posttoday
จีดีพีไทยขยายต่ำสุดในภูมิภาคแล้วยังไง? (2)

จีดีพีไทยขยายต่ำสุดในภูมิภาคแล้วยังไง? (2)

16 ตุลาคม 2558

ในตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้อธิบายพื้นฐานเรื่องจีดีพีแบบง่ายๆ ที่สุดและผลที่เกิดขึ้นในปัจจุบันกับประเทศไทย พร้อมกับพยายามมองมุมกลับว่า จริงๆ แล้วถ้าเรายอมรับความจริงว่ามันคงต้องเป็นอย่างนี้ล่ะ

ในตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้อธิบายพื้นฐานเรื่องจีดีพีแบบง่ายๆ ที่สุดและผลที่เกิดขึ้นในปัจจุบันกับประเทศไทย พร้อมกับพยายามมองมุมกลับว่า จริงๆ แล้วถ้าเรายอมรับความจริงว่ามันคงต้องเป็นอย่างนี้ล่ะ

แล้วลองมองหาทางอื่น เพื่อให้ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมทั้งเกษตรกร พอไปได้ในช่วงเวลานี้ โดยไม่ต้องไปพยายามมุ่งเร่งจีดีพี หากมุ่งเร่งโดยไม่รอบคอบและมองผลกระทบอื่น ผลที่ตามมาจีดีพีอาจจะดีขึ้นได้ แต่เมื่อจีดีพีส่วนใหญ่ (60%) ของประเทศไทย มาจากการส่งออก อาจจะกลายเป็นการขยายความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจบางอย่างโดยไม่ตั้งใจ

ต้องเรียนว่า ที่เขียนทั้งหมดไม่ได้มองมุมทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ประการเดียว แต่พยายามที่สุดที่จะเอาข้อเท็จจริงบางประการของประเทศเป็นฐานการคิดให้เชื่อมโยง เพราะเชื่อว่าไม่มีอะไรอธิบายทุกอย่างได้ด้วยมุมมองเพียงมุมเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยในวันนี้ ที่หลายฝ่ายยอมรับว่าโครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทย พึ่งพาการส่งออกมากไปและพึ่งมายาวนาน จนธุรกิจขาดการพัฒนา เคยชินกับสิ่งเดิม แต่โลกนี้เปลี่ยนแปลงเร็วแล้ว

มองง่ายๆ ว่าสมัยก่อนตั้งโรงงาน 1 โรงงาน ผลิตสินค้า อาจมีอายุการใช้งานได้ 10 ปี วันนี้ตั้งโรงงานผลิตสินค้าอาจเหลืออายุใช้งานเพียง 3 ปี และที่สำคัญคือประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่เคยอยู่ในสายตานักลงทุน ตอนนี้กลายเป็นดาวเด่นของภูมิภาคนี้เรียบร้อย โดยเฉพาะเวียดนามและเมียนมา เรากำลังถูกแบ่งความมั่งคั่งออกไป

แม้ว่าหลายๆ คนจะเชื่อว่าตามจุดยุทธศาสตร์ทางพื้นที่แล้ว ไม่มีประเทศใดในภูมิภาคนี้ได้เปรียบประเทศไทย และมีเรื่องของเออีซีเข้ามาอีก ไทยจะเป็นศูนย์กลาง Logistic ซึ่งผู้เขียนอยากเรียนด้วยความเคารพว่าถึงชั่วโมงนี้ของโลก “ไม่แน่เสมอไปว่าเราจะได้ประโยชน์” หากไม่ปรับตัว ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายในร่วมกันไป ยังไม่รวมเรื่องเขตการค้าข้ามโลกพิสดารแบบ TPP (Trans Pacific Partnership) ซึ่งน่าจะเป็นเขตการค้าที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก นำโดยสหรัฐอเมริกา ที่เพื่อนบ้านบางส่วนในเออีซีกระโดดเข้าไปเรียบร้อยแล้ว

โลกนี้จะเต็มไปด้วยการแข่งขันที่หนักหน่วงและรุนแรงในอนาคต คนไทยได้เวลาจับมือกันในประเทศไทยแล้วกระมัง คิดถึงโครงสร้างระบบเศรษฐกิจในอนาคตของประเทศร่วมกัน เพราะเป็นไปได้ว่าหาก TPP สามารถเดินหน้าได้อย่างรวดเร็วกว่าเออีซี การอยู่ในเออีซีที่มีมูลค่าการค้าเพียง 3.5% ของโลกอาจไม่ได้ทำให้ไทยได้เปรียบอะไรเรื่องส่งออก อีกทั้งเพื่อนๆ ในเออีซีก็จะทยอยกระโดดเข้าไปใน TPP ทีนี้ล่ะ เดายากแล้ว ใครจะร่วมมือกับใคร ใครจะแข่งกับใครในอนาคต

มีผู้อ่านให้มุมมองทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับบทความครั้งที่แล้ว ขอขอบพระคุณ แต่ขอเป็นการแลกเปลี่ยนเชิงมุมมอง ไม่อคติ หรือตั้งธงล่วงหน้า หรือตัดสินไว้ก่อนแล้วว่า ผิดหรือถูก อาทิ นโยบายหลายอย่างที่รัฐบาลควักมาใช้ยามฉุกเฉินขณะนี้ ที่เรียกว่า นโยบายประชารัฐ โดยหลักการก็คือการสร้างสภาพคล่องทางเศรษฐกิจให้ฐานราก เกิดการจ้างงานในท้องถิ่น เกิดการใช้จ่ายในประเทศแบบกระจายตัว และรวดเร็ว ให้ประชาชนเป็นผู้ริเริ่มจริงๆ

หากเปรียบเทียบนโยบายลักษณะนี้ หลายยุคหลายสมัยก็เคยใช้ในชื่อต่างๆ กัน เช่น เงินผัน (2518-2519) เงินมิยาซาวา (2542) นโยบายไทยเข้มแข็ง (2553-2555) และแรงที่สุดคือประชานิยมที่ถูกวิจารณ์หนักหน่วง แต่ละนโยบายจะว่าเหมือนกันทั้งหมดก็ไม่เชิง ต่างกันทั้งหมดก็ไม่ใช่ จึงทำให้เห็นปัญหาพื้นฐานประการหนึ่งที่ประเทศต้องมียากระตุ้น แม้ว่าผลของการปฏิบัติหลังนโยบายใช้จริงจะออกมาผิดวัตถุประสงค์บ้าง ถูกบ้าง เพราะนโยบายคือกระดาษหนึ่งใบ เวลาดำเนินการจริงก็มนุษย์นี่ล่ะ เป็นผู้ดำเนินการ

ส่วนตัวมั่นใจว่า สิ่งที่ทำให้ต้องมีนโยบายเหล่านี้ออกมาเป็นระยะ เพราะโครงสร้างภายในที่ไม่สมดุล มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูงมาก รวมทั้งแม้มีนโยบายเหล่านี้ออกมาก็มักมีผลลบตามมา

พูดแบบตลกร้ายหน่อย นโยบายทั้งหมดต้องเป็นคนดี มีศีลธรรมทั้งประเทศเท่านั้นที่ปฏิบัติแล้วจะได้ตามเป้าบนกระดาษ แต่หากมองตามหลักเศรษฐศาสตร์ทุนนิยม เอาของปรมาจารย์แบบ Adam Smith ก็ได้“องค์กรธุรกิจย่อมแสวงหาหนทางที่จะสร้างกำไรสูงที่สุดเสมอ” เป็นธรรมชาติของธุรกิจ ยากที่จะต้านความจริงนี้ได้ ขบวนการหลายอย่างในการดำเนินการจึงเพี้ยน ยิ่งต้องเร็ว ต้องกระจาย ต้องไม่ผูกขาด และต้องไม่ทุจริต

ฉะนั้นการตรวจสอบจะต้องต่ำถึงเร็วได้ มันก็ขัดกันในตัวเองโดยธรรมชาติ ข้าราชการต้องทำให้เร็ว แต่ก็จะกลัวผิดพลาด มันก็อาจจะไม่เร็ว นโยบายเหล่านี้จึงมักถูกวิจารณ์จากนักเศรษฐศาสตร์ นักวิชาการ แต่วันนี้ไม่มีทางเลือกแล้ว เศรษฐกิจประเทศกำลังถูกบีบจากรอบด้าน และปัญหาเศรษฐกิจโลกที่น่าจะฟันธงได้ว่า เศรษฐกิจไทยในอนาคตไม่น่าจะโตได้เกิน 5% อีกต่อไป หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางมหภาคบางประการ

ทั้งนี้ ขอให้มองไปข้างหน้าจากจุดที่ยืนอยู่ในปัจจุบัน จะผิดถูกอย่างไรต้องใช้วิจารณญาณของแต่ละฝ่ายเอง

ในมุมผู้เขียนจึงเห็นว่า เวลานี้จึงเป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่จะจัดการปัญหาความเหลื่อมล้ำเสียที เพราะทางเดินที่จำกัดนี่ละ ยิ่งดี ยิ่งทำให้ต้องบีบให้ร่วมมือกัน ความเหลื่อมล้ำคือ ต้นเหตุของความวุ่นวายทั้งหมดในสังคมในทุกมิติ เอาแค่นโยบายประชารัฐออกมา คนจะได้รับเงินก็บอกว่าดี คนที่มีความมั่งคั่งอยู่ได้ ก็บอกว่าไม่ดี ภาษีประชาชน พูดกันไปมาก็จะเริ่มวนไปเรื่องเดิมๆ 10 ปี เพราะแต่ละฝ่ายต่างฐานะกันมาก

ฝ่ายหนึ่งรอจีดีพีฟื้นได้ เก็บความมั่งคั่งมีทุนสำรอง มีแหล่งเงินฉุกเฉินมากมาย เคลื่อนย้ายทุนของตนสู่จุดที่ให้ผลประโยชน์สูงกว่าในต่างประเทศได้

อีกฝ่ายหนึ่งไม่มีเวลารอเพราะไม่มีอะไรเลย ยกเว้นเงินกู้ฉุกเฉิน โรงรับจำนำ และเวลากระทบไม่ใช่กระทบนิติบุคคล แต่กระทบทั้งครอบครัว ปัญหาคือคนส่วนหลังมีประมาณ 37-40 ล้านคน (ประมาณคร่าวๆ จากจำนวนเกษตรกรรวมกับจำนวนคนที่เกี่ยวข้องกับเอสเอ็มอี 2.8 ถึง 2.9 ล้านราย)

เพราะฉะนั้นไม่มีความจำเป็นต้องตัดสินว่าใครถูกใครผิด เพราะยืนอยู่คนละโครงสร้างอย่างชัดเจน อันนี้ขอเรียกเองว่า เศรษฐศาสตร์ทางอารมณ์ ใครลองมาตัดสินเรื่องนี้สิ คนจะอารมณ์เสียเยอะมาก เอาสูตร 1 สูตรแก้สมการที่ไม่เหมือนกัน 2 สมการ ไม่มีทาง...

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ