posttoday
เข้าหาผู้ใหญ่

เข้าหาผู้ใหญ่

17 ตุลาคม 2558

ท่าทางและคำพูดเหล่านั้น ยังติดตาผมมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ทั้งๆ ที่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2490

โดย...ซิวซี แซ่ตั้ง

ท่าทางและคำพูดเหล่านั้น ยังติดตาผมมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ทั้งๆ ที่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2490 หรือราวๆ 60 กว่าปีมาแล้วก็ตาม

ผมยืนนิ่งมองผู้ที่มีแซ่เดียวกับผมด้วยความน้อยใจ ได้แต่กล้ำกลืนความขมขื่นอย่างยากลำบาก ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยถูกไล่ ถูกดูแคลนถึงขนาดนี้ ไม่อยากเชื่อว่าคนแซ่เดียวกัน จะทำกันแบบนี้ได้ลงคอ อย่างน้อยหากไม่ช่วยเหลือก็น่าจะไว้หน้ากันบ้าง ไม่ใช่แสดงความรังเกียจ ทำราวกับผมเป็นเศษสวะเป็นสิ่งสกปรก

ผมข่มความโกรธ ควบคุมสติอารมณ์เต็มที่ก่อนบอกออกไปว่า “ไม่ต้องให้ใครมาลากตัวผมหรอก ผมออกไปเองได้ ผมผิดเอง ขอโทษที่มารบกวน”

ผมพูดแล้วก็เดินตัวตรง เชิดหน้าออกจากโรงงานทันที แต่เมื่อมาถึงที่พัก ผมนอนร้องไห้ สะอื้นฮักๆ อยู่คนเดียว ทั้งเสียใจ แค้นใจ เมื่อเช้าก็ร้องไห้เพราะญาติดูถูก ตอนเที่ยงผมก็ยังเจอเหตุการณ์แบบเดียวกันอีก ทั้งดูถูกทั้งรังเกียจและไล่ผม มันหนักหนากว่าครั้งแรก ผมโดนดูถูกและเหยียดหยามราวกับว่าเป็นสิ่งสกปรกโสโครกสุดเหม็น...

ความเข้มแข็งถูกบั่นทอนให้อ่อนแอลง ผมนอนซมตั้งแต่บ่ายจนเย็น เย็นจนค่ำ...ตลอดคืนผมร้องไห้ ในใจเต็มไปด้วยความแค้นใจ ครุ่นคิดแต่ว่าคนจนไม่ใช่คนหรือ คนจนน่ารังเกียจมากใช่ไหม คนจนเป็นสิ่งสกปรกโสโครกหรืออย่างไร ถึงได้เหม็นจนทนไม่ได้

“ไล่มันไป เหม็นเหลือเกิน เหม็นที่สุด!”

คิดถึงคำพูดประโยคนี้ของคนที่เพิ่งไปพบมาแล้ว ผมก็ยิ่งเจ็บแปลบที่ใจจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว น้ำตาของลูกผู้ชายวัยหนุ่มอย่างผมไหลอาบแก้ม ศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์ถูกดูหมิ่นดูแคลนจากคนแซ่เดียวกัน สำหรับผมมันเป็นความเจ็บปวดยิ่งกว่าความเจ็บปวดใดๆ ในโลก!

การถูกปฏิเสธและถูกรังเกียจจากคนในตระกูลเดียวกันซ้ำซ้อนถึงสองครั้งสองครา เป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ผมรู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนอยู่ตัวคนเดียวในโลกกว้าง

เมื่อคราวที่เดินทางจากบ้านที่เมืองจีน จากแม่ที่ผมรัก และบ้านที่เคยเป็นที่นอนมาตั้งแต่เด็กๆ ผมรู้สึกเศร้าและโดดเดี่ยวก็จริง แต่เป็นคนละอารมณ์กับความเศร้าโดดเดี่ยวในครั้งนี้

ผมนอนจมอยู่กับความทุกข์ระทมทั้งคืน ชั่วขณะหนึ่งเกิดคำถามผุดขึ้นท่ามกลางความคิดที่ท้อแท้หดหู่ หากผมไม่ต่อสู้ ไม่พยายามสร้างตัวให้สำเร็จ ผมก็จะถูกคนดูถูกดูแคลนอย่างนี้ไปตลอดชีวิต หูของผมระงมไปด้วยเสียงดูถูกของญาติและคนที่รังเกียจ ในนาทีแห่งความมืดกับความสว่าง ทำให้ผมเริ่มตั้งสติได้ และปลอบประโลมจิตใจของตัวเองว่า เราต้องสู้ ต้องเอาชนะอุปสรรค สร้างเนื้อสร้างตัวให้ได้ ถ้าเรายอมแพ้ เราก็จะยิ่งโดนดูถูก

ผมเคยตาบอดตั้ง 5 ปี เกือบตายหลายครั้ง หนีออกจากประเทศจีนข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงเมืองไทยได้โดยปลอดภัย ทั้งๆ ที่มีเพียงเสื้อผ้าติดตัวมาแค่ชุดเก่าๆ ชุดเดียวเท่านั้น แค่วันนี้ผมถูกญาติดูถูกและรังเกียจ ผมจะต้องเอาชนะ สร้างเนื้อสร้างตัวให้ได้ ทำให้พวกเขายอมรับความสามารถของผม พอคิดได้อย่างนั้นผมก็นอนหลับ และตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ด้วยความมุ่งมั่น พร้อมจะต่อสู้ ไม่ยอมแพ้กับอุปสรรคทั้งหลายที่กำลังเผชิญอยู่

ผมไม่เลิกล้มที่จะหาคนเล่นแชร์ด้วย แต่คราวนี้ผมไม่ได้คิดถึงญาติ ผมคิดถึงลุยปัก ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่ผมนับถือคนหนึ่งในสกุล “แซ่อึ๊ง”

ลุยปักมีลักษณะตามแบบฉบับคนจีนรุ่นเก่า ไว้หนวดเรียวยาวเหนือริมฝีปากดูคล้ายภาพวาดโบราณ ลุยปักเป็นคนมีอัธยาศัยดี รู้จักคนเยอะ และเป็นที่นับถือของคนจำนวนมาก เพราะเป็นผู้ใหญ่ที่มักให้ความช่วยเหลือและเป็นมิตรกับทุกคนในย่านคลองเตย

ผมตัดสินใจไปหาลุยปักในเช้าวันนั้น เมื่อเจอหน้ากัน ผมเลี่ยงไปพูดเรื่องอื่น ยังไม่ออกปากเรื่องเล่นแชร์

“ลุยปัก กินข้าวหรือยัง”

ลุยปักคงมองออกว่าผมมีเรื่องมาคุยด้วย จึงพูดกับผมว่า

“กินแล้ว...แต่วันนี้ลมอะไรพาซิวซีมาหาลุยปักที่นี่”

ตอนนั้นผมคิดอยากชวนลุยปัก แต่ก็กลัวๆ กล้าๆ คิดว่าถ้าพูดชวนลุยปักแล้วจะถูกปฏิเสธ หรือโดนดูถูกอย่างที่ถูกญาติกระทำหรือเปล่า แต่ก็อยากเสี่ยงเพราะที่ผ่านมา จากที่ได้รู้จักลุยปัก แกไม่ใช่คนพูดจาทำร้ายจิตใจใคร ผมตัดสินใจเอ่ยปาก

“ลุยปักครับ” พูดแค่นั้นก็พูดไม่ออก อึกอักอยู่อย่างนั้น ลุยปักมองผมด้วยความแปลกใจ ถามผมว่า

“มีอะไรหรือซิวซี ทำไมไม่พูดต่อล่ะ วันนี้เธอมีท่าทางแปลกๆ เหมือนคนใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลย”

ผมใจเต้นไม่เป็นจังหวะ แต่พยายามรวบรวมความกล้าแล้วพูดกับลุยปักว่า

“ผมมีเรื่องอยากจะให้ลุงช่วย”

(อ่านต่อฉบับวันเสาร์หน้า)

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท