
ทบทวนกู้บ้าน3ล้าน
แม้รัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์แบบตอบทุกปัญหาที่มีในขณะนี้ ตั้งแต่ลดค่าธรรมเนียการโอน 2% ค่าจดจำนอง 1% ลงเหลือ 0.01% ภายใน 6 เดือน เพื่อหวังว่าการเร่งโอนบ้านจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
แม้รัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์แบบตอบทุกปัญหาที่มีในขณะนี้ ตั้งแต่ลดค่าธรรมเนียการโอน 2% ค่าจดจำนอง 1% ลงเหลือ 0.01% ภายใน 6 เดือน เพื่อหวังว่าการเร่งโอนบ้านจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
แก้ปัญหาธนาคารพาณิชย์ปฏิเสธปล่อยกู้คนซื้อบ้าน ที่ยอดโดนปฏิเสธเพิ่มถึงกว่า 30% หรือ 1 ใน 3 ของจำนวนผู้ยื่นกู้ ด้วยการให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ ธอส. จัดเงินกู้เงื่อนไขพิเศษให้ผู้ซื้อบ้านที่มีรายได้เดือนละ 3 หมื่นบาท สามารถกู้ซื้อบ้านได้ถึง 3 ล้านบาท ด้วยวงเงินเบื้องต้น 1 หมื่นล้านบาท โดยรัฐบาลพร้อมจะขยายวงเงินเพิ่มขึ้นอีก
นอกจากนี้ ยังจูงใจลดภาระคนซื้อบ้านไม่เกินราคา 3 ล้านบาท นำเงิน 20% ของราคาบ้านมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เฉลี่ยเท่ากันในรอบ 5 ปีภาษี นับแต่ปีภาษีที่มีการจดทะเบียนการโอนกรรมสิทธิ์ โดยต้องโอนในวันที่ 31 ธ.ค. 2559 ผู้ได้รับสิทธิจะต้องไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ หรือมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์มาก่อน ต้องห้ามขายห้ามโอนไม่น้อยกว่า 5 ปี หรือพูดง่ายๆ ผู้ซื้อจะมีเงินกลับเข้ามาปีละ 4% หากซื้อบ้านหลังละ 3 ล้านบาท จะหักลดหย่อนภาษีได้ปีละ 1.2 แสนบาท
ภาพรวมทั้งหมดจะเห็นได้ว่า ผู้มีรายได้เดือนละ 3 หมื่นบาท ซึ่งเคยโดนปฏิเสธเงินกู้ซื้อบ้านหลังละไม่เกิน 3 ล้านบาท จากธนาคารพาณิชย์ ต่อไปจะสามารถซื้อได้ผ่านการปล่อยกู้ของ ธอส. โดยในปีแรกของการผ่อนดอกเบี้ย 3.5% จะต้องผ่อนเดือนละ 1.5 หมื่นบาท ปีที่สองดอกเบี้ย 4.25% จะผ่อนเดือนละ 1.7 หมื่นบาท และปีที่สามเป็นต้นไปดอกเบี้ยเอ็มอาร์อาร์ -0.75% จะต้องผ่อนอย่างน้อยเดือนละ 2.1 หมื่นบาท
นับเป็นการผ่อนบ้านที่เข้มข้นมาก เพราะปกติธนาคารพาณิชย์ทั่วไปจะยอมปล่อยกู้ให้ในวงเงิน 1 ใน 3 ของรายได้ของผู้ผ่อน คือรายได้เดือนละ 3 หมื่นบาท การผ่อนบ้านควรจะอยู่ที่ 1 หมื่นบาท ที่เหลือเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว แต่ภาระการผ่อนของ ธอส.เดือนแรกต้องผ่อนบ้านถึงครึ่งหนึ่งของรายได้ และเดือนที่สามขึ้นไปจะต้องจ่ายเงินผ่อนถึง 2 ใน 3 ของรายได้
เท่ากับว่าผู้ซื้อบ้านหลังละ 3 ล้านบาท จะต้องมีวินัยการใช้เงินอย่างสูง แม้ผู้ผ่อนบ้านจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นเงินเดือนปีละ 3-5% และได้หักลดหย่อนภาษีเพิ่มเฉลี่ยเดือนละ 1 หมื่นบาท จากรัฐบาล เป็นเวลา 5 ปี แต่หลังจากนั้นหากหารายได้เพิ่มไม่ทันภาระเงินผ่อนบ้านที่เพิ่มตามดอกเบี้ย ความเสี่ยงที่จะเกิดหนี้เสีย กลายเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล คงพุ่งสูงมาก
การที่รัฐบาลเร่งผู้มีรายได้เดือนละ 3 หมื่นบาท ให้นำกำลังซื้อในอนาคตมาใช้ ทั้งที่เศรษฐกิจยังเสี่ยงจะโตไม่มาก หรืออาจชะลอตัว จึงเป็นเรื่องที่ควรทบทวนอย่างยิ่ง เพราะที่ผ่านมาก็เห็นผลร้ายจากโครงการรถยนต์คันแรก ที่กระตุ้นความต้องการเทียม สุดท้ายผู้ซื้อต้องทิ้งรถเลิกผ่อนเป็นจำนวนมาก
ดังนั้น จึงอยากให้รัฐบาลทบทวน แก้ปัญหาสถาบันการเงินปฏิเสธปล่อยกู้แค่นั้นก็พอ ไม่ควรดึงกำลังซื้อในอนาคตมาเพิ่มความเสี่ยงให้หนี้เสียพุ่งเช่นนี้ เพราะหนี้เสียบ้านที่มูลค่าสูง ปัญหาจะใหญ่กว่าปัญหารถยนต์คันแรกหลายเท่า ลองคิดให้ดี







