่าเรื่องนี้มาถูกทาง”

ขอทำเพื่อชาติ ไม่ใช่ให้พรรคเพื่อไทย

เลือกตั้ง’60 รัฐบาลผสมแน่

คร่ำหวอดในแวดวงการเมืองมาหลายสิบปีรอบนี้ ​สุชน วิเคราะห์ข้ามช็อตหลังโรดแมป 6+4+6+4 ว่า รัฐบาลหลังเลือกตั้งปี 2560 เป็นรัฐบาลผสมจากหลายพรรคการเมืองแน่นอน

“ความรู้สึกของประชาชนเวลานี้คือ อยากให้เลือกตั้งคราวหน้าทำให้ประเทศเดินต่อไปได้ ประเทศมีความปรองดอง และถ้าพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์สามารถจับมือกัน เชื่อว่าประชาชนจะเฮกันพอสมควร อย่าไปคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ เมื่อถึงเวลานั้นต้องคอยดู”

แม้จะเคยรั้งตำแหน่งอดีตสมาชิกพรรคเพื่อไทย แต่ สุชน วิเคราะห์แบบออกตัวว่า คาดเดาไม่ได้ว่าพรรคเพื่อไทยจะกลับมาเป็นแกนนำบริหารประเทศหรือไม่ แต่ถ้าดูตามความนิยมขณะนี้ต้องยอมรับว่า พรรคเพื่อไทยยังเป็นพรรคใหญ่และฐานเสียงที่ต่างจังหวัดมีอยู่มาก ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงความคิดของประชาชนไม่ใช่เรื่องง่าย

“ทุกอย่างอยู่ที่ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ เวลานั้นอำนาจจะอยู่ในมือประชาชน ถ้าสุดท้ายที่ประชาชนเลือกแล้วก็ต้องยอมรับ อย่าไปแกล้งเขาทำทุกอย่างตามกติกา ซึ่งจากนี้ต้องดูการเขียนกติกาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรด้วยว่าจะระบุไว้อย่างไร จะสามารถเขียนให้เปิดโอกาสในการแข่งขันในพื้นที่ได้เต็มที่หรือไม่ และเมื่อกติกาออกมาแล้วพรรคเพื่อไทยจากนี้ไปหลายอย่างอาจจะเปลี่ยนแปลงก็ได้ รวมถึงพรรคการเมืองอื่นๆ ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องของอนาคต”

ส่วนเสียงดักคอว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นการออกแบบมาบั่นทอนพรรคเพื่อไทยหรือไม่ อดีตประธานวุฒิสภา มองว่า ต้องรอดูกลไกรัฐ อำนาจรัฐ หรือแม้แต่กลไกของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับพรรคเพื่อไทย ว่าคิดอย่างไร จะทำอย่างไร ถ้ากติกาความคิดเห็นเป็นธรรม ก็ไม่น่าเป็นห่วง

สำหรับเนื้อหาการร่างรัฐธรรมนูญมีหลายประเด็นที่จะต้องพิจารณาให้รอบคอบ และทำให้เกิดความปรองดองขึ้นในสังคม เริ่มต้นจากประเด็นร้อนอย่าง ​“คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ” (คปป.) ที่ถูกจุดประเด็นขึ้นมาอีกรอบช่วงนี้

​ความเห็นส่วนตัว มองว่า ด้วยหลักการการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตั้งแต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานระบอบประชาธิปไตยให้ ระยะเวลาก็ร่วม 83 ปีมาแล้ว เพราะพระองค์ท่านต้องการให้อำนาจเป็นของปวงชนชาวไทย ไม่ต้องการให้อำนาจไปตกอยู่กับผู้หนึ่งผู้ใด

ดังนั้น ระบอบประชาธิปไตยจึงต้องให้อำนาจแก่ประชาชนอย่างแท้จริง ภายใต้กรอบกติกาบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่ไม่สามารถเป็นประชาธิปไตยในรูปแบบอื่นได้ ซึ่งหลักการบริหารราชการแผ่นดินมี 3 อำนาจหลัก คือ อำนาจฝ่ายบริหาร ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ ต้องใช้อำนาจทั้ง 3 ฝ่ายนี้ให้เกิดการถ่วงดุลกัน

“เมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วเข้าใจกันว่า คปป.เปรียบเหมือนซูเปอร์รัฐบาล และก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไม่เป็นที่ยอมรับ ดังนั้นถ้าคิดว่าจะต้องมี คปป.จริงๆ ต้องพิจารณาให้รอบคอบว่ามีความจำเป็นอย่างไร ที่จะต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ และส่วนตัวก็ไม่ได้เห็นขัดแย้ง แต่ถ้าจะเขียนให้ คปป.มีอำนาจเหนือ 3 อำนาจหลัก ไม่ถูกต้อง”​

ดังนั้น หากจะคงไว้อาจต้องทบทวนปรับโครงสร้างอำนาจ โดยล้อมาจาก 3 อำนาจหลัก แต่ไม่สามารถที่จะเข้ามาบริหารได้ เช่น อาจจะให้อำนาจ เป็นเพียงแค่คณะทำงานหนึ่งที่สามารถสั่งการ หรือแนะนำแนวทางให้กับรัฐบาล หรือคณะผู้มีอำนาจรัฐาธิปัตย์ในขณะนั้นๆ อย่าเข้าไปบริหารหรือทำเอง ซึ่งถ้าโครงสร้างอำนาจ คปป.เป็นแบบนี้ได้ เชื่อว่าความรู้สึกการต่อต้านหรือไม่เห็นด้วยอาจจะผ่อนคลายลงหน่อย

สำหรับประเด็น “องค์กรอิสระ” จากประสบการณ์การทำงานการเมืองมา 30 ปี อยู่บนเส้นทางวุฒิสภามาตลอด จึงมีส่วนรับรู้กลไกที่มาและหน้าที่ขององค์กรอิสระอยู่บ้าง โดยเฉพาะช่วงที่ได้นั่งเป็นประธานวุฒิสภา ได้มีส่วนให้ความเห็นชอบตั้งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ซึ่งในรัฐธรรมนูญเขียนเรื่องหลักการขององค์กรอิสระไว้ดี แต่เมื่อถึงขั้นตอนการปฏิบัติยังถูกข้อครหาจนทุกวันนี้ ​

แถมเป็นอีกมูลเหตุหนึ่งของข้อขัดแย้งทางการเมือง เพราะการใช้อำนาจขององค์กรอิสระที่มาตามรัฐธรรมนูญถูกกล่าวหาทั้งตัวบุคคลและตัวองค์กรเองที่ไม่สามารถทำตามเจตนารมณ์ได้ตามหลักการได้ รวมทั้งบางองค์กรยังมีการขยายฐานอำนาจของตนเองด้วย เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ขยายฐานองค์กรตัวเองไปถึงระดับจังหวัด แต่ก็ยังแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นไม่ได้ หรือแม้กระทั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ขยายฐานไปต่างจังหวัดเช่นกัน แต่ประชาชนก็ยังไม่ชื่นชม ยังมีข้อตำหนิ จึงต้องทบทวนในส่วนของอำนาจ กกต. ว่าจะให้ดาบ ให้อาวุธ ได้แค่ไหน

สุชน กล่าวว่า ประเด็นที่มา ​สว.นั้น หากย้อนกลับไปดูร่างรัฐธรรมนูญ 2517 และ 2534 เป็นหลัก จะเห็นว่าช่วงนั้นอำนาจสิทธิเสรีภาพของประชาชนค่อนข้างเต็มที่ โดยที่มาของ สว.ตามรัฐธรรมนูญ 2517 กำหนดให้มีวุฒิสภาอันประกอบด้วยสมาชิกซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงเลือกและแต่งตั้ง ขณะที่รัฐธรรมนูญ 2534 กำหนดว่า ให้มีวุฒิสภาอันประกอบด้วยสมาชิกซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมีความรู้ความชำนาญในวิชาการหรืออาชีพต่างๆ

“จะเห็นว่า สว.ไม่ได้มีสัดส่วนของการแต่งตั้งเลย แต่กลับเลือกได้กลุ่มคนที่ดี สามารถมาบริหารได้ดี ดีกว่า สว.ในยุคสมัยนี้เสียอีก กระทั่งรัฐธรรมนูญ 2540 ก็ได้กำหนดให้ สว.มีที่มาหลากหลาย ทั้งจากการแต่งตั้ง และเลือกตั้งจากประชาชน โดยอำนาจเป็นเพียงวุฒิสภาที่กลั่นกรองกฎหมาย หรือเป็นองค์ประกอบรัฐสภาเท่านั้น แต่กฎหมายเหล่านี้สังเกตว่าอำนาจของ สว.นั้นไม่มีอำนาจถอดถอนได้ ซึ่งถือว่าเป็นข้อดี​

​...การเขียนร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ หากจะให้มี สว.ที่มาจากการสรรหาก็ไม่ผิด แต่กระบวนการต้องโปร่งใส อย่าปล่อยให้เอาพรรคเอาพวก หรือวิ่งเต้นกันเข้ามา ต้องให้มีความเป็นธรรมเกิดขึ้น และต้องไม่ให้อำนาจในการถอดถอนได้ ซึ่งอำนาจถอดถอนจะต้องให้อำนาจกับกระบวนการศาลเท่านั้น”

ขอทำเพื่อชาติ ไม่ใช่ให้พรรคเพื่อไทย

ส่วนประเด็นที่มา สส. สุชน วิเคราะห์ว่า ​ย้อนไปดูรัฐธรรมนูญ 2534 พบว่า สส. ไม่มีแบบบัญชีรายชื่อ และคนก็ไม่ค่อยทะเลาะกันเท่าไหร่ แต่ช่วงหลังตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 ที่ออกแบบให้ สส.มีที่มาจากสัดส่วนบัญชีรายชื่อ ด้วยเหตุผลที่ว่าเสียดายบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ที่หากลงแข่งขันในพื้นที่ประชาชนจะไม่เลือก เพราะไม่รู้จักประชาชน หรือเป็นคนไม่มีเงิน ประชาชนรู้จักแต่คนในพื้นที่ที่เขารู้จัก รู้จักแต่คนท้องถิ่น

สุชน มองว่า ​จุดอ่อนของรัฐธรรมนูญ 2540 ยังทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็งขึ้น โตขึ้นเป็นยักษ์ ใหญ่โตเกินกว่าจะเอายัดลงขวดได้ เช่น พรรคเพื่อไทย ที่โตขึ้นด้วยตัวบุคคล นโยบายที่โดนใจกับประชาชน และสามารถสัมผัสได้ ซึ่งคู่แข่งทางการเมืองอื่นๆ ก็ยังไม่สามารถที่จะแข่งได้

การร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันถ้าจะยึดตามเดิมให้เหมือนสมัยรัฐธรรมนูญ 2540 ก็ยาก เพราะการเมืองเข้มแข็งเกินไป แต่ถ้าจะไปใช้ระบบสัดส่วนผสม แบบ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ได้ร่างไว้ก็ยากเช่นกัน และที่ว่ายากไม่ใช่พรรคการเมืองรับไม่ได้ แต่เพราะประชาชนต่างหากที่ไม่คุ้นชิน ทำให้ประชาชนรับไม่ได้

ถามว่า “ตัวแปรสำคัญ” ที่จะทำให้การเมืองไทยในอนาคตต้องวุ่นวายหรือจะสงบ สุชน มองว่า ​คือการสร้างความปรองดองของคนในชาติ โดยเฉพาะภาคส่วนพรรคการเมือง ที่ยังไงก็แล้วเมื่อถึงกระบวนการสุดท้ายแล้วเราต้องให้เกียรติประชาชน ที่ได้เลือกพรรคการเมืองเข้ามาจากการนำเสนอนโยบายและให้ความเชื่อใจเข้ามาบริหารประเทศ

“การสร้างกติกาโดยเขียนร่างรัฐธรรมนูญป้องกันคนโกงเข้ามามีบทบาททางการเมือง ก็มีคำถามใหญ่อยู่เหมือนกันว่า แล้วคนที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองครบตามกำหนดระยะเวลา 5 ปีไปแล้ว หรือบางคนพ้นจากคดีอาญาทางการเมืองไปแล้ว ต้องเท่ากับว่าคนเหล่านี้บริสุทธิ์หรือไม่ และจะไปถอดถอนหรือตัดสิทธิตลอดชีวิตนั้น ผมไม่เห็นด้วย

เราต้องให้โอกาสทุกคน แต่ไม่ได้หมายความว่าผมไม่ต่อต้านคอร์รัปชั่น ส่วนตัวมองว่าการเขียนเรื่องตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต เป็นเพียงแค่เขียนเสือให้วัวกลัว ให้เกิดความสะใจเฉยๆ ซึ่งไม่ใช่วิธีการหรือกระบวนการป้องกันไม่ให้คนไม่ดีเข้าสู่การเมืองได้ ซึ่งถือว่าเป็นอีกประเด็นที่จะต้องนำมาคิดและหาทางออกเช่นกัน” สุชน กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง